ตอนที่สิบสอง ห้องสมุดประชาชน
[อำนาจประชาธิปไตยเป็ของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชน]
อักษรที่เขียนอยู่ตรงหน้าห้องสมุดประชาชนที่่หลังๆได้มีคนพยายามลบเลือนแินี้ไปจนหมดหนังสือสารานุกรมนั้นที่มีข้อมูลต่างๆ ได้ถูกล็อคไว้หลังตู้กระจก
ส่วนหนังสือที่คนอ่านเป็ที่นิยมคือหนังสือพิมพ์รายวันและหนังสือ“คู่เวร คู่กรรม” ที่ชาวบ้านสนใจมากเื่ที่สามีมีชู้ แอบนอกใจหรือเปล่าแต่งตัวสวยอย่างไร ฯลฯ
ส่วนผมมาอีกเรื่งหนึ่ง
ผม้าอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้แน่นอน ผมไม่คิดว่าประวัติศาสตร์โลกที่บันทึกไว้จะถูกต้องทั้งหมดแต่ก็ถือว่าได้เริ่มต้นเปรียบเทียบกับเื่ที่ผมรู้
“หลีกทางให้พี่เจิดด้วย”
ไอ้ห้อยไอ้โหนผลักไสคนที่ขวางทางระหว่างทางให้กับผมโดยใช้ทางแบบคนหลบให้ไปต่อแถวหน้าโต๊ะบรรณารักษ์ได้เลย
“ครูวิ”
อาจารย์และบรรณารักษ์ด้วยที่สลับกันมาทำงานเพราะโรงเรียนและหน่วยงานราชการมีคนไม่พอ
เอ๊ะ
ผมเห็นไอ้ขาม
หนุ่มนาใบหน้าคมเข้มจมูกโด่งอยู่ในกลุ่มคนที่มาคอยยืมหนังสือด้วย
เพราะทางเทคนิคเวลาเปิดปิดมีจำกัดห้องสมุดนั้นเวลาเปิดตามราชการก็จริง
แต่ความจริงแล้วเราเอาตามสะดวกของการมีคนมาผลัดกันเฝ้าและเวลาที่แต่ละคนเลิกงานมา
ผมเห็นไอ้ขามถือหนังสือภาษาอังกฤษและหนังสือเกี่ยวกับวิศวกรรมการช่างและข้อมูลด้านการเกษตร
โอ้ อย่างนี้นี่เอง สาเหตุที่ไอ้ขามสามารถอ่านภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นและความสามารถในการซ่อมเครื่องจักรและควายเหล็กต่างๆได้เพราะมันได้หนังสือมาอ่านจากห้องสมุดประชาชนเหมือนกันนี่เอง
ถึงว่า ผมก็สงสัยอยู่ มันเป็หนุ่มนาไม่ใช่หนุ่มนักเรียนนอกอย่างไอ้เจิด แล้วไปเอาการฝึกฝนทักษะทางด้านวิศวกรรมและภาษามาจากทางไหนกัน?
ไม่ได้ดูถูกกันแต่แม้แต่คนที่เรียนตามหลักสูตรภาษาอังกฤษภาษาต่างประเทศต่างๆก็ต้องเรียนจากการฟังเทปจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่สิบชั่วโมงจึงจะสามารถพูดอ่านออกเขียนได้หรือสามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้
ไอ้ขามดันเป็คนที่นอกจากสื่อสารกับชาวต่างชาติได้แล้วดันเป็คนที่ถนัดศัพท์เทคนิคในทางวิศวกรรมอีกต่างหากนั่นเอง
นับเป็อะไรที่เว่อเอามากๆ
น่าสนใจและเป็เื่แิที่น่าเย้ยหยันที่นโยบายที่้าคนให้มีความรู้อ่านออกเขียนได้ พัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน
กลับโดนคนอย่างไอ้ขามใช้ประโยชน์แต่ไอ้ขามกลับกลายเป็คนต่อต้านการมาถึงของเครื่องจักรอุตสาหกรรมต่างๆ
ทั้งที่ตัวไอ้ขามเองก็ได้ประโยชน์จากความรู้วิทยาการต่างๆ
“ข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพาน”
แนวความคิดของคนที่ได้ดิบได้ดีแล้วก็ไม่คิดจะให้คนอื่นได้ดิบได้ดีแบบตนเอง
ว่าพอเราผ่านการทดสอบศาสตราจารย์แล้วเราก็เลื่อนมาตรฐานการสอบผ่าน วัยวุฒิ คุณวุฒิ ค่าผลงานให้มันสูงขึ้นเรื่อยๆจนไม่มีใครจะมาแย่งตำแหน่งกับเราได้อีกนั่นเอง
มันคือสันดานเบื้องลึกของคนเรามาั้แ่ครั้งา
“ไอ้เจิด เอ็งทำอย่างนี้มันไม่ถูกคนเราต้องมีระเบียบวินัย”
ไอ้ขาม หนุ่มหน้าตาคมเข้มกล่าวกับผม
“หึ้ย--ไอ้ขามอย่ามาขวางทางลุกพี่ของข้า”
“ใช่ใช่ ลูกพี่ข้าจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นพี่เจิดลูกกำนันแจ่ม ไม่ต้องฟังคำกล่าวของเอ็ง”
ไอ้ห้อยไอ้โหนหาเื่ทะเลาะกับไอ้ขามเป็ประจำ
ผมยกมือห้ามทั้งสองฝ่าย
“เอาไว้ก่อน ข้ามานี่กำลังรีบให้ครูวิส่งหนังสือสารานุกรมประวัติศาสตร์โลกและภาษาสันสกฤตกับภาษาขอมคำศัพท์ต่างๆให้ข้าหน่อย”
ผมหันไปมองอาจารย์ใส่แว่นท่าทางสุภาพ
“ได้ใช่ไหมครับครูวิ เปิดตู้กระจกให้หน่อย”
ครูวิทำหน้าตาใที่โดนไอ้เจิดมาหาเื่
“ดะได้ค่ะ”
และรีบเปิดลิ้นชักหยิบกุญแจไปไขหนังสือที่ไอ้เจิด้ามาให้
“เห็นไหมล่ะคณูวิก็ไม่ว่าอะไรพี่เจิดของข้าเป็อย่างไรล่ะไอ้ขาม”
ไอ้ห้อยไอ้โหนหัวเราะเยาะเย้ยไอ้ขาม
ไอ้ขามส่ายหน้าอย่างระอา
“ไอ้เจิดเอ็งทำอย่างนี้ไม่มีวินัยเอาเสียเลย”
ไอ้ขามบ่นและส่ายหน้าแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อไปและไปเลือกหนังสือของตนเองเช่นกัน
ก้ดีแล้วอย่างน้อยที่ไอ้พวกนี้ไม่มาตีกันในห้องสมุดแบบตีกันในวงนางรำ