ซูไท่ไท่คาดไม่ถึงว่าสถานการณ์ตรงหน้าเช่นนี้ นางกลับหัวเราะออกมาได้?
ซูไท่ไท่ที่กำลังจะกล่าวสิ่งใดต่อพลันรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกที่คอ หลังจากตั้งสติได้ก็ตวัดสายตาจ้องอย่างขุ่นเคือง
"หัวเราะอะไรกัน พวกเจ้ากำลังจะเดือดร้อนเพราะมีคนตาย รู้หรือไม่?"
ซูไท่ไท่หัวเราะเยาะอย่างเย็นชา“อย่าคิดว่ามีสัมพันธ์กับท่านเจ้าเมืองแล้วจะรอดพ้นกฎหมายไปได้ฆ่าคนตายก็ต้องชดใช้ ท่านเจ้าเมืองจะกล้าฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อปกป้องพวกเจ้าหรือ?”
"อะไรนะ พวกนางมีความสัมพันธ์กับท่านเจ้าเมือง?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้คนรอบข้างสองสามคนก็แสดงสีหน้าตกตะลึง จากนั้นก็ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์พล่อยๆอีกต่อไป สายตาที่มองไปยังชายที่นอนอยู่บนพื้นจึงเจือด้วยความเห็นใจ
ดูท่าชายผู้นี้วันนี้คงต้องตายอย่างอยุติธรรมเสียแล้ว
แน่นอนว่ายังมีผู้คนอีกส่วนหนึ่งที่พอได้ยินเช่นนี้ก็กล่าวอย่างไม่ลังเลว่า "ท่านเจ้าเมืองเป็นคนเที่ยงธรรมมาโดยตลอดมิใช่ผู้ที่จะกระทำการทุจริตอย่างแน่นอน!"
ผู้ที่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ก็มีไม่น้อยเห็นได้ชัดว่าท่านเจ้าเมืองฉินเป็นที่เคารพรักของชาวเมืองอวิ๋นเฉิงเป็นอย่างยิ่ง
ก็ไม่น่าแปลกใจผู้คนเหล่านี้กล่าวไม่ผิดท่านเจ้าเมืองอวิ๋นเฉิงเป็นคนที่มีความสามารถและมีคุณธรรมเป็นอย่างยิ่งการที่มีเขาปกครองเมืองอวิ๋นเฉิง ถือเป็นโชคดีของชาวเมืองอวิ๋นเฉิงอย่างแท้จริง
มิเช่นนั้นแล้วในแคว้นที่เต็มไปด้วยควันไฟแห่งสงครามเช่นนี้เมืองอวิ๋นเฉิงจะสามารถรักษาความสงบในปัจจุบันได้อย่างไร?
ซูอี้หว่านชื่นชมในตัวท่านเจ้าเมืองฉินอยู่บ้างเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้จึงพยักหน้า "ท่านลุงผู้นี้กล่าวไม่ผิดท่านเจ้าเมืองฉินเป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริต หากผู้ใดกล่าวว่าเขาทุจริตนั่นถือเป็นการดูถูกเขา เช่นเดียวกันก็เป็นการดูถูกพวกเราด้วย!"
นางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยชี้ไปยังชายที่นอนอยู่บนพื้น "เมื่อครู่ทุกคนคิดว่าเขาถูกพิษข้าตรวจสอบดูแล้ว ที่จริงเขาเพียงแต่เป็นโรคลมบ้าหมูเท่านั้นมิใช่ถูกพิษแต่อย่างใด"
เมื่อซูอี้หว่านกล่าวเช่นนี้สีหน้าของผู้คนที่อยู่ในที่นั้นก็เจือด้วยความลังเลสงสัยมองนางอย่างกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ อดไม่ได้ที่จะจ้องมองชายผู้นั้น
แต่ซูไท่ไท่กลับแปรเปลี่ยนสีหน้าในฉับพลันความผยองเมื่อครู่หายไปอย่างสิ้นเชิงสิ่งที่เข้ามาแทนที่คือแววตาแห่งความสงสัยและความหวาดหวั่นที่ไม่อาจซ่อนเร้น
เมื่อครั้งก่อนที่ประตูเมืองนางแพศยากลับสามารถรักษาขอทานที่โดนพิษได้อย่างรวดเร็วยามนี้ยังสามารถมองออกในทันทีว่าชายผู้นี้เป็นลมบ้าหมู หาใช่ถูกพิษเรื่องนี้เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียแล้วนางแพศยาผู้นี้มีความสามารถทางการแพทย์จริงๆ!
นางมองดูเด็กคนนี้เติบโตมาตั้งแต่เล็กเมื่อไรกันที่เด็กคนนี้เคยร่ำเรียนวิชาแพทย์ นางไม่เคยล่วงรู้เรื่องนี้แม้แต่น้อย
สองแม่ลูกคู่นี้ผิดปกติจริงๆเห็นได้ชัดว่าถูกผีสิง!
ในเมื่อพวกนางสามารถสิงคนอื่นได้ก็คงต้องมีวิธีการที่ไม่เป็นที่รู้จัก หากมีวิชามารหรืออาคมคุณไสยแล้วคนธรรมดาจะกล้าหาเรื่องด้วยได้อย่างไร?
เมื่อคิดได้เช่นนั้นซูไท่ไท่ก็พลันมีเหงื่อเย็นผุดพรายไปทั่วร่าง หวาดกลัวจนริมฝีปากซีดเผือดตัวสั่นเทาจ้องมองคนทั้งสองแวบหนึ่งก็บังเอิญสบเข้ากับสายตาอันเย็นชาของจางอ้ายหลินเหงื่อก็พลันชุ่มโชกไปครึ่งแผ่นหลัง
"คะ... คอยดูเถอะ! พวกเจ้าจะต้องเสียใจ!" สิ้นเสียงซูไท่ไท่ก็เผ่นหนีอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบ
ซูอี้หว่านเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแสดงความประหลาดใจออกมา น่าแปลกที่หญิงชรายังคงมีกำลังวังชาแข้งขาของนางยังคงว่องไว ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาคงไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
เมื่อเห็นหญิงชราผู้นั้นวิ่งหนีไปทุกคนก็เข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ต่างพากันหัวเราะเยาะออกมาหญิงนางหนึ่งกลอกตาขึ้น "เมื่อครู่สตรีชราผู้นั้นมีสีหน้าถมึงทึงบ่งบอกว่ามิใช่คนดี!"
เปรียบดังแม่สามีในเรือนที่ต่อหน้าแสดงทีท่าเมตตา แต่ลับหลังกลับกลั่นแกล้งนางอย่างสาหัสนางกล้ำกลืนความขมขื่นไว้ในอก หยาดน้ำตาหลั่งรินอย่างไร้ความหมายนับแต่แต่งออกเรือนมาสิบกว่าปี ชีวิตของนางก็ทุกข์ทนเกินบรรยาย
โชคดีที่ยายแก่ผู้นั้นเมื่อไม่นานมานี้เป็นอัมพาตตอนนี้นอนอยู่บนเตียง พูดจาไม่รู้เรื่องสักคำ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง
ครั้งนี้นางก็ได้เรียนรู้แล้วว่าต่อหน้าคนอื่นต้องแสดงตัวว่าเป็นลูกหลานที่กตัญญูอย่างที่สุดลับหลังนางก็ไม่ได้ลงมือกลั่นแกล้งอะไร ขอแค่นางทำเป็นไม่สน และไม่ใส่ใจก็พอ...แค่นั้นก็ทำให้ยายแก่นั่นอึดอัดใจจนทนไม่ไหวได้แล้ว
ทุกคราที่เห็นภาพอนาถของหญิงชรานางก็พลันเจริญอาหารยิ่ง นางถึงขนาดกินข้าวมากขึ้นถึงสองชาม!
จากประสบการณ์ที่สั่งสมหญิงผู้นี้จึงรู้สึกขวางหูขวางตาคนที่มีท่าทางใจร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงชรานางจึงอดไม่ได้ที่จะเหน็บแนม
"ถึงแม้ว่านางจะเป็นผู้อาวุโสของเจ้าของแผง ก็คงมิใช่คนดีข้าว่าเจ้าของแผงเหล่านั้นดูมิเหมือนคนอกตัญญูเสียด้วยซ้ำ"
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ผู้คนรอบข้างสองสามคนก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าตาม "ท่านพูดถูก เด็กหญิงผู้นี้พูดจาไพเราะ หญิงผู้นี้ก็ดูเป็นคนใจดีมิใช่คนเช่นนั้นเลย"
ซูอี้หว่านคาดไม่ถึงว่าไม่ต้องให้นางกล่าวสิ่งใด กลับมีผู้คนออกมาช่วยพูดให้ นางหันไปสบตากับจางอ้ายหลินทั้งสองคนก็เข้าใจความหมายของกันและกันในทันที ราวกับนัดหมายพวกนางต่างยกมือขึ้นปาดน้ำตา
ทักษะการแสดงของจางอ้ายหลินนั้นปรับเปลี่ยนได้ตามใจปรารถนาเพียงครู่เดียวก็มีน้ำตาคลอเบ้า น้ำเสียงโศกเศร้าน่าสงสาร"อย่าได้หัวเราะเยาะนางเลย เมื่อครู่ผู้นั้นเป็นแม่สามีของข้าเพียงแต่ว่า..."
นางถอนหายใจออกมาแผ่วเบาจากนั้นจึงค่อยๆ เล่าประสบการณ์ของเจ้าของร่างเดิม "เมื่อก่อนนางปฏิบัติต่อข้าอย่างไร ในฐานะผู้น้อยก็ทำได้เพียงไม่ขัดขืนทว่านางกลับต้องการจะขายลูกๆ ของข้า ข้าในฐานะที่เป็นแม่ ย่อมมิอาจยินยอมได้ไม่ว่าอย่างไรลูกๆ ก็คือ แก้วตาดวงใจของคนเป็นแม่อย่างข้า..."
เมื่อกล่าวนางก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง "ท่านพ่อของเด็กๆ ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรเหลือเพียงพวกเราสามแม่ลูกที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน หากพวกเขาถูกขายไปข้าก็คงไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป..."
เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของนางบรรดาหญิงชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงก็พลอยสะอึกสะอื้นและเข้าไปปลอบประโลม"โธ่ น้องสาว อย่าเสียใจไปเลยพวกเรารู้ว่าเจ้ากับลูกรักกันดีจะตายไป เห็นชัดๆว่ายายแก่คนนั้นเห็นว่าพวกเจ้ามีกินมีใช้ ถึงได้อยากจะมาพึ่งใบบุญนางพูดอะไรเจ้าก็อย่าไปใส่ใจ พวกเราไม่เชื่อนางหรอก"
"ใช่แล้ว วางใจเถอะ พวกเจ้าสองแม่ลูกเป็นคนดีพวกเราจะไม่เชื่อคำพูดของหญิงชราร้ายกาจผู้นั้นแน่"
คนอื่นๆพากันเออออเห็นพ้อง แสดงความเชื่อมั่นในพวกนางอย่างสุดใจ ซูไท่ไท่ผู้นี้มองอย่างไรก็หาความดีมิได้
จางอ้ายหลินหงายไพ่ความเห็นใจได้สำเร็จอย่างงดงามจนวงสนทนาก็เริ่มเลื่อนลอยออกห่างจากเรื่องเดิม จากทีแรกที่ปลอบใจกันไปมาก็เปลี่ยนเป็นการเล่าเรื่องราวขมขื่นของตนเองสุดท้ายก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท
ส่วนชายที่นอนชักกระตุกน้ำลายฟูมปากเมื่อครู่ก็ได้แต่นอนอยู่บนพื้นเป็นเวลานานครึ่งค่อนวันโดยที่ไม่มีผู้ใดสนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
ยามนี้แม้จะเป็นช่วงรอยต่อระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนอุณหภูมิก็มิได้เย็นเยือก แต่ด้วยว่าเป็นยามเช้า พื้นดินจึงยังเย็นเฉียบชายผู้นั้นนอนลงได้ไม่นานก็เริ่มทนทานมิไหว
ยิ่งเมื่อเห็นว่าแผนการของตนไม่เป็นผลกลับยิ่งกระวนกระวายใจ
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเมื่อกลับไปเขาจะเผชิญหน้ากับท่านหลงอย่างไร แต่สถานการณ์เฉพาะหน้านี้จะหาทางลงอย่างไรเขาก็ยังมืดแปดด้าน!