จางเฉียงเสียชีวิตมาได้สามวันแล้ว ไม่เพียงแค่รูปลักษณ์ของเขาที่เปลี่ยนไปแม้แต่อารมณ์และสติปัญญาก็เหมือนจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปพละกำลังก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก เขาลากผมไปทางทะเลสาบชนิดที่ผมไม่อาจขัดขืนได้เลย
เขาเป็ผีจมน้ำตาย ส่วนผมยังเป็คนที่มีชีวิต ถ้าต้องลงน้ำไปกับเขาผมคงจมน้ำตายและกลายเป็ตัวตายตัวแทนของเขาแน่ๆ แม้จะพยายามดึงตัวเขากลับก็ไม่เป็ผลผมเลยต้องรีบเอ่ยปากพูดกับเขา
“เดี๋ยวก่อน จางเฉียง เดี๋ยวก่อน!ฉันมีเื่อยากจะพูด...”
“มีอะไร”
จางเฉียงหันกลับมาด้วยใบหน้าบวมอืดและดวงตาไร้แววแต่ท่าทางของเขากลับดูแข็งทื่ออย่างประหลาด ผมรีบพูดอธิบายอย่างร้อนรนทันที
“ดูนี่สิ ฉันสั่งอาหารไว้ตั้งเยอะแยะแต่ยังไม่ได้กินเลย! พวกเราไม่ต้องรีบร้อน กินอะไรกันก่อนสักหน่อยแล้วค่อยไปจะดีกว่าไหม”
ผมพูดจบก็ชี้ไปที่ตะกร้าหวายที่วางอยู่ไม่ไกล
จางเฉียงนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นสูดกลิ่นเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงแหบแห้งว่า “หอมจัง!”
“หอมก็ดีแล้ว มาสิ มากินอะไรกันก่อนค่อยไป...”ผมยิ้มพูดออกไป แต่ในใจกลับสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่นอย่างมาก
จางเฉียงชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นอาหารคนตายกลิ่นหอมทำให้เขาดูเหมือนหลงใหลก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ก็ได้!”
พูดจบ เขาก็ปล่อยมือจากผมทันที
ในวินาทีที่เขาปล่อยมือ ผมรู้สึกเหมือนได้รับอิสรภาพข้อมือที่ถูกจับไว้ปรากฏรอยฟกช้ำขึ้นมาอย่างชัดเจน ผมสะบัดข้อมือเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินไปยังตะกร้าหวายโดยไม่รอช้า หยิบอาหารคนตายที่เตรียมไว้ออกมา
ลุงอวี๋บอกไว้ว่า อาหารคนตายนี้ต้องกินตามลำดับ เมื่อกินถึงจานที่หกความอาฆาตและพลังอาถรรพ์ของิญญาตนนั้นจะถูกขจัดไปโดยธรรมชาติ และเมื่อถึงตอนนั้นจางเฉียงจะกลับมามีสติอีกครั้ง ซึ่งผมก็จะสามารถใช้วิธีที่ลุงอวี๋สอน เพื่อส่งจางเฉียงไปได้
ผมรีบหยิบอาหารคนตายจานแรกอย่างขนมกุ้ยฮวาเืไก่ออกมา ขนมสีแดงสดเหมือนเืนี้มีทั้งหมดหกชิ้นทุกชิ้นถูกทำขึ้นเป็รูปทรงดอกเหมย
ผมหันไปพูดกับจางเฉียง “จางเฉียงลองชิมขนมกุ้ยฮวาเืไก่นี่ก่อนสิ”
จางเฉียงใช้จมูกสูดกลิ่น ส่งเสียงฟืดฟาดเบาๆจากนั้นยื่นมือที่บวมพองและเปียกชื้นหยิบขนมจากจานขึ้นมาชิ้นหนึ่งเขามองดูมันครู่หนึ่งก่อนแลบลิ้นสีแดงสดออกมาเลียเบาๆ
เมื่อเขาเลียชิม ร่างกายเขาดูเหมือนตื่นเต้นขึ้นมาอย่างชัดเจนดวงตาที่เคยไร้แววเบิกกว้าง ก่อนจะยัดขนมเข้าปากทั้งชิ้น แล้วเริ่มเคี้ยวทันที
หลังจากเขากินขนมกุ้ยฮวาเืไก่ชิ้นแรกดวงตาที่ไร้แววของเขาก็เหมือนมีประกายชีวิตขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าที่แข็งทื่อพลันมีอารมณ์บางอย่างฉายชัดเขาดูประหลาดใจและดีใจเล็กน้อย
ผมโยนจานขนมกุ้ยฮวาที่หมดแล้วทิ้งไป แล้วรีบหยิบอาหารคนตายจานที่สองออกมาจากตะกร้าหวาย
นี่คือไก่ที่ตุ๋นกับไส้เดือนเป็ๆ กลิ่นของมันยากจะทานทนน้ำซุปมีสีเทาปนน้ำตาล แม้ว่าจะเย็นแล้วแต่ก็ยังคงส่งกลิ่นเหม็นแปลกประหลาดผมวางถ้วยซุปใบเล็กลงบนโต๊ะ พร้อมกับจัดวางตะเกียบและช้อน
คราวนี้จางเฉียงดูตื่นเต้นมากกว่าเดิมทั้งใบหน้าของเขาโน้มไปใกล้ถ้วยซุปจนแทบจะจมลงไป
“ลองกินสิ เมนูนี้ชื่อว่าไก่ตุ๋นัดิน”
จางเฉียงไม่รีรอ เขาหยิบช้อนขึ้นมาตักซุปแล้วซดเข้าปากในทันทีทันใดนั้นเขาก็พ่นลมดำออกมาจากปากพร้อมส่งเสียง “อ้า” ด้วยท่าทางสบายใจอย่างยิ่ง
หลังจากดื่มน้ำซุปจนหมดเขายังหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อไก่และัดินในซุปขึ้นมากินผมที่มองดูอยู่รู้สึกพะอืดพะอมแทบจะอาเจียน แต่ก็ต้องพยายามกลั้นเอาไว้
จางเฉียงกลับดูเพลิดเพลินอย่างมากกินัดินราวกับกำลังกินเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย
สุดท้ายจางเฉียงยกถ้วยซุปไก่ขึ้นมาถือด้วยสองมือ ก่อนจะดื่มไปอีกหลายอึก
แม้ว่าไก่ตุ๋นัดินจะดูไม่น่ากินและกลิ่นก็ไม่ดีแต่หลังจากที่เขากินอาหารคนตายจานที่สองนี้เข้าไปจางเฉียงก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเขาไม่เพียงแค่พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมามากขึ้น ดวงตายังดูมีประกายสดใสขึ้นใบหน้าที่บวมเป่งก็ยุบลงไปไม่น้อย
ตามที่ลุงอวี๋เคยพูดไว้ ‘ผีกินไก่ตุ๋น หัวใจเบิกบาน เื่ร้ายกลายเป็ดี’
ผมไม่รอช้า รีบนำอาหารคนตายจานที่สามมาเสิร์ฟต่อทันที
‘หมูตุ๋นเปลือกต้นไหว’
ลุงอวี๋เคยบอกไว้ว่า ‘ผีกินหมูตุ๋น จะมีเืมีเนื้อ’ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า ‘มีเืมีเนื้อ’ นี้หมายถึงอะไรกันแน่ ตอนนี้ผมสนใจแค่ยกอาหารไปให้เขากินเท่านั้น
“จางเฉียง จานที่สาม หมูตุ๋นเปลือกต้นไหว”ผมพูดพลางวางอาหารลง
เปลือกต้นไหวมีรสขม ส่วนเนื้อหมูที่ตุ๋นมาก็เป็แบบกึ่งสุกกึ่งดิบอีกทั้งยังไม่ได้หั่นเป็ชิ้น จึงมีก้อนเนื้อชิ้นใหญ่ที่ดูน่ากลัววางเด่นอยู่ในจาน
จางเฉียงมองเห็นหมูตุ๋นเปลือกต้นไหวแล้วดวงตาเปล่งประกาย เขาคว้าก้อนหมูที่กึ่งสุกกึ่งดิบขึ้นมาแทะกินทันทีด้วยท่าทีตะกละตะกลามและตื่นเต้นเป็พิเศษในขณะที่กินเขาพูดซ้ำๆ ว่า “อร่อย อร่อยมาก!”
ก้อนหมูชิ้นใหญ่ถูกเขากินจนหมดในพริบตา หลังจากจบอาหารคนตายจานที่สามจางเฉียงดูเปลี่ยนไป เขาไม่ได้ดูแข็งทื่อเหมือนในตอนแรกอีกแล้วแถมยังใช้มือเช็ดปากก่อนจะพยักหน้าให้ผมพลางเอ่ยว่า “อร่อยมาก อร่อยจริงๆ!”
แม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะยังฟังดูแปลกๆ อยู่ แต่ผมสังเกตได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในตัวเขาเริ่มชัดเจนขึ้นผมจึงรีบนำอาหารคนตายจานที่สี่มาเสิร์ฟต่อทันที
‘ผัดผักน้ำมันเนื้อวัว’
ลุงอวี๋เคยบอกไว้ว่า ‘ผีกินผัก ไร้โรคไร้ภัย’ ผักจานนี้ถูกจัดวางเป็รูปตัวอักษร ‘人’ และกลิ่นของน้ำมันเนื้อวัวก็ฉุนมาก แต่สำหรับจางเฉียงที่เป็ผีกลิ่นนี้กลับดึงดูดเขาอย่างยิ่ง
เขาไม่แม้แต่จะใช้ตะเกียบ คว้าผักด้วยมือเปล่ากินอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันผมก็สังเกตเห็นว่ามือของเขาที่เคยบวมพองยุบลงแล้วแม้แต่เล็บก็ดูสั้นลงมาก ราวกับว่าเริ่มกลับคืนสู่สภาพปกติ
เขายังกินไปพลางพ่นลมหายใจที่มีควันดำจางๆ ออกมาดูเหมือนว่าเขากำลังจะกลับมาเป็ปกติในไม่ช้านี้
ผมมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า รู้สึกตื่นเต้นจนใจเต้นแรง
เมื่อจางเฉียงกินอาหารคนตายจานที่สี่เสร็จ เขายังถามผมด้วยตัวเองว่า “มีอีกไหม” พร้อมบอกว่าเขาอยากกินต่อ
ผมดีใจจนแทบจะะโตัวลอย “นายอยากกินก็ดีแล้ว!” ผมรีบนำอาหารคนตายจานที่ห้ามาเสิร์ฟทันที
‘ลูกชิ้นก้างปลา’
ลุงอวี๋เคยบอกไว้ว่า ‘ผีกินลูกชิ้นก้างปลา รู้เจ็บรู้ละอาย’
ลูกชิ้นจานนี้ หากคนเป็กินเข้าไป รับรองได้ว่าก้างปลาจะตำจนปากเป็แผลเืไหลแน่นอนแต่จางเฉียงกลับกินเข้าไปโดยไม่มีปัญหาอะไรเลย เขายังพยักหน้ารัวๆ พร้อมพูดว่า “อร่อยมาก!”
หลังจากเขากินจานนี้เสร็จ ใบหน้าที่บวมอืดของเขาลดลงไปถึงเจ็ดหรือแปดส่วนจนเกือบกลับคืนสู่โครงหน้าเดิมเพียงแต่สีหน้ายังคงขาวซีดไร้เืฝาด
ดูเหมือนว่าพลังลบและความอาฆาตในตัวเขากำลังจางหายไปและเขาใกล้จะกลับมามีสติแล้ว
ผมไม่รอช้า เมื่อเห็นเขากินจานที่ห้าเสร็จ รีบนำอาหารคนตายจานสุดท้ายมาเสิร์ฟทันที
‘ปลาทอดไร้หัวผีกินปลาทอด ไร้ความเสียใจไร้คำพูด’
เพียงแค่ให้จางเฉียงกินอาหารจานนี้ พลังลบในตัวเขาก็จะสลายไปและเขาจะกลับมามีสติอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้น ผมก็จะสามารถช่วยให้เขาไปสู่สุคติได้
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ผมก็รู้สึกตื่นเต้นจนอดใจรอแทบไม่ไหว รีบพูดออกไปว่า
“จางเฉียง ลองชิมจานสุดท้ายนี้ดูสิ ปลาทอดไร้หัว”
จางเฉียงมองดูปลาทอดที่หัวมีคราบน้ำมันหมูเคลือบอยู่เต็มไปหมด ส่วนตัวปลาทอดจนกรอบดวงตาของเขาเปล่งประกาย และยังอดกลืนน้ำลายหลายครั้งไม่ได้ เอ่ยว่า “หอมมาก! หอมจริงๆ!”
พูดจบ เขาก็คว้าจานปลาขึ้นมาทันที และอ้าปากเตรียมกัดกินผมมองเขาด้วยความคาดหวัง ดวงตาเบิกกว้าง
‘กินเลย กินคำสุดท้ายนี้เถอะ!’
แต่ทันใดนั้นเอง ขณะที่เขากำลังจะกัดปลาทอด เขากลับหยุดชะงักใบหน้าแสดงความสับสน ก่อนจะหันไปมองที่ผืนน้ำในทะเลสาบด้วยสายตาว่างเปล่า
เมื่อเห็นเขานิ่งไป ผมรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที รีบถามออกไปว่า “จางเฉียง เกิดอะไรขึ้น กินต่อสิ!”
จางเฉียงมองดูผืนน้ำ ก่อนจะหันมามองผมด้วยสายตาแข็งทื่อและเอ่ยออกมาเบาๆ “กินไม่ได้...ดูเหมือนอาจารย์จะเร่งให้ไปแล้ว...”