ตอนที่ 19 องค์ชายเขาดันไม่เล่นตามบท (44)
มีข่าวมาจากเจียงโจวว่าองค์ชายห้าได้รับชัยชนะ สังหารลัทธิแสงเทวะนับพัน จับเป็นสิบกว่าคน ประสบความสำเร็จในการควบคุมกบฏและกำลังเดินทางกลับเมืองหลวง
เหอหรงรีบวิ่งไปตรงหน้าท่านชายอันหนิงเอ่ยถามว่า “ตอนนี้ข้าไม่ต้องถูกขังไว้แล้วใช่ไหมขอรับ”
ช่วยลูกด้วยเถอะ ถูกขังจนจะโง่งมจริงๆ แล้ว!
ท่านชายอันหนิงจนใจเป็นที่สุด เขาชอบอี้เหยียนเจ๋อขนาดนี้เชียวหรือ
“ได้ๆๆ ปล่อยเจ้าออกไปแล้ว” ยังจะทำอย่างไรได้อีก ตัวเองให้กำเนิดมาจึงต้องตามใจเขา
วันที่อี้เหยียนเจ๋อกลับมาถึงเมืองหลวง เหอหรงปรี่ไปรับเขาถึงประตูเมืองอย่างยินดีปรีดา ทว่ากลับต้องไปเก้อ
อี้เหยียนเจ๋อถูกราชโองการด่วนเรียกตัวเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้ารายงานเรื่องลัทธิแสงเทวะ ทันเพียงให้คนส่งสาส์นบอกว่าจะไปหาเขาที่จวนทีหลัง
คนของลัทธิแสงเทวะที่จับมาครั้งนี้ครึ่งหนึ่งฉวยโอกาสเผาตัวเองไปแล้ว ปากยังตะโกนอย่างบ้าคลั่งว่า ‘ราชวงศ์ยงต้องรุ่งโรจน์’ ในตำหนักเซวียนเจิ้งฝ่าบาทได้ฟังแล้วมีสีหน้าปั้นยาก “หมายความว่า หัวหน้าลัทธินอกรีตพวกนั้นคือกบฏจากราชวงศ์ก่อนเช่นนั้นหรือ”
ราชวงศ์ก่อนสิ้นลงร้อยกว่าปีแล้ว คนรุ่นหลังนี้โผล่มาจากที่ใด
ฮ่องเต้ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง สายตามองจ้องอี้เหยียนเจ๋อ “เจ้าไปเจียงโจวครั้งนี้คุมทัพได้ดียิ่ง จัดการรังพวกมันตรงๆ จากนี้ไปกองทัพของเจียงโจวและหวั่นเฉิงสองเมืองยกให้เจ้าดูแล เรื่องกบฏจากราชวงศ์ก่อนแย่งชิงเมืองต้องไม่มีอีก เจ้าทำได้หรือไม่”
อี้เหยียนเจ๋อสีหน้านิ่งขรึม “กระหม่อมตัวตายหมื่นครั้งก็ไม่ปฏิเสธพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าฮ่องเต้จึงผ่อนคลายลงบ้างเล็กน้อย เอ่ยอย่างพอใจ “ดียิ่ง สมแล้วที่เป็นบุตรของเยี่ยนอวิ๋น!” ไม่เคยหวั่นเกรงความยากลำบากใดๆ เหมือนมารดาของเขาไม่มีผิด แม้เรื่องที่เขาสั่งจะยากเข็ญ ทำให้คนชิงชังปานใดล้วนจัดการได้
ได้ยินฮ่องเต้เอ่ยถึงมารดาอี้เหยียนเจ๋อเพียงนึกค่อนแคะ ยามแรกเริ่มฮ่องเต้เพิ่งเถลิงราชย์อำนาจยังอ่อนแอ เพื่อสร้างความมั่นคงในราชสำนักจึงลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งต่อพระสนมเสียนกุ้ยเฟยที่ทำร้ายสนมคนอื่น มารดาของเขาปกป้องเขาไว้จากวังหลังอย่างยากลำบาก สุดท้ายมารดาคลอดยากสิ้นใจ รักษาเขาไว้ได้ล้วนเป็นโชคดี
ยามนี้คนผู้นี้ฐานะมั่นคง ยังมาทำเป็นรักฝังใจทำเอาเขานึกสะอิดสะเอียนเป็นที่สุด
“ครั้งนี้เจ้าสร้างความชอบ อายุก็ไม่น้อยแล้ว อีกไม่กี่วันก็เป็นวันเฉลิมฉลองปีใหม่ เราจะแต่งตั้งบรรดาศักดิ์อ๋องให้เจ้าเป็นการตอบแทน” ฮ่องเต้ตรัสอย่างปีติ
อี้เหยียนเจ๋อเงยหน้า “ขอบพระทัยเสด็จพ่อในความกรุณา”
นับจากที่เขาก้าวเข้าประตูมาจนถึงตอนนี้ เสด็จพ่อของเขาผู้นี้ไม่เคยถามถึงอาการบาดเจ็บของเขาสักประโยค...
อี้เหยียนเจ๋อไม่ได้กลับที่พักของเขา แต่ตรงไปยังจวนสกุลจี้
เหอหรงเห็นอี้เหยียนเจ๋อจึงนึกถึงเรื่องที่เขาหลอกตนกลับเมืองหลวงขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยไฟแค้น “เจ้าดีนัก กล้าหลอกข้ากลับมาก่อนงั้นหรือ! ทำไม แผลไม่เจ็บแล้วใช่หรือไม่”
แม้จะโมโห แต่เหอหรงก็อดเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของเขาไม่ได้ อย่างไรเจ็บเอ็นสะเทือนกระดูกหนึ่งร้อยวัน ผู้อื่นล้วนรักษากันร้อยวัน ยิ่งไปกว่านั้นอี้เหยียนเจ๋อกลับไม่มีเวลารักษา เพียงดีขึ้นหน่อยก็วิ่งหัวซุกหัวซุนไปตรากตรำยากลำบาก
“ถอดชุด ข้าจะดูแผล...”
อี้เหยียนเจ๋อใจอ่อนยวบ มีเพียงที่ตรงนี้ที่เป็นที่พักพิงของเขา
“ข้าไม่เป็นไร นานขนาดนี้แล้ว หายดีตั้งนานแล้ว” อี้เหยียนเจ๋อแม้พอใจกับความใส่ใจของเหอหรง แต่เขาไม่อยากให้เหอหรงเป็นกังวลเพราะเขา
เหอหรงมองอี้เหยียนเจ๋ออย่างเคลือบแคลง แต่ไม่อาจไปบังคับถอดเสื้อผ้าเขา จึงเพียงเอาชุดอาหารบำรุงร่างกายที่ท่านชายอันหนิงเตรียมให้เขาในวันนั้นแบ่งให้อี้เหยียนเจ๋อส่วนหนึ่ง
ทำให้อี้เหยียนเจ๋อได้สัมผัสถึงคำว่าความโหยหิวที่คนในใจคิดว่าเจ้าหิว
ช่วงเวลาอันอบอุ่นเช่นนี้ดำเนินต่อไปได้ไม่นานเท่าไรอี้เหยียนเจ๋อก็ยุ่งขึ้นมา เจียงหวั่นสองพื้นที่คล้ายกระชอนรั่ว แม้ฮ่องเต้ให้เขารับหน้าที่ดูแลทหาร แต่กองทัพกับการปกครองไม่อาจแยกจากกัน เขาไม่อาจไม่ยุ่งไปกับเจ้าเมืองคนใหม่