เมื่อได้ยินดังว่าช่างกว่านยวี่ที่นอนบนตั่งเตียงพลันถลึงตาโตทันใด มองมารดาของตนอย่างไม่เชื่อสายตาอยากพูดอะไรบางอย่างแต่เพราะรีบร้อนเกินไปจึงสำลักไอขึ้น
ครั้นเขาไอโขลกคราหนึ่งก็มิอาจหยุดยั้งได้อีกต่อ ฝูงชนในห้องชุลมุนในชั่วพริบตา ใครเทน้ำก็เทใครระบายอากาศก็ระบาย ทั้งยังมีคนรีบเร่งวิ่งไปตามหมออีกด้วย
ครั้นความวุ่นวายผ่านพ้นไปถึงได้หายใจหายคอสะดวก ช่างกว่านยวี่จึงหยุดไอได้ในที่สุด
“ท่านแม่ท่านทำอย่างนี้ไม่ได้!” เขารีบพูดทันใด เพราะการไอทำเอาใบหน้าแดงก่ำไปทั้งดวง
“เอาละๆเรื่องนี้แม่มีแผนจัดการเองแล้ว ไม่ต้องให้เจ้ามายุ่ง เจ้ารักษาตัวไปก็พอ”นางไม่กล้าพูดอะไรมากเพราะกลัวว่าบุตรชายของตนจะรีบร้อนจนไออีกครั้ง
หากแต่ช่างกว่านยวี่กลับส่ายหน้า“ท่านแม่ ร่างกายข้าเป็นอย่างไรท่านเองก็รู้ดีหลายปีมานี้อาศัยเพียงดื่มยาประทังไว้เท่านั้นท่านเสียแรงลำบากพาข้ามายังวัดอันเหรินของราชวงศ์ต้าเซี่ยก็เพื่อเข้าพบพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ ในเมื่อพระอาจารย์ใหญ่ทำนายชะตาไว้แล้ว ไหนเลยพวกเราต้องทำร้ายผู้อื่นอีก?”
เมื่อได้ยินคำพูดเขาดังว่าสายตาของนางพลันหมองหม่นลง เผลอกัดริมฝีปากล่างอย่างลืมตัว
ใช่สิพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ทำนายชะตาเขาไว้แล้วชะตาชีวิตของช่างกว่านยวี่เหลือไม่มากแล้ว ให้นางทำแต่ความดีสะสมบุญบารมีเอาไว้ให้มากที่สุด
ทว่านางต้องทำความดีมากเพียงใดต้องสั่งสมผลบุญมากเท่าไร ถึงจะมากพอทำให้ยวี่เอ๋อร์ของนางสุขภาพแข็งแรงถึงจะมากพอให้เขาใช้ชีวิตปกติสุขดั่งใครอื่นได้เสียที?
มิสู้ลองไปตายเอาดาบหน้าสักตั้งแต่งงานกับคนที่พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้บอกว่าจะประสบสุขชั่วนิรันดร์นั้นดูว่าความโชคดีของนางจะแบ่งมาให้ยวี่เอ๋อร์ได้บ้างหรือไม่ดูว่ายวี่เอ๋อร์ของนางจะอายุยืนยาวนับร้อยปีได้หรือไม่?
“ท่านแม่สภาพข้าเป็นขนาดนี้แล้ว ไฉนถึงต้องไปสร้างความลำบากแก่แม่นางดีๆ คนอื่นด้วยและต่อให้ข้าอยู่ได้นานอีกไม่กี่ปีแล้วจะอย่างไรอีกสุดท้ายก็ต้องพึ่งยาประทังชีวิตอยู่ดีมิใช่หรือ” ช่างกว่านยวี่เอ่ยสายตาหมองหม่นไร้ประกาย
หากมิใช่เพราะกลัวเขาตายจากท่านแม่คงไม่คิดเรื่องแบบนี้ และเขาเองคงไม่อยู่บนโลกนี้ตั้งนานแล้ว
หากแต่เขายังมีชีวิตสำหรับท่านแม่แล้วถือว่ามิใช่เรื่องดีแต่อย่างใด ท่านแม่ต้องคอยห่วงสุขภาพเขาทั้งยังต้องคอยหาทางรับมือมากมาย ท่านแม่ ท่านลำบากเกินไปแล้วจริงๆ
“พูดอันใดโง่เง่าสุขภาพเจ้าต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน” นางเอ่ยอย่างฮึกเหิมไม่รู้ว่ากำลังปลอบใจช่างกว่านยวี่หรือกำลังปลอบใจตนเองกันแน่
“เจ้าวางใจเถอะคนที่แม่ดูตัวให้ครานี้ รูปร่างหน้าตาล้วนเลิศล้ำทั้งสิ้น พากลับแคว้นต้าเซิ่งด้วยเจ้าจะได้มีเครื่องรางคุ้มกันภัยติดตัวเพิ่ม”
ครั้นนางเอ่ยเช่นนี้ช่างกว่านยวี่พลันขมวดคิ้วทันใด “ท่านแม่ ท่านไปหาแม่นางสกุลใดมากันแน่?”
“แม่นางจากจวนป๋อชางโหวแห่งราชวงศ์ต้าเชี่ย”นางกล่าว พลางนึกถึงเฉินจิ้งเจียที่มองเห็นผ่านฉากกั้นขึ้นทำเอามุมปากเป็นอันขยับยิ้ม คุณหนูใหญ่นั้นไม่เลวเลยทีเดียวตราบใดที่นางยอมเชื่อฟังตนจากนี้กระทำการอันใดที่แคว้นต้าเซิ่งก็ไม่มีทางล้มเหลวแล้ว
จวนป๋อชางโหวนั้นในราชวงศ์ต้าเซี่ยมีตำแหน่งอย่างไรต่อให้เป็นช่างกว่านยวี่ที่นอนป่วยบนเตียงยังรู้ดียิ่ง คุณหนูสกุลพวกเขานั้นมีหรือจะยินยอมไปกับเขา?
“ท่านแม่...”ขณะเขามาดหมายเอ่ยอะไรบางอย่าง กลับถูกอีกฝ่ายตัดบทไป “พอได้แล้วยวี่เอ๋อร์เจ้าพักผ่อนเสียเถิด แม่มีแผนของตัวเอง”
พูดจบก็รีบร้อนจากไปราวกับกำลังหลบเลี่ยงช่างกว่านยวี่อย่างไรอย่างนั้น
ครั้นเห็นนางจากไปช่างกว่านยวี่เป็นอันยิ้มขมขื่น มองสภาพร่างกายแสนทรุดโทรมของตนแม้แต่จะใช้ชีวิตตัวเองให้ปกติยังไม่ได้ ยามนี้ยังต้องดึงคนอื่นมาลำบากด้วยอีก
เฉินจิ้งเจียกลับเรือนพักในหัวนึกถึงสายตาจากด้านหลังฉากกั้นในห้องจ้าวอี๋เหนียงทำเอารู้สึกอยู่ไม่สุขเป็นอย่างยิ่ง
นางคิดแล้วคิดอีกไม่รู้เช่นกันว่าเรื่องนี้จะปรึกษาใครได้บ้างหากแต่ทันใดนั้นพลันนึกถึงเผยฉางชิงขึ้น
ครั้นนึกขึ้นได้เช่นนี้เจ้าตัวก็มุ่งหน้าไปยังเรือนพักเฉินอี้เหอทันที
เฉินอี้เหอกำลังฝึกต่อสู้อยู่ในสวนเรือนยามเฉินจิ้งเจียเดินเข้าไป เขากำลังถือดาบเล่มใหญ่ดูทรงอำนาจน่าเกรงขามคล้อยหลังกระบวนท่าของเขา เกิดเป็นลมร้อนพัดวูบผ่าน เฉินจิ้งเจียกะพริบตาปริบๆมองกิ่งก้านที่ถูกตวัดฟันขาดจากต้นเมื่อครู่ด้วยความตกตะลึง
“เจียเอ๋อร์ไยเจ้ามาอยู่ที่นี่เล่า?”
เฉินอี้เหอวางดาบในมือลงก่อนเดินไปเบื้องหน้าเฉินจิ้งเจีย
แม้เป็นต้นเหมันต์ฤดูทว่าเสื้อเฉินอี้เหอกลับบางกว่าใคร อีกทั้งหน้าผากยังเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬผุดขึ้น
“ท่านพี่รีบเปลี่ยนชุดเถิดเจ้าค่ะอากาศเย็นขนาดนี้ ประเดี๋ยวท่านพี่จะเป็นหวัดเอาง่ายๆ”เฉินจิ้งเจียบอกด้วยความเป็นห่วง
เฉินอี้เหอที่ได้ยินดังว่าก็ใจฟูทันใดรีบพยักหน้ารับรัว เรียกทหารองครักษ์ประจำตัวมาเก็บกวาดส่วนเจ้าตัวกลับไปห้องเตรียมอาบน้ำแต่งตัว
แน่นอนว่าจากนั้นเฉินจิ้งเจียมุ่งหน้าไปหาเผยฉางชิงเมื่อเห็นเด็กรับใช้เฝ้าหน้าประตู นางจึงเอ่ยถาม “คุณชายเผยอยู่ข้างในหรือไม่?”
ครั้นเด็กรับใช้ผู้นั้นเห็นคุณหนูใหญ่ก็ยิ้มยิงฟันจนไม่เห็นตา “คุณหนูใหญ่ ท่านว่าที่เขยอยู่ข้างในขอรับ”
ปกติแล้วมักได้ยินหนานจือเรียกท่านว่าที่เขยอยู่เสมอเฉินจิ้งเจียยังไม่ได้รู้สึกผิดปกติอย่างใด ทว่ายามนี้ได้ยินคนอื่นเรียกคำนี้นางกลับรู้สึกแปลกพิกลไปทั้งตัว
หากแต่เด็กรับใช้ผู้นั้นหาได้สังเกตเห็นเพราะหันหลังเข้าห้องไปเรียกเผยฉางชิงตั้งแต่แรกแล้ว
คอยกระทั่งเฉินจิ้งเจียที่หน้าแดงก่ำได้สติกลับมาก็เห็นเผยฉางชิงยืนอยู่หน้าประตูแล้ว
บางทีอาจเป็นเพราะข้าวปลาอาหารที่เฉินอี้เหอจัดแจงให้ค่อนข้างดีดูแลมาตั้งหลายวันแล้ว เผยฉางชิงจึงมิได้ผ่ายผอมดังก่อนหน้าแต่เห็นได้ว่าไหล่ของเขาดูหนาขึ้นมากทีเดียว
“เจียเอ๋อร์มาหาข้ามีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือ?” เผยฉางชิงถามเสียงใสประหนึ่งลำธารบนเขาไหลเอื่อยอย่างไรอย่างนั้น
เฉินจิ้งเจียมองเด็กรับใช้ด้านข้างแน่นอนว่าเด็กรับใช้สายตาดีรีบถอยห่างไป ระยะไม่ใกล้ไม่ไกลมองเห็นทั้งสองชัดแต่ไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา
หนานจือยู่ปากมู่ทู่รู้สึกไม่พอใจอยู่หน่อยๆ นางเติบโตมาพร้อมคุณหนูใหญ่ไฉนยามนี้คุณหนูมีเรื่องอะไรถึงต้องปิดบังนางด้วย?
ปิดบังนางยังไม่พอไยถึงยอมบอกเล่าแบ่งปันให้เผยฉางชิงแทนเล่า? นางมิใช่หนึ่งเดียวของคุณหนูอีกต่อไปแล้ว
ดวงตากลมโตของเฉินจิ้งเจียสบตาเผยฉางชิง“ท่านเคยบอกว่า หากข้ามีเรื่องอะไรให้มาหาท่านได้ใช่หรือไม่?”
เผยฉางชิงพยักหน้า“ถูกแล้ว ไม่ว่าอะไรเจ้าก็คุยกับข้าได้อย่างไรเสียจากนี้พวกเราจะเป็นสามีภรรยากันแล้วเกียรติยศหรืออัปยศล้วนต้องแบ่งปันร่วมกันอยู่แล้วมิใช่หรือ?”
ตัวเขาเอ่ยเช่นนี้ดูไม่มีปัญหาอะไรทว่าเฉินจิ้งเจียกลับหน้าแดงก่ำขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนางยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง จากนั้นกระแอมไอครั้งหนึ่งก่อนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องจ้าวอี๋เหนียงให้ฟัง
“ข้ามักรู้สึกว่าข้างหลังฉากกั้นนั้นต้องไม่ใช่คนดีอันใดแน่ และไม่รู้กำลังพุ่งเป้ามาที่ข้าหรือพุ่งเป้าไปที่ใคร”เฉินจิ้งเจียบอกสิ่งที่ตนคาดเดาไว้ คิ้วงามขมวดยุ่งเป็นปม
เมื่อได้ยินคำบอกเล่าเผยฉางชิงจึงเริ่มพินิจตาม“เจ้ามั่นใจว่าข้างหลังฉากกั้นนั้นมีคนมองเจ้ากับคุณหนูรองจริงๆ ใช่หรือไม่?”
เดิมทีเฉินจิ้งเจียไม่มั่นใจทว่ายามนางหันหลังก็รู้สึกถึงสายตาคู่นั้นจดจ้องมาที่ตัวนางได้อย่างชัดเจน
“ข้ามั่นใจ”นางกล่าว ทั้งยังเอ่ยเสริม “คนคนนั้นมิได้มองเฉินจิ้งโหรว แต่มองข้า”
นางกล่าวอย่างมั่นใจทำเอาเผยฉางชิงสีหน้าเคร่งขรึมทันตา “ดูท่าจ้าวอี๋เหนียงคงมิอยากให้เจ้ากลับจวนโหวแล้ว”