บทที่ 13
เตรียมรบ
พวกเราทุกคนมายังศาลเ้าฝั่งทิศตะวันออก ไมยะชี้พื้นที่สนามรบ ซึ่งในรอบนี้ค่อนข้างรับมือยากกว่าครั้งที่แล้วอยู่พอสมควร
ฉันมองสำรวจพื้นที่ราบกว้างที่ส่วนใหญ่เป็คูน้ำกับพื้นที่ทำนาของชาวบ้านแล้วก็ได้แต่ถอนใจ
“งานหินชะมัด!!”
พื้นที่ราบแบบนี้รัศมีการจู่โจมกินพื้นที่ค่อนข้างมาก ถ้าพวกมันตั้งแถวเรียงหน้ากระดานบุกมาไม่ยั้ง ฉันฟันธงได้เลยว่ารับมือไม่ไหวแน่!!
“การต้องสู้ครั้งนี้มีแต่ต้องใช้พลังะเิเป็วงกว้างสินะคะ ตู้มๆ ให้พวกมันเละเป็โจ๊ก”
ยูมิดูไม่รู้สึกรู้สาถึงความยากในการรับมือศัตรูเลย เธอพูดโพล่งด้วยความตื่นเต้น ดีดดิ้นยิ่งกว่าอะไร แต่การกระทำของยัยบ้านั่นก็ช่วยฉุดฉันให้ได้สติ
“นั่นสินะ เวลาแบบนี้มานั่งคิดมากก็ไม่ช่วยอะไร เื่ะเิวางใจฉันเถอะ ของถนัดฉันเลยล่ะ”
ฉันทำการเรียกอาวุธออกมา ทว่าแสงศักดิ์สิทธิ์กลับไม่เปล่งประกาย
“นี่มันอะไรกัน ทำไมฉันเรียกอาวุธออกมาไม่ได้!!”
เหงื่อในตัวฉันผุดขึ้นมานับไม่ถ้วน ฉันลองเรียกอาวุธอีกครั้งและอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าฉันสูญเสียพลังผู้กล้าไป แต่เพราะอะไร ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ!!
“เป็อย่างที่คาดการณ์ไว้จริงๆ ด้วยสินะคะ”
จู่ๆ ไมยะก็พูดขึ้นมา คำพูดนั้นมันหมายความว่ายังไง เธอรู้อยู่ก่อนแล้วงั้นเหรอ
“อธิบายมาไมยะ อธิบายมาเดี๋ยวนี้!!”
ไมยะก้มหน้าไม่สบตาฉัน เธอไม่พูดอะไร เอาแต่นิ่งเงียบจนฉันแทบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ฉันกำมือแน่น ตัวสั่นไปหมด ทำไมมีอะไรไม่ยอมพูดให้มันเคลียร์ๆ วะ!!
“ไมยะ ฉันถามเธออยู่ ทำไมไม่ยอมตอบฮะ!!”
“พอได้แล้วคุณโนกิ! คิดว่าตะคอกใส่ไมยะแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นหรือไงคะ”
คนที่เข้ามาเบรกฉันก็คือยูมิ ยูมิโอบไมยะให้ไปอยู่ด้านหลังของเธอ สีหน้าท่าทางก็ดูพร้อมจะปกป้องไมยะอย่างเต็มที่หากฉันขาดสติ
“ฉันแค่อยากได้คำตอบ ตอบมาสิไมยะ มันหมายความว่ายังไง พวกเธอรู้เื่อยู่แล้วใช่ไหม ตอบมาเซ่!!”
“นี่คุณโนกิ ถ้าคุณควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้แบบนี้ กลับไปก่อนเถอะค่าาา!”
เป็ครั้งแรกเลยที่ยูมิไล่ฉัน ยูมิเองก็กำลังโมโหอยู่เหมือนกันสินะ โมโหที่ฉันเอาแต่โวยวายใช้อารมณ์เหนือเหตุผล
“ทำตัวให้สมกับเป็คุณหน่อยสิคะ คุณโนกิ!!”
คำพูดนั้นของยูมิราวกับมีดนับพันเล่มทิ่มแทงหัวใจของฉัน ฉันผิดเอง ฉันไม่ควรทำแบบนั้นใส่ไมยะ ไม่ควรให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ฉันผิดเอง ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ เลย
“ขอโทษนะ ฉันผิดเอง”
ฉันกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่มันก็ยากเหลือเกินเมื่อรู้ว่าไม่สามารถใช้พลังปกป้องใครได้อีกแล้ว ภาพพ่อแม่ของฉัน คนรอบข้างของฉัน น้องสาวของฉันถูกอสุรกายจับกินโดยที่ฉันไม่สามารถทำอะไรได้หวนกลับมาอีกครั้ง าแในส่วนลึกของจิตใจมันกำลังกรีดแทงฉันให้ต้องหลั่งน้ำตาออกมาอย่างเ็ป
“ฉันขอโทษ ฉันอยากปกป้องทุกคน แต่ฉันกลับ...ฮึก ฉันกลับ…”
ทั้งยูมิและไมยะต่างเข้ามาโอบกอดฉัน ทั้งสองคนลูบหลังฉันแล้วบอกว่าไม่เป็ไร พวกเขาเข้าใจและจะช่วยกันหาทางแก้ไข
ฉันร้องไห้อยู่อีกชั่วครู่ใหญ่ มันยากเหลือเกินที่จะห้ามความเสียใจ ราวกับเขื่อนกั้นน้ำพังทลาย ฉันปลดปล่อยหยาดน้ำตาออกมาจนหมด
เมื่อทุกอย่างสงบลง ฉันฟังเหตุผลจากไมยะถึงสาเหตุที่ใช้พลังไม่ได้ เธอบอกว่าเป็เพราะการต่อสู้ในรอบที่แล้ว ฉันใช้พลังจนหมดทำให้พลังจากเทพคุ้มครองที่ฉันมีสลายไปด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมตอนนี้ฉันถึงเรียกอาวุธออกมาไม่ได้
“พลังของเทพคุ้มครองเมื่อสลายไปแล้ว ก็เทียบเท่าท่านได้จากพวกเราไป แต่ในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ เหล่าเทพจะทำทุกวิถีทางเพื่อส่งพลังมาปกป้องพวกเรา ดังนั้นอีกไม่นานพลังของคุณโนกิจะกลับมาแน่นอนค่ะ”
“แต่ว่าเทพคุ้มครองประจำตระกูลของฉันจากไปแล้ว ฉันจะได้พลังกลับคืนมายังไง” หากฉันรู้ว่าการใช้พลังจนหมดจะทำให้ฉันสูญเสียเทพคุ้มครองไป ฉันจะไม่ตัดสินใจทุ่มสุดกำลังแบบนั้นแน่
“อย่าลืมสิคะว่าคุณโนกิมีมากาทามะอยู่”
ฉันมองมากาทามะที่ห้อยคอแล้วก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา
“พลังของเทพคุ้มครองยังหลงเหลืออยู่ในสร้อยมากาทามะ!!”
“ใช่แล้วค่ะ ท่านเทพคุ้มครองไม่ได้จากไปไหน ท่านเพียงอ่อนแรงลงจนสร้างอาวุธให้คุณโนกิใช้ไม่ได้เท่านั้นเองค่ะ”
“อาโนว~” ยูมิยกมือขึ้นเหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่าง ฉันกับไมยะเลยให้ช่องไฟกับเธอ “คือว่านะคะคือว่า นี่ก็ผ่านมาเป็อาทิตย์ๆ แล้วทำไมพลังของเทพคุ้มครองของคุณโนกิถึงยังไม่เพียงพอที่จะสร้างอาวุธเหรอคะ”
นั่นเป็คำถามที่น่าสนใจ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน
“อา~ จะอธิบายยังไงดี” ไมยะนวดขยับ ใช้ความคิดอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะหาคำตอบมาไขข้อสงสัยได้ “ถ้าจะให้อธิบายสั้นๆ ก็คงต้องบอกว่า เทพไม่เหมือนมนุษย์ค่ะ มนุษย์สามารถฟื้นฟูกำลังจากการกินแล้วนอนพัก รุ่งเช้าพวกเราก็เริ่มทำงานต่อได้ แต่สำหรับเทพหากใช้พลังจนหมด ก็ต้องเริ่มสะสมพลังใหม่ อาจจะด้วยการบำเพ็ญเพียร นั่งสมาธิ หรือสูบแหล่งพลังงานบริสุทธิ์ ซึ่งจะกินเวลานานกว่ามนุษย์หลายเท่าค่ะ บางทีอาจเป็เดือน ครึ่งปี หรือหนึ่งปี พลังถึงจะเต็มค่ะ”
“หลักการนี้มันใช่ของเทพจริงๆ เหรอ ฉันนึกว่าเธอไปจำหลักการของพวกเซียนในตำราจอมยุทธของจีนมาซะอีก”
“ก็ฉันหาคำอธิบายที่ง่ายกว่านี้ไม่ได้แล้วนี่คะ เอาเข้าจริงๆ ส่วนใหญ่เทพเ้าจะเลือกซึมซับพลังจากแหล่งพลังงานบริสุทธิ์ค่ะ จังหวัดนีงาตะถือได้ว่าเป็บ่อเกิดพลังงานบริสุทธิ์ เหล่าเทพเ้าจึงมาสถิตอยู่ในนี้ค่อนข้างมาก ทำให้จังหวัดนีงาตะอุดมสมบูรณ์ ทุกหนทุกแห่งมีทรัพยากรธรรมชาติ ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานพลังของคุณโนกิจะกลับมาค่ะ แต่ถ้าถามในส่วนความคิดเห็นของฉัน ฉันว่าที่เทพคุ้มครองไม่ยอมให้คุณโนกิใช้พลัง อาจเป็เพราะยังไม่ถึงเวลาจำเป็ก็ได้ค่ะ ดีไม่ดีท่านอาจจะเติมพลังจนใกล้เต็มแล้วก็ได้ แต่กั๊กไม่ยอมให้ใช้เพราะรู้ว่าคุณโนกิใช้ไม่บันยะบันยังค่ะ”
“มิโกะนี่นินทาเทพได้ด้วยเหรอ” ฉันปั้นหน้าไม่ถูกเลยจริงๆ
“มันเป็ความคิดเห็นส่วนตัวของฉันค่ะ ไม่ได้นินทาท่านเทพเสียหน่อย แต่จะว่าไป มาลองทดสอบข้อสันนิษฐานของฉันกันดีไหมคะ ถ้าคุณโนกิแปลงร่างได้โดยไม่มีอะไรติดขัด นั่นแสดงว่าเทพคุ้มครองของคุณโนกิกั๊กพลังไว้จริงๆ”
“ก็ไม่มีอะไรต้องเสียอยู่แล้วนี่นะ”
ฉันกำมากาทามะที่ห้อยคออยู่แล้วเริ่มอธิษฐานจากนั้นละอองแสงสว่างสีฟ้าก็ลอยละล่องเปล่งประกายออกมา ฉันถูกห่อหุ้มโอบกอดด้วยแสงแห่งเทพเ้า ชุดผู้กล้าสวมทับปกป้องเรือนร่างของฉันทีละส่วน จนในที่สุดการแปลงร่างก็เสร็จสมบูรณ์
“สรุปแล้วเทพคุ้มครองของคุณโนกิก็เป็พวกขี้เหนียวอย่างไมยะพูดจริงๆ ด้วยแหละค่ะ เสียดายหยาดน้ำตาที่ร้องไห้ไปเมื่อกี้ไหมคะคุณโนกิ คิกๆ”
“ยัยบ้ายูมิ ฉันจะฆ่าแก๊!!”
“อร๊ายยย ล้อนิดเดียวเองค่าาา”