คาบอิสระ
ผมสังเกตเห็นว่าเจซดูจะคุยกันถูกคอกับมิกกี้มาก น่าจะเกี่ยวข้องกับเื่เมื่อเช้าการนำเสนออนาคตของตนเอง
เจซตอนนำเสนอมีท่าทางเครียดกับสิ่งที่ตนนำเสนอออกมา ไม่ใช่เพราะต้องออกมาพูดหน้าชั้นเรียนต่อหน้าสายตาของเพื่อนทุกคน เจซเป็เด็กที่ชอบให้คนมาสนใจอยู่แล้ว
แต่เป็เพราะเ้าตัวพูดในสิ่งที่ไม่ได้อยากพูดจากใจจริงแม้ปากจะพูดว่าอยากเป็อัศวิน แต่ในหัวนึกแต่ภาพตนเองเป็ช่างไม้อยู่ตลอด
ก็พอจะเข้าใจได้ที่เป็เช่นนี้เนื่องจาก ทั้งเบนโนและแชซ เพื่อนฝูงของตนเองต่างก็อยากเป็อัศวินคงโดนชวนให้ไปเป็อัศวินด้วย ตนไม่มีทางเลือก เลยต้องอือออสมยอมตามไป
—เจซเวทซ์
เด็กชายตัวผอมผมแดง ทาเลนท์คือ ‘ตัดแต่งไม้’ มีความสามารถคือ ทำให้เ้าตัวดัดแปลงรูปทรงของไม้ที่ััได้ดั่งใจไม่ว่าไม้จะเนื้ออ่อนหรือเนื้อแข็งก็ตาม
ภาพวาดครอบครัววาดโต๊ะไม้ไว้ตรงกลางระหว่างตนกับพ่อแม่ ตนและพ่อถือเลื่อย กำลังช่วยกันตัดแต่งโต๊ะไม้อยู่คาดว่าเพราะอยากเป็กำลังให้กับพ่อที่เป็ช่างไม้ ทาเลนท์ ‘ตัดแต่งไม้’ นี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา
ไม้กับค้อน
เป็สิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกันทำงานร่วมกันได้
เจซจึงคุยกันได้ถูกคอกับมิกกี้ผู้มีทาเลนท์เกี่ยวกับค้อน
—มิกกี้เรเทอร์
เด็กชายตัวเตี้ยหุ่นถังเบียร์ ผิวสีคล้ำ ลักษณะของร่างกายที่โดดเด่นนี้เป็ผลมาจากสายพันธุ์ของผู้เป็พ่อที่เป็ ‘ดวอร์ฟ’ หรือที่เรียกว่า คนแคระ นั่นเอง ส่วนแม่เป็มนุษย์ ลูกอย่าง มิกกี้จึงเกิดมาเป็ครึ่งดวอร์ฟ
เคยอ่านเจอว่าเผ่าพันธุ์ดวอร์ฟ ฝักใฝ่ในเื่โลหะ อาวุธ ยุทโธปกรณ์ หรือก็คือชำนาญทางการช่าง
และอิงจากภาพครอบครัวที่มิกกี้วาดคุณพ่อตัวเตี้ยป้อม มีหนวดเครา ถือค้อนขนาดใหญ่อยู่ คุณแม่ตัวสูงอยู่ตรงกลางและมีตนเองถือค้อนเล็กๆยืนอยู่ด้านข้าง
ด้วยความที่อยากเป็กำลังให้กับพ่อจึงเกิดเป็ทาเลนท์ ‘ชำนาญค้อน’ ขึ้นมา พลังที่ทำให้สามารถเปลี่ยนรูปทรงของโลหะได้เพียงแค่เคาะด้วยค้อนเบาๆเท่านั้น
เพราะเห็นความเป็ไปได้บางอย่าง
จึงลองเข้าไปหาทั้งสองที่กำลังคุยกันอย่างออกรส
ลองแนะนำไปว่า
“ทาเลนท์ของพวกนายสามารถผสานกัน เกื้อกูลกันได้ ไม้ของเจซ ค้อนของมิกกี้ถ้าพวกนายร่วมมือกัน ก็สามารถสร้างเฟอร์นิเจอร์บางอย่างได้ไม่ใช่เหรอเผลอๆสร้างบ้านทั้งหลังเลยก็ยังได้
อีกทั้งสองคนยังมีเป้าหมายคล้ายๆกันคือ เป็นายช่าง เปิดร้านของตัวเอง น่าจะดีกว่าถ้าสนิทกันไว้ั้แ่ตอนนี้”
พอผมพูดจบเหมือนเจซจะยังมีท่าทางลังเล คงกังวลเื่ความฝันของตนที่จะตามเพื่อนคนอื่นเบนโนกับแชซไป
ผมจึงบอกไปอีกว่า
“ชีวิตที่เอาแต่ทำตามคนอื่นคล้อยตามผู้อื่น เหมือนๆคนอื่น...มันเรียกว่าชีวิตเหรอ?”
เจซเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง
และก็เปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มที่ดูโล่งใจขึ้น เหมือนตัดสินใจอะไรได้
ทั้งสองคนทำหน้าเห็นดีเห็นงามด้วยแล้วก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของตนซึ่งกันและกัน
ในภาพที่เจซกับมิกกี้กระตือรือร้นแลกเปลี่ยนไอเดียกันอยู่นั้นมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมา
มันคือสายตาของคลาร่า
ผมมองไปทางเธอเหมือนเธอจะสังเกตเห็น จึงหลบตา
ผมเดินยิ้มเข้าไปหาเธอ
“ขอนั่งด้วยได้ไหม”
เธอไม่ตอบแค่พยักหน้า
ผมเห็นเธอแบบเหลือบไปมองเจนนี่ ที่นั่งอยู่คนเดียวตรงมุมสนาม
“...คิดว่าเป็สีอะไรเหรอ”ผมเอ่ยปากถามเธอ
“เอ๋?”
“สีน่ะถ้าเป็สีของเจนนี่ เธอคิดว่าเจนนี่ดูเหมาะกับสีอะไรที่สุด...ผมคิดว่าสีเหลืองนะ”
“...ฉันก็คิดอย่างนั้น”
“แล้วตอนนี้เธอเห็นเป็สีอะไร?”
“สีฟ้า”
—คลาร่าไคนด์เลอร์
เด็กสาวใส่แว่นั์ตาสีฟ้า ผมสีดำ หวีผมเรียบร้อย พูดไม่ค่อยเยอะ ทาเลนท์คือ ‘สีแห่งอารมณ์’ ความสามารถตรงตามชื่อคือมองเห็นอารมณ์ของผู้คนออกมาเป็สีได้
พ่อแม่ของเธอเป็คนเข้มงวดไม่ค่อยให้คลาร่าได้แสดงความรู้สึก หรือตัดสินใจด้วยตัวเองจึงทำให้เ้าตัวมีนิสัยขี้อาย และพ่อแม่ยังอารมณ์ขึ้นๆลงๆ คาดเดาไม่ได้ทำให้คลาร่าเกิดความคิดอยากจะเข้าใจพ่อแม่ หรือคาดการณ์อารมณ์พ่อแม่ได้จึงเกิดทาเลนท์นี้ขึ้นมา
ดูจากเสื้อผ้าการแต่งตัว พ่อแม่น่าจะฐานะปานกลาง และเป็คนเ้ากี้เ้าการอาชีพที่น่าจะเป็ไปได้...ขอเดาว่าไม่พ่อก็แม่ต้องเป็ครู
ภาพที่เธอวาดคือพ่อใส่ชุดเกราะทั้งตัว ถือดาบเล่มโต ส่วนแม่ใส่แว่นทำหน้าดุ ตัวเองมีเพียงแว่นตาอยู่บนหน้าเท่านั้นไม่มีตา ไม่มีปาก
“‘สีแห่งอารมณ์’ สินะ...แสดงว่าเธอเห็นสีแตกต่างกันไปตามอารมณ์สีฟ้า คงเป็ความเศร้าละสิ”
“อือ”
“แล้วสีอื่นๆล่ะเล่าให้ผมฟังหน่อย”
“เอ่อ...สีแดงคือโกรธ
สีฟ้าคือเศร้า
สีส้มคือกำลังเครียด
สีเหลืองคือเขินอาย
สีเขียวคือมีความสุข
สีม่วงคือกำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่าง
สีเทาคือลังเล
สีน้ำเงินเข้มคือง่วงนอน
สีชมพูคือมีความรัก
สีดำคือความชั่วร้ายและแค้นเคือง
...ปะประมาณนี้”
“ถ้าอย่างนั้นสีขาวล่ะ” [สีที่เธอมองเห็นจากผมตลอด]
“ความสงบ”
“งั้นเหรอ”
“...”
“ถ้าแบบนี้เธอตอนนี้ จะมีสีอะไร”
“...ฉันไม่มั่นใจ”
“ผมขอเดานะสีส้มแน่เลย”
“บางที...”
“ผมมองเห็นความกังวลใจของเธอมันทำให้เธอเครียด คิดว่าใช่มั้ยล่ะ?”
“ใช่”
“...เื่อนาคตเหรอ”
“อือ”
“ทำไมเหรอ”
“คนอื่นมีอนาคตกันหมดเลยแต่ฉันไม่มี”
“แต่ละคนเลือกเส้นทางในอนาคตเพราะมีสิ่งที่อยากทำเพราะค้นพบสิ่งที่อยากทำ...มันไม่ได้หมายความว่าเธอไม่รู้ก็เท่ากับเธอไม่มีอนาคตหรอกนะ”
“?”
“แม้ผมจะบอกไม่ได้ว่าเธออยากทำอะไรเพราะเธอเองก็ไม่รู้ แต่ผมก็พอบอกได้ว่า อาชีพอะไรที่เหมาะกับทาเลนท์ของเธอนะ”
“อะไรเหรอ?”
“การค้าไงล่ะ”
“การค้า?”
“นักธุรกิจแม่ค้า เ้าของกิจการธุรกิจส่วนตัว...ความสามารถของเธอทำให้มองเห็นอารมณ์ที่แท้จริงของผู้คนโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร หรือแสดงสีหน้าแบบไหน...พูดอีกอย่างคือไม่มีใครโกหกเธอได้” [ใช่ เหมือนกับเรา]
“ไม่มีใครโกหกฉันได้”
“ถูกต้องเพราะงั้น ถ้าเป็การต่อรอง เจรจาธุรกิจในการค้าขายล่ะก็ เธอจะกลายเป็อันดับหนึ่งเป็ผู้ไร้พ่าย เป็ผู้อยู่จุดสูงสุด...นั่นสิ ‘เทพีแห่งการค้า’ อาจจะมีชื่อเรียกประมาณนี้ในอนาคตเลยก็ได้”
“เทพี!?”
ผมเว้นว่างชั่วครู่ให้เธอจมจ่อมกับจินตนาการ...
“จะทำในสิ่งที่เหมือนกับคนอื่นไปทำไมในเมื่อมีสิ่งที่เราเป็เลิศได้มากกว่า”
“...”
“...ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอ อนาคตยังอีกยาวไกล ไม่ต้องเป็กังวลให้มากหรอก”
“อือ!”
ผมเห็นเธอมีสีหน้าดูผ่อนคลายขึ้นจึงลุกออกไป
...นึกขึ้นได้ว่าตนยังมีงานค้างอยู่เหล่ากระดาษพวกนั้น จึงเดินเข้าไปในอาคาร...
เวลาเลิกเรียน
เนื่องจากตอนนี้เหมือนผมจะมีกลุ่มเป็ของตัวเองแล้ว คือ แองจี้ พอลล่า คลาร่า มาร์ธา ไฮคริค และผม
แองจี้ที่เป็คนที่สดใสที่สุดในกลุ่มเกิดความคิดอยากรู้จักบ้านทุกคนพวกเราจึงว่าจะเดินไปส่งสมาชิกแต่ละคนถึงบ้าน
ถือเป็การเที่ยวชมไปในตัวด้วย
ผมจึงต้องไปนัดหมายเวลากับเฟรอร์และแม่ที่มารอรับก่อนคุณแม่ที่รับรู้เื่ราวก็หันไปมองกลุ่มของผมที่เต็มไปด้วยสาวๆยืนรออยู่คุณแม่ยิ้มชอบใจ โบกมือให้กับเหล่าเด็กๆ และเด็กๆก็โบกมือกลับพร้อมแก้มแดงเล็กน้อย
คุณแม่บอกตกลงแต่โดยดี...สถานที่นัดหมายเป็ที่เดิมของเมื่อวานหน้าคฤหาสน์แองจี้ อีกประมาณ 2 ชั่วโมง เฟรอร์จะไปรอ
เราเริ่มจากบ้านของคนที่อยู่ฝั่งเหนือของเมืองก่อน
มีสองคนคือ มาร์ธา และ ไฮดริค
ทางฝั่งเหนือค่อนข้างจะเป็เขตชนบทเต็มไปด้วยทุ่งหญ้ากว้างขวาง ป่าไม้มากมาย ทั้งไม้สน และ ไม้โอ๊คอยู่ติดกับหมู่เทือกเขาวางตัวแนวกว้างที่สูงสุดลูกหูลูกตายอดเขาเห็นเป็สีขาวจากน้ำแข็ง หิมะ และมีหมอกสีขาวปกคลุมจางๆถ้าหากข้ามูเาเหล่านี้ไปก็จะเป็ทะเลสาบไทเดสทะเลที่กั้นระหว่างจักรวรรดิกับดินแดนน้ำแข็ง กาช
มีบ้านเรือนอยู่พอประมาณขนาดแต่ละหลังไม่ใหญ่มาก
ชาวบ้านแถบนี้เน้นอาชีพทางปศุสัตว์กับเกษตรกร
ทางด้านสัตว์ที่เลี้ยงเป็ฟาร์มปศุสัตว์ก็จะมี แกะกับวัว ถ้าหากเป็บ้านเรือนที่อยู่ติดเทือกเขาหน่อย ก็จะเลี้ยง อัลปากาไม่ก็ กวางเรนเดียร์
เมื่อทำฟาร์มสัตว์ก็ต้องมีสุนัขคอยเฝ้าสัตว์ส่วนมากจะเป็พันธุ์ นอร์วีเจียน เอลก์ฮาวด์ ไม่ก็ เบอร์นีส เมาน์เทน แต่ก็มีไซบีเรียน ฮัสกี อยู่ในบางบ้านด้วย
ด้านเกษตรกรรมเน้นเพาะปลูก ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ และมันฝรั่ง
เมืองฝั่งนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นเป็ทุ่งธัญพืชเหล่านี้เต็มไปหมดเรียกว่าทุกบ้านจะต้องมีไร่เป็ของตัวเองหมดเลย
เห็นหุ่นไล่กาอยู่ตรงกลางทุ่งแต่รูปร่างไม่ใช่มนุษย์ มันเป็ั อ้าปีกกว้าง พอเข้าใจเหมือนกันัน่ากลัวกว่าคนเยอะอยู่แล้ว แถมถ้าหุ่นเป็คน อาจโดนไวเวิร์นมากระชากไปก็ได้
บ้านคนแรกคือมาร์ธา อยู่ทางตอนเหนือเกือบติดเทือกเขาเลย
บ้านของเธอเป็บ้านไม้หลังไม่ใหญ่มาก ผุพังเล็กน้อยหน้าต่างเองก็กระจกแตกบางบานแล้วแปะทับด้วยผ้าหนาๆแทนเมื่อมาถึงมีน้องๆของเธอออกมาต้อนรับพร้อมกับแม่ในชุดผ้ากันเปื้อนส่วนคุณพ่อคงไปทำงานอยู่ เท่าที่เห็น บ้านเธอมีแปลงข้าวพอๆกับบ้านอื่น มีเลี้ยงอัลปากาอยู่ 3 ตัว แต่ด้วยขนาดของครอบครัว คงทำให้ขัดสนบ้าง
เราทักทายครอบครัวของเธอรวมถึงเ้า เคอร์ตีส หมาพันธุ์เบอร์นีส เมาน์เทน ของเธอด้วย แล้วก็จากมา
บ้านของคนต่อไปคือไฮดริค อยู่ทางตะวันออก ซึ่งถ้าเกิดลงไปทางใต้อีกหน่อยนับจากบ้านของเ้าตัวจะเจอกับบ้านผม
บ้านของไฮดริคหลังโตมีแปลงข้าวกว้างขวางมาก น่าจะมากที่สุดในหมู่บ้านฝั่งนี้ แถมยังมีฟาร์มแกะกว่า 50ตัวอีก
ผู้ที่ออกมารับเป็คู่สามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่งนี่คงเป็ญาติที่รับไฮดริคมาเลี้ยง
เราบอกลาและเดินลงใต้
ผ่านหน้าบ้านผมผมแนะนำบ้านให้ทุกคนเห็น แต่ยังไม่กลับเข้าบ้าน เพราะยังอยากเที่ยวเล่นต่อ
เมื่อเดินลงมาทางใต้อีกตรงไปทางตะวันออกเล็กน้อยของเมืองฝั่งใต้ จะเป็บ้านของ คลาร่า ขนาดของบ้านค่อนข้างใหญ่กว่าบ้านเรือนรอบข้าง
ไม่มีคนออกมารับเพราะพ่อแม่ยังทำงานอยู่
แองจี้รู้สึกสงสารถ้าจะปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียวจึงชวนมาเล่นด้วยกันก่อน แล้วเดี๋ยวเธอจะอาสาให้รถม้ามาส่ง
คลาร่าไม่อยากปฏิเสธน้ำใจจึงยอมมาด้วย
ระหว่างทางคลาร่าเล่าให้ฟังว่า
บ้านของเจนนี่เองก็อยู่แถบระแวกนี้ด้วยคฤหาสน์ตระกูล ยาส เอิร์ลเกรย์ อยู่ฝั่งตะวันออกไปอีกจากบ้านคลาร่า
...จึงเหลือบ้านของพอลล่าและแองจี้
พวกเราที่ตอนแรกจะไปส่งพอลล่าถูกเธอปฏิเสธมาบอกว่ากลับไปก็ไม่มีใครอยู่ตอนนี้ ขอไปเล่นกับพวกเราก่อนดีกว่า
แองจี้รู้สึกเห็นใจพอลล่าผู้เหงาหงอยจึงชวนกันไปเล่นที่สวนสาธารณะกลาง
...ที่ๆเจอกับพวกเบนโนเมื่อวาน