พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 6 บทที่ 163 หลุมพรางอันแสนหวาน

            ค่ำคืนนี้ในวังหลวงมีงานเลี้ยงฉลองยิ่งใหญ่ นางในทุกตำหนักต่างมีหน้าที่รับผิดชอบ ตนเองปลีกตัวออกมาได้ไม่นานนัก หาไม่แล้วหากตรวจสอบขึ้นมาจะลำบาก

            “พี่สาวทราบได้อย่างไรว่าข้าคือคุณหนูสาม เสียดาย... ท่านเข้าใจผิดไปแล้วล่ะ ข้าคือคุณหนูสี่ต่างหากเล่า” โม่เสวี่ยถงยังคงไม่ขยับ ริมฝีปากคลี่เป็นมุมโค้งละมุนละไม ยกหางตาชำเลืองมองอีกฝ่าย คล้ายน้องสาวที่กำลังสารภาพความจริงกับพี่สาว รอยยิ้มบนดวงหน้าเล็กยิ่งงดงามพร่างพรายจนแสบตา

            “ไม่ใช่คุณหนูสาม? ไม่น่าเป็นไปได้ ธิดาสกุลโม่ที่มาร่วมงานมีท่านกับคุณหนูใหญ่ เมื่อคุณหนูสี่สกุลโม่มิได้เข้าวัง ผู้ที่นั่งด้านหลังคุณหนูใหญ่จะมิใช่คุณหนูสามได้อย่างไร” นางกำนัลอึ้งงันกล่าวไปตามความรู้สึก กว่าจะรู้ตัวว่าพลั้งปากออกไปก็หยุดไม่ทันแล้ว จึงหน้าเสียดูลนลานทันใด

            “ที่แท้ผู้ที่นั่งอยู่ด้านหลังพี่หญิงใหญ่ย่อมเป็นข้านี่เอง” โม่เสวี่ยถงยิ้มพราย กระจ่างใจทุกสิ่ง มิน่าเล่าวันนี้โม่เสวี่ยหมิ่นจึงจะนั่งด้านหน้าของนางให้ได้ คุณหนูท่านหนึ่งชักชวนให้ไปนั่งด้วยกัน นางกลับปฏิเสธอย่างละมุนละม่อมว่าต้องอยู่เป็นเพื่อนน้องสาว ทำทีเหมือนพี่น้องรักใคร่ห่วงใย ที่แท้ก็เพื่อระบุตำแหน่งเป้าหมาย ป้องกันกรณีผิดฝาผิดตัว

            นางกำนัลรู้สึกผิดสังเกต เอ่ยปากเร่งรัดอย่างร้อนใจ เหลียวมองไปโดยรอบแสงไฟสลัวเห็นเป็นเงาดำตะคุ่มๆ ชวนให้รู้สึกขนลุก คิดแต่อยากพาคนไปยังที่หมายโดยด่วน คุณหนูสามผู้นี้สติปัญญาเฉียบแหลมยิ่งนัก ใช่ว่าจะล่อลวงได้ง่ายๆ “คุณหนูสาม พวกเรารีบไปกัน...”

            ยังไม่ทันกล่าวจบประโยคร่างก็พลันอ่อนยวบล้มลงกองที่พื้น โคมไฟที่ถืออยู่หลุดออกจากมือ แต่ยังมิทันตกถึงพื้นก็มีคนเอื้อมมาคว้าไป

            “งี่เง่า รู้ว่าเป็นกับดักแล้วยังจะตามไปอีก” เฟิงเจวี๋ยหร่านยืนอยู่ใต้เงาไม้มืดมิด มือถือโคมไฟสลัวที่เพิ่งฉวยมาเมื่อครู่ ดวงตาทรงเสน่ห์กรุ่นไปด้วยโทสะ ทำท่ากระฟัดกระเฟียดไม่ได้ดั่งใจ

            โม่เสวี่ยถงหน้าแดงโดยไม่มีสาเหตุ แต่กลับถลึงตาให้คนตัวโตที่ทำหน้าดุใส่ตนเอง แล้วพูดสวนกลับไป “แล้วท่านมายุ่งอะไรด้วย”

            หลังจากแยกกันวันนั้น บุรุษผู้นี้ก็เงียบหายมิได้ส่งข่าวคราวมาอีกเลย โม่เสวี่ยถงยอมรับว่าคืนนั้นช่างแสนพิเศษและงดงามนัก ส่วนตอนนี้สิ่งที่นางนึกถึงเกี่ยวกับเฟิงเจวี๋ยหร่านมีแต่เรื่องน่าโมโห เหตุใดจึงเป็นคนชอบกวนประสาท หาเรื่องผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลเช่นนี้ แล้วนี่ยังมาปรากฏตัวต่อหน้านางทั้งที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีธุระอะไร

            บาดแผลของเขาเป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีจดหมายมาบอกกล่าวสักคำ ปรกติเห็นชอบผลุบๆ โผล่ๆ รีบมารีบไป ช่วงนี้แม้แต่อยู่ดีหรือไม่กลับไม่ส่งข่าว ครั้นจะถามโม่เยี่ยหรือโม่เฟิงก็รู้สึกกระดากปาก

            “เป็นอะไรไป... โกรธจริงๆ หรือ นี่ข้ามาช่วยเจ้านะ” ดวงตาคู่งามของเฟิงเจวี๋ยหร่านเป็นประกาย ริมฝีปากโค้งเป็นมุมกว้างขึ้นเรื่อยๆ เข้ามาง้องอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทางด้านโม่เยี่ยถอยออกไปนานแล้ว คอยยืนเฝ้าระวังคุ้มกันพวกเขาอยู่ห่างๆ

            “ผู้ใดขอร้องให้ท่านมาช่วยกันเล่า” เห็นชายหนุ่มตีหน้าซื่อราวกับผู้บริสุทธิ์ หัวใจของโม่เสวี่ยถงคล้ายถูกไฟสุม ไม่เป็นตัวของตัวเอง ยิ่งเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายก็ยิ่งหงุดหงิด บรรยายไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร

            โม่เยี่ยอยู่ไกลเพียงนั้นยังรู้สึกขนลุกซู่ นางเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเฟิงเจวี๋ยหร่าน ย่อมทราบว่าเจ้านายของตนเป็นคนหยิ่งผยองเพียงใด แต่ไหนแต่ไรมาหากไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมาย เขาจะปกปิดกลิ่นอายพลังอำนาจที่แฝงอยู่เบื้องลึก ซึ่งมิอาจมองข้ามได้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีสตรีคนไหนกล้าเหิมเกริมต่อหน้าเจ้านายของนางผู้นี้ แต่การกระทำของโม่เสวี่ยถงเทียบเท่ากับชี้นิ้วด่าโดยตรง

            เจ้านายคงไม่ลุโทสะจริงๆ หรอกกระมัง มิเช่นนั้นจะมาช่วยคุณหนูด้วยตนเองได้อย่างไร ด้วยความสามารถของเขา แม้แต่ตนเองก็ใช่ว่าจะขวางได้ อีกอย่างนางก็ไม่อยากลงมือกับบุรุษผู้นี้ด้วย

            ขณะที่โม่เยี่ยกังวลใจอยู่ เฟิงเจวี๋ยหร่านกลับมิได้แสดงความขุ่นเคืองแม้แต่น้อย ยามสายตาทอดมองร่างเล็กบอบบางที่ยืนตระหง่านท่ามกลางสายลม หัวใจที่ปกติแสนเย็นชากลับละลายเหลือเพียงความนุ่มนวลอ่อนโยน เขาหมุนตัวมายืนตรงหน้านาง พลางโอ้โลมอีกหน “เอาหน่า... เป็นข้าอยากช่วยเจ้าเอง และต้องช่วยให้ได้ด้วย ขนาดนี้แล้วไม่ดีอีกหรือ หืม...”

            โม่เสวี่ยถงไม่เข้าใจตนเองอยู่เหมือนกันว่าอารมณ์ฉุนเฉียวเหล่านี้มาแต่หนใด นางหมุนตัวไปอีกด้านหันหลังให้เขา กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “หม่อมฉันไม่ต้องการให้พระองค์มาช่วย นี่เป็นเรื่องส่วนตัว ควรต้องจัดการด้วยตนเอง วันหน้าขอร้องท่านอ๋องทรงอย่าทำผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนผีเช่นนี้อีก หม่อมฉันจะได้ไม่เข้าใจผิดและแสดงกิริยาไม่สมควรออกไป”

            ทันทีที่วาจานี้หลุดออกจากริมฝีปาก โม่เสวี่ยถงก็เกือบกัดลิ้นตนเอง พูดออกไปลักษณะนี้ฟังอย่างไรก็คล้ายกำลังแง่งอน ใบหน้าพลันร้อนผ่าวแดงก่ำราวกับผลตำลึงสุก อายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี

            แต่บุรุษซึ่งอยู่ตรงข้ามกลับยิ้มหน้าบานจนตาหยี ยิ่งขับเสน่ห์ใบหน้าหล่อเหลาเย้ายวนนั้น ดวงตาใสกระจ่างคล้ายมองทะลุลงไปถึงจิตใจคน ทันใดนั้นเขาก็เอื้อมมาลากตัวโม่เสวี่ยถงไปหลังต้นไม้ใหม่ โดยไม่นำพาต่อการขัดขืนของหญิงสาว พลางจุปากให้เงียบเสียงแล้วกระซิบข้างหู “มีคนมา”

            กลิ่นหอมอำพันทะเลอ่อนๆ อบอวลอยู่รอบกาย ลมหายใจอุ่นที่รดข้างหูผสานกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขา ยิ่งทำให้นางขวยเขินจนพูดไม่ออก รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ระหว่างเหตุการณ์ฉุกละหุก ยังมีแก่ใจคิดถึงเรื่องเหล่านี้ช่างน่าอายนัก! นางนึกตำหนิตนเองในใจแล้วเบนหน้าหลบ รวบรวมสมาธิจดจ้องไปด้านหน้า เสียงหัวเราะยั่วเย้าดังขึ้นข้างหู แต่นางรู้สึกหัวใจอ่อนแอเกินกว่าจะเอี้ยวศีรษะไปถลึงตาใส่เขา

            เฟิงเจวี๋ยหร่านจึงยิ่งลำพองใจ เอื้อมมือรั้งร่างเล็กเข้ามากอดแนบอก เผยรอยยิ้มพราวพร่าง

            โม่เยี่ยได้ยินเสียงคน จึงพลิ้วกายวูบเข้าไปยังตำแหน่งที่นางกำนัลนอนแน่นิ่ง ดีดนิ้วดับเทียน ก่อนหิ้วทั้งคนทั้งโคมไฟหลบไปอีกด้าน

            ทั้งสามต่างพรางตัวเรียบร้อย ที่มุมถนนแคบฟากกระโน้นปรากฏเงาร่างของคนอีกสามคนเช่นกัน คนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ห่างๆ อีกสองคนกำลังเดินมาทางที่พวกโม่เสวี่ยถงซ่อนตัวอย่างช้าๆ ที่นี่มีแต่ความมืด แสงโคมจากด้านนอกสะท้อนเงาไม้วูบไหว จันทราทอแสงสีเงินยวงส่องหล้า จึงเห็นว่าผู้มาคือโม่เสวี่ยหมิ่นกับซือหม่าหลิงอวิ๋น

            “หมิ่นเอ๋อร์ เจ้าจะให้ข้าไปจริงๆ หรือ” ซือหม่าหลิงอวิ๋นเอ่ยถามพลางขมวดคิ้วมุ่น

            หากเมื่อครู่ไม่เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น ยามนี้เขาคงแล่นไปหาดรุณีน้อยอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคิด ลำพังแค่รูปโฉมของโม่เสวี่ยถงยังไม่ต้องเอ่ยถึงสถานะก็น่าดึงดูดใจเหลือเกินแล้ว ถึงมีผู้มาพบเห็นว่าเขากับนางอยู่ด้วยกันก็ไม่หวั่นเกรงว่าจะเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เพราะซือหม่าเหอเยี่ยนและโม่เสวี่ยหมิ่นทำให้ผู้คนเคลือบแคลงในชื่อเสียงดีงามของตนเอง หากเกิดปัญหาซ้ำอีก ตำแหน่งเจิ้นกั๋วโหวคงไม่ตกมาถึงศีรษะชั่วชีวิตเป็นแน่

            “เปลี่ยนคนสิ หลอกใครก็ได้ให้ไปที่นั่น ขอแค่ถึงเวลาแล้วโม่เสวี่ยถงอยู่กับชายผู้นั้นเป็นพอ แค่ได้ชื่อว่านัดพบกับบุรุษในวังหลวงเท่านั้น ชาตินี้ทั้งชาตินางก็ไม่อาจแต่งให้ใครได้อีกแล้ว” สีหน้าของโม่เสวี่ยหมิ่นบูดบึ้งดูไม่ได้ เดิมทีแผนการของนางสำเร็จไปเก้าในสิบส่วนแล้ว สุดท้ายกลับล่มไม่เป็นท่าเพราะซือหม่าเหอเยี่ยนสอดมือเข้ามาแทรก แล้วจะไม่ให้รู้สึกคับแค้นใจได้อย่างไร

            ทว่าโม่เสวี่ยหมิ่นก็กังวลในจุดนี้เช่นกัน ปัญหาเมื่อครู่มีความเกี่ยวพันมาถึงพวกเขาทั้งสองคน หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับซือหม่าหลิงอวิ๋นอีกล่ะก็ ย่อมถูกดึงมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ในขณะที่ตนเองกำลังพยายามกลบเรื่องนั้นให้มิด แล้วจะกระตุ้นให้ผู้อื่นนึกถึงขึ้นอีกได้อย่างไร

            “เปลี่ยนเป็นคนอย่างไหนกันเล่า” ซือหม่าหลิงอวิ๋นลังเลใจชั่วครู่ ก่อนเอ่ยถาม เบื้องลึกในดวงตาเผยแววไม่ยินยอมพร้อมใจ

            “หาคนที่สถานะด้อย ชื่อเสียงย่ำแย่ หากที่บ้านแต่งภรรยาแล้วและมีอนุภรรยาเป็นโขยงยิ่งดีใหญ่ ลวงให้ไปพบกับโม่เสวี่ยถงสองต่อสอง เช่นนี้ก็เป็นการบีบให้นางต้องแต่งออกไป อย่างมากก็มีสถานะเป็นภรรยาที่มีฐานะเทียบเท่า ธิดาภรรยาเอกผู้ไม่รู้จักสำรวมตน เพียรแต่เอาอย่างหญิงแพศยาชั้นต่ำ นัดพบกับบุรุษสองต่อสอง แค่ข่าวลือนี้เผยแพร่ออกไป โม่เสวี่ยถงยังจะมีหน้าอยู่ในจวนโม่อีกหรือ ไม่แน่ว่าอาจฆ่าตัวตายไปเลยก็ได้ แบบนั้นยิ่งดีที่สุด”

            โม่เสวี่ยหมิ่นหัวเราะเยาะหยัน แสงจันทร์มัวซัวที่ทาบทอลงมาบนใบหน้า ทำให้คนสัมผัสได้ถึงความเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ

            “แต่แบบนี้ก็จะไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของนางด้วยสิ” ซือหม่าหลิงอวิ๋นนิ่งขรึม สุดท้ายก็อดถามถึงไม่ได้

            “แล้วอย่างไร สงสารหรือ? หรือนึกเสียดายอยากเล่นบทเข้าพระเข้านางด้วยตัวเอง เฮอะ! เดิมทีพวกเราก็วางแผนไว้เช่นนั้น แต่เพราะน้องสาวโง่งมไร้สมองของท่านทำเสียเรื่องหมด หากท่านเกิดเรื่องซ้ำตอนนี้ ทุกอย่างย่อมสูญสิ้นไม่เหลือสิ่งใดอีกแล้ว” โม่เสวี่ยหมิ่นชำเลืองมองซือหม่าหลิงอวิ๋นด้วยหางตา เหยียดริมฝีปากว่ากระทบ

            จะปล่อยให้ตำแหน่งโหวที่กำลังจะมาถึงมือในอีกไม่ช้าดับสูญไปกับพายุลมฝนมิได้เด็ดขาด ซือหม่าหลิงอวิ๋นตัดสินใจฉับพลัน ความเจริญก้าวหน้าสำคัญที่สุด หญิงงามแม้จะหายาก แต่มิได้สำคัญถึงขั้นต้องนำสถานะของตนเองไปแลก ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องให้โม่เสวี่ยถงแต่งไปให้คนเจ้าชู้ไม่เป็นโล้เป็นพาย รอให้เขาได้เกียรติยศชื่อเสียงสมดังใจ ค่อยหาทางชิงนางมาซ่อนไว้ในหอทองคำ เลี้ยงดูทะนุถนอมไว้ในเรือนหลังก็หาใช่เรื่องยาก

            หลังจากไตร่ตรองดีแล้ว ใบหน้าของซือหม่าหลิงอวิ๋นก็เผยรอยยิ้ม เขาตอบรับโม่เสวี่ยหมิ่นคำหนึ่งก่อนหมุนตัวเดินไปบนถนนสายแคบ

            “คุณหนู ทำเช่นนี้จะใช้ได้หรือเจ้าคะ” โม่ซิ่วที่เฝ้าอยู่ในที่ลับเดินเข้ามา เอ่ยถามด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ

            “ทำไมจะไม่ได้!” โม่เสวี่ยหมิ่นหันมาตวัดสายตาดุดันใส่โม่ซิ่ว “ครานี้โม่เสวี่ยถงไม่ตายก็ต้องแต่งงานไปกับพวกสวะชั้นต่ำ ทั้งยังไม่ได้สถานะภรรยาเอกอย่างแท้จริง ถึงเวลานางยังมีหน้ามาจัดการเรื่องราวในจวนโม่อีกหรือ แค่ให้สกุลอวี้ออกแรงกระตุ้นสักหน่อย อี๋เหนียงเล่นละครอีกหนึ่งฉาก ท่านพ่อก็ต้องเห็นแก่ข้ากับพี่ชายยกโทษให้อี๋เหนียง รอนางได้ยกฐานะขึ้นเมื่อไร ข้าก็จะกลายเป็นธิดาคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก นังโม่เสวี่ยถงจะต้องเป็นฝ่ายมาคุกเข่าร้องขอชีวิตที่แทบเท้าข้า”

            นางเกลียดนังแพศยาต่ำช้านั่น หากมีโอกาสจะต้องเหยียบย่ำอีกฝ่ายไว้ใต้เท้าเหมือนโคลนเหลวแน่นอน

            “พวกเราไปชมละครสนุกกันเถอะ ดูซิว่าน้องสาวคนดีของข้าจะยั่วยวนบุรุษในวังหลวงอย่างไร้ยางอายได้สักปานไหน” มุมปากกระตุกขึ้นเผยแววชิงชัง

            โม่เสวี่ยถง เจ้าก็มีวันนี้ ข่มข้าดีนัก อีกประเดี๋ยวดูสิว่าจะมีสภาพอย่างไร สมน้ำหน้า จงลงไปอยู่ในโคลนตมชื่อเสียงเน่าเหม็นชั่วชีวิตเถอะ!

            เมื่อเห็นโม่ซิ่วประคองโม่เสวี่ยหมิ่นจากไปแล้ว โม่เสวี่ยถงที่หัวคิ้วมุ่นเล็กน้อยก็ออกมาจากหลังต้นไม้ การที่โม่เสวี่ยหมิ่นวางแผนเล่นงานนาง เป็นสิ่งที่ทั้งอยู่ในความคาดหมายและเหนือความคาดหมาย

            การพูดจาของนางกำนัลผู้นั้นไม่ธรรมดา ฐานะในวังหลวงคงไม่ต่ำต้อยเป็นแน่ โม่เสวี่ยหมิ่นไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้น แต่การที่เอ่ยปากรับออกมาเองก็แสดงว่าเบื้องหลังของนาง...

            “อยากไปดูที่ศาลาฉิงฟางเก๋อหรือไม่” เฟิงเจวี๋ยหร่านกลอกตารอบหนึ่ง แล้วเดินเข้ามาถาม

            “ศาลาฉิงฟางเก๋อคือที่ใด” โม่เสวี่ยถงไม่คุ้นเคยกับวังหลวง ชาติที่แล้วก็ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยแม้แต่น้อย วันๆ เฝ้าอยู่แต่จวนเจิ้นกั๋วโหวจนกระทั่งสิ้นใจตายวันนั้น

            “ศาลาฉิงฟางเก๋อเป็นสถานที่ที่ไม่เลว ที่แห่งนั้น... อื้ม ประเสริฐยิ่ง” ทันใดนั้นใบหน้าของเฟิงเจวี๋ยหร่านก็เผยแววยิ้มอย่างมีเลศนัย ดวงตาทอประกายวับวาว ยามโม่เสวี่ยถงมองใบหน้าหล่อเหลาทรงเสน่ห์คราใด ก็รู้สึกร้อนวูบวาบหัวใจเต้นระรัว พลันหมุนตัวเลี่ยงหลบอย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง นางไม่อยากเห็นหน้าบุรุษที่มักทำให้ผู้อื่นหายใจไม่ทั่วท้องผู้นี้ พลันนึกได้ว่าเมื่อครู่ยังโมโหเขาอยู่ อย่างนี้แล้วไม่ต้องไปสนใจดีกว่า...

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828