"ข้า... ข้า... ข้า..." ฟางเสวี่ยพูดไม่เป็นประโยค ประหนึ่งว่ามีใครมาบีบคอหอยไว้ก็ไม่ปาน ฝนโลหิตที่โปรยปรายตรงหน้ายิ่งทําให้หวาดกลัวยิ่งขึ้นไปอีก ทว่าหัวใจที่แตกสลายยังปรารถนาจะมีชีวิตรอด "ได้ โปรดเถิด อย่าฆ่าข้าเลย ข้าไม่กล้าทําเยี่ยงนี้อีก! ข้าขอร้องเจ้าละ..."
ใบหน้าของฉินหนานสงบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ใด
ความหวาดกลัวในใจของฟางเสวี่ยยิ่งมากขึ้นไปอีก นางรีบกล่าวต่อว่า "ฉินหนาน ข้าเป็นคุณหนูตระกูลฟาง เจ้าอย่าฆ้าข้าเลย ถ้าเจ้าฆ่าข้าแล้ว... ท่านพ่อของข้าจะต้องตามล่าเจ้า แล้วยัง... แล้วยังพี่ชายของข้า... พี่ข้าปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หก หากว่าเจ้าฆ่าข้า... ถึงเวลานั้น เขาจะต้องตามชําระแค้นกับเจ้าแน่..."
ฉินหนานขมวดคิ้ว
ฉินหนานรู้จักพี่ชายของฟางเสวี่ยดี คุณชายตระกูลฟางนามว่าฟางหรูหลงนั้น เขาเคยพบเจอสนทนาผิวเผินกับฉินหนานหลายครา
สิ่งที่ทําให้ฉินหนานนึกไม่ถึงก็คือฟางหรูหลงจะปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หกออกมาได้
เรื่องนี้ ฉินหนานรู้สึกไม่ชอบมาพากล ตามหลักแล้ว หากปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หกได้ ตระกูลฟางคงต้องป่าวประกาศไปทั่วเมือง ทั้งยังจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โตจึงจะถูก เนื่องด้วยวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หกในประวัติศาสตร์ของเมืองหลินซุ่ย สิบปีจึงจะมีสักครา
ฉินหนานถึงจะรู้สึกแคลงใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ใคร่ครวญลึกซึ้ง ได้แต่เยาะหยันมองสตรีตรงหน้า พร้อมกล่าวว่า "ฟางเสวี่ยเอ๋ยฟางเสวี่ย เจ้านี่น่าขันจริง ๆ จนกระทั่งตอนนี้ เจ้ายังกล้าข่มขู่ข้า ตอนนี้เจ้าอยู่ที่หุบเขาพยัคฆ์มังกร ต่อให้ขาฆ่าเจ้า แล้วใครจะล่วงรู้เล่า?"
ใบหน้าของฟางเสวี่ยซีดเผือด ริมฝีปากเปิดอ้า แต่ไม่มีคํากล่าวใดหลุดออกมา
ประกายดาบวาดผ่านไป ร่างกายของฟางเสวี่ยขาดสะบั้น ก่อนจบชีวิตลงนั้น ดวงตายังเบิกกว้างเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แม้สิ้นชีพไปแล้วก็ยังไม่รู้ว่าตนถึงที่ตาย
ฉินหนานมองร่างที่ไร้วิญญาณอย่างเฉยเมย พร้อมกล่าวว่า "ยังมีอีก ข้าลืมบอกเจ้าไป ข้าไม่กลัวพ่อของเจ้า เพราะว่าพ่อของข้าเป็นผู้นำตระกูลฉิน นอกจากนั้น ข้ายิ่งไม่กลัวพี่ชายของเจ้า เพราะในสายตาข้า มันผู้นั้นยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า"
หลังจากกล่าวจบ ฉินหนานก็หมุนกายเดินจากไป เพียงแต่ก้าวไปเพียงก้าวหนึ่งก็รีบหันกลับมา ที่เอวของฟางเสวี่ยมีโอสถชุ่ยถี่ยี่สิบเม็ด และยังมีภาพโบราณอีกหนึ่งภาพ
"สตรีนางนี้ ร่ำรวยนัก" ฉินหนานรําพึง หลังจากเก็บโอสถชุ่ยถี่แล้ว สายตาของเขาก็มองที่ภาพโบราณนั้น
ด้วยสายตาของิหนานสามารถแยกแยะประวัติควมเป็นมาของภาพ ทั้งรู้ว่าภาพนั้นอายุเก่าแก่อย่างแน่นอน
"ได้ยินฟางเสวี่ยคุยกับเหล่าผู้ติดตามถึงแผนที่นี้ มันจะพาไปยังถ้ำหินแห่งหนึ่ง แต่ถ้ำนั้นทรุดโทรมและไม่มีของมีค่าอะไร ตอนนี้ข้าว่างอยู่พอดี ไปดูที่ถ้ำหินนี่หน่อยแล้วกัน เผื่อจะเจออะไรบ้างหรือเปล่า..."
ฉินหนานตัดสินใจอย่างดี
อย่างไรเสีย คํานวณระยะเวลาเดินทางกลับตระกูลฉินก็ยังมีเวลาเหลืออีกหนึ่งวัน ถือว่าเหลือเฟือ ไปดูสักเล็กน้อยคงไม่เสียหายอะไร ไม่แน่ว่าจะเจออะไรเข้า
ฉินหนานคลําทางไปตามแผนที่ ในไม่ช้าก็พบถ้ำหินอยู่ตรงหน้า
ถ้ำแห่งนี้อยู่กลางป่าที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ ปากถ้ำกว้างเท่ากับคนสองคนยืนต่อกัน รอบ ๆ ปากถ้ำเป็นวัชพืชรกชัฏ ดูเผิน ๆ ค่อนข้างธรรมดา ไม่ได้มีความพิเศษอันใด
ฉินหนานเดินตามทางเข้าไปในถ้ำ เพียงแต่เมื่อเข้าไปแล้ว สีหน้าก็ปรากฏร่องรอยความผิดหวัง
ถ้ำแห่งนี้ลึกเพียงไม่กี่หมี่ กวาดสายตามองก็เห็นก้นถ้ำแล้ว นอกจากกอหญ้ารกชัฏ ก็มีเพียงร่องรอยขรุขระ ไม่ได้มีของวิเศษอันใด
"ดูท่าแล้วแผนที่แผ่นนี้จะเอาไว้หลอกคน" ฉินหนานหัวเราะพร้อมโคลงศีรษะไปมา และเตรียมหมุนกายจากไป
ระหว่างที่กําลังหมุนตัวกลับ ฉินหนานก็เหลือบไปเห็นร่องรอยนิ้วทั้งห้านิ้วบนผนังถ้ำอย่างฉับ พลันทันใด ร่องรอยฝ่ามือนี้ประทับลึกลงไปบนผนังถ้ำ
รอยนิ้วมือชัดเจน ยังแผ่ไอความเย็นแฝงออกมาด้วย
"หืม?" ฉินหนานพลันนึกสงสัย เขาสัมผัสได้ว่ารอยฝ่ามือนี้ไม่ใช่รอยธรรมดา
ฉินหนานรีบเดินเข้าไป สายตาพินิจพิเคราะห์รอยฝ่ามือนั้น อีกทั้งยังดึงดาบเหล็กนิลออกมาจากเอว สิ่งที่ทําให้ฉินหนานโคลงศีรษะคือ รอยฝ่ามือนี้ไม่ได้มีกลไกอะไร น่ากลัวว่าเป็นผู้อื่นต่อสู้กันหรือฝึกวิชาประทับเอาไว้เท่านั้น
ขณะนั้นเอง ฉินหนานพลันรู้สึกร่างกายสั่นเทา วิญญาณแห่งเทพเจ้าสงครามในร่างก็ปรากฏออกมาจากด้านหลังของเขา ปรากฏรัศมีหนึ่งออกมา
"วิญญาณแห่งเทพเจ้าสงครามทําไมจึงออกมาเองได้..."
- โปรดติดตามตอนต่อไป -