จิ่งเยี่ยนกุยค่อยๆ กดนวดเพื่อให้ตัวยาซึมซาบลงไปได้ดียิ่งขึ้น พร้อมกับพูดด้วยเสียงอ่อนโยน “ยาตัวนี้ต้องนวดแบบนี้ถึงจะได้ผลดีกับคุณ จำไว้แล้วเอาไปนวดเองที่บ้านด้วยนะคะ”
หลังจากพูดจบก็ไม่ได้รับการตอบรับจากฟางเสียนจือ เธอชะงักเล็กน้อยก่อนเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นเขามองกลับมาที่เธอด้วยสายตาอ่อนโยน จึงเอ่ยถามด้วยความรู้สึกประหม่าเล็กน้อย “เป็นอะไรหรือเปล่า? ฉันนวดแรงไปเหรอคะ?”
ฟางเสียนจือค่อยๆ ส่ายหน้า แล้วพูดเสียงเบาว่า “เปล่า แรงกำลังดี”
จากมุมของเขา ขณะที่เธอนวดให้ เขาเห็นเพียงเส้นผมเงางามราวกับเมฆ และผิวขาวผ่องบริเวณต้นคอด้านข้าง แสงแดดส่องต้องใบหน้าด้านข้างของเธอจนเห็นขนอ่อนบนใบหู ช่างน่ารักอะไรอย่างนี้
เมื่อปลายนิ้วของเธอลูบอยู่บนขา เขากลับรู้สึกว่าสัมผัสจากนิ้วของเธอไม่ได้อยู่บนน่อง แต่เป็นสัมผัสที่อยู่บนหัวใจของเขาต่างหาก
สัมผัสอันแผ่วเบานั้นทำให้หัวใจของเขารู้สึกคันและชายุบยิบ ทุกการกระทำของเธอกำลังถูกขยายให้ชัดเจนขึ้นในความรู้สึก ทำเอาเขาถึงกับทำตัวไม่ถูก อยากจะห้ามแต่ก็ไม่อยากให้หยุด
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าลมหายใจของเขาไม่ค่อยปกติ เธอไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร คิดเพียงว่าเขาอาจจะเจ็บจากการนวด และตอนนี้เธอก็รู้สึกว่ายาซึมลงไปเกือบหมดแล้ว จึงรีบชักมือกลับแล้วดึงขากางเกงของเขาลง
ในใจของฟางเสียนจือรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้ต้องมีขอบเขต เขาจึงพูดถึงอีกเรื่องขึ้นมา “เธอเคยคิดจะย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนอื่นไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยชะงักไป ตอนนี้เธอเรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอ ซึ่งคุณภาพการเรียนการสอนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ ในเมือง จำนวนคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในแต่ละปีก็ไม่ได้มากนัก และเมื่อเทียบกับอีกสองโรงเรียนในเมืองก็ถือว่ายังด้อยกว่ามาก
ด้วยผลการเรียนเมื่อก่อนของเธอที่อยู่ในอันดับรั้งท้ายมาตลอด ทำให้ครูในโรงเรียนไม่ได้ให้ความสนใจต่อเธอมากนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีจิ่งชิวหงที่คอยหาเรื่องไปทั่ว เพื่อนร่วมชั้นก็เลยไม่ค่อยเป็นมิตรกับเธอ
เธอจำอะไรเกี่ยวกับโรงเรียนแห่งนั้นไม่ค่อยได้ หลังจากย้อนกลับมาเกิดใหม่ เธอก็มีความคิดที่จะย้ายโรงเรียน แต่ก็รู้ดีว่าการย้ายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ฟางเสียนจือสังเกตเห็นความกังวลของเธอ “ฉันคิดว่าผลการเรียนของเธอพัฒนาขึ้นเร็วมาก ถ้าได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนในเมือง อาจจะดีกับเธอมากกว่า แต่ถ้าเธออยากจะย้ายโรงเรียนก็ต้องสอบเข้าให้ได้ก่อนนะ”
ถึงแม้ว่าโรงเรียนในอำเภอและโรงเรียนในเมืองจะต่างกันแค่คำเพียงคำเดียว แต่ระดับความแตกต่างนั้นกลับมีมากมายมหาศาล และโรงเรียนที่เขาพูดถึงคือโรงเรียนที่ดีที่สุดในเมืองตอนนี้
จิ่งเยี่ยนกุยครุ่นคิดเล็กน้อย การไปเรียนในเมืองจะช่วยลดอุปสรรคต่างๆ ได้มาก ที่สำคัญหากจะทำธุรกิจก็สะดวกขึ้นกว่าเดิม เพราะตอนนี้การเดินทางจากหมู่บ้านอิ๋นซานไปยังตัวเมืองค่อนข้างไกลและไม่สะดวกเอาเสียเลย
หลังจากคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็พูดว่า “ได้ค่ะ ฉันอยากจะลองดู”
ฟางเสียนจือพยักหน้า “โรงเรียนนั้นจะมีการสอบสำหรับคนที่ต้องการย้ายเข้าไปเรียนก่อนเปิดภาคเรียนทุกปี เดี๋ยวฉันจะช่วยสมัครให้เธอไว้ก่อน ถึงเวลาก็แค่ไปสอบ”
จิ่งเยี่ยนกุยพูดด้วยความตั้งใจจริง “ขอบคุณค่ะ!”
ฟางเสียนจือมองเธอเล็กน้อย “เธอเป็นภรรยาในอนาคตของฉัน ไม่ต้องเกรงใจกันหรอก”
เขานึกถึงตอนที่เธอคุยธุรกิจกับซูไป่ชิงด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงเมื่อครู่ ถึงแม้จะรู้ว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องธุรกิจ แต่เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ คิดว่าคงจะต้องหาหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรมาอ่านบ้างแล้ว จะได้มีเรื่องเสวนากับเธอมากขึ้น
เมื่อมีรถยนต์ขับเข้ามาในหมู่บ้าน ย่อมได้รับความสนใจจากคนทั้งหมู่บ้านอย่างง่ายดาย ดังนั้นเรื่องที่มีคนขับรถมาหาจิ่งเยี่ยนกุยที่บ้านเก่าในวันนี้ จึงแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
หลิวชุนฮวาได้ยินข่าวนี้ก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แสดงท่าทางไม่อยากจะเชื่อ ป้าติงที่เป็นคนเอาข่าวมาบอกอดไม่ได้ที่จะตีหล่อนเบาๆ แล้วพูดว่า “ฉันเห็นกับตาว่าคนคนนั้นออกมาจากบ้านเก่าของพวกแก จิ่งเยี่ยนกุยยังเดินไปส่งเขาถึงหน้าบ้านด้วย ทั้งสองนะ คุยกันสนุกเชียว เรื่องนี้จะเป็นเรื่องโกหกได้ยังไง?”
หลิวชุนฮวาขมวดคิ้ว ป้าติงกลัวว่าหล่อนจะไม่เชื่อ จึงเสริมรายละเอียดว่า “ผู้ชายคนนั้นตัวสูงมาก อย่างน้อยๆ ก็ร้อยแปดสิบ หน้าตาหล่อเหลาเอาการ แถมยังหนุ่มยังแน่น น่าจะอายุสักยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปีได้”
หลิวชุนฮวาเป็นคนใจไม่ซื่อ ไม่ว่าได้ยินอะไรก็มักคิดไปในทางที่ไม่ดี
หล่อนอดไม่ได้ที่จะด่าอยู่ในใจ ตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยมีฟางเสียนจือแล้ว ยังไปติดพันชายอื่นอีก!
ในขณะเดียวกัน ในใจของหล่อนยังเต็มไปด้วยความสงสัย จิ่งเยี่ยนกุยไปรู้จักผู้ชายที่ขับรถยนต์คนนั้นจากไหนกัน?
ป้าติงเห็นสีหน้าของหล่อนไม่สู้ดี จึงพูดว่า “ช่วงนี้จิ่งเยี่ยนกุยอาจจะทำตัวดูไม่ค่อยเหมาะสม แต่ยังไงก็เป็นลูกของแก เด็กคนนั้นจะไม่ยอมรับแกเลยจริงๆ เหรอ?”
“ฉันว่านะ ตอนนี้หล่อนก็หมั้นกับตระกูลฟางแล้ว พอแต่งงานเข้าไปอยู่ในตระกูลนู้น ชีวิตก็สุขสบายมีเงินมีทองใช้แล้ว แกอย่าทำตัวโง่ไปหน่อยเลย หล่อนไม่ยอมรับแก แต่แกจะไม่ยอมรับหล่อนไม่ได้”
“หล่อนใช้เงินของแกไปตั้งเท่าไหร่ กินข้าวของแกไปมากขนาดไหน แค่พูดว่าจะย้ายทะเบียนบ้านออกไปก็ไปง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน!”
สิ่งของที่เหมือนกันมักจะอยู่รวมกัน คนพาลก็ย่อมคบหาคนพาลด้วยกัน ป้าติงคนนี้คุยกับหลิวชุนฮวาถูกคอ ต้องบอกว่าทั้งสองคนมีหัวข้อให้คุยเหมือนกันอยู่หลายเรื่องและมีมุมมองคล้ายๆ กัน
หลิวชุนฮวาได้แต่ถอนหายใจ “ตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยไปอยู่กับยายแก่นั่นแล้ว ส่วนยายแก่นั่นเป็นคนยังไงแกก็รู้ หล่อนอาศัยความเป็นแม่สามีคอยกลั่นแกล้งฉันทุกวิถีทาง ไหนจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่อีก ฉันจะทำอะไรได้?”
ป้าติงพูดด้วยความไม่เห็นด้วย “แกเป็นคนเลี้ยงดูจิ่งเยี่ยนกุยมาจนโต ไม่ใช่หล่อนเลี้ยงมาสักหน่อย ตอนนี้หล่อนเห็นจิ่งเยี่ยนกุยโตแล้ว กำลังจะแต่งงานได้สินสอด ก็เลยดึงจิ่งเยี่ยนกุยไปอยู่ด้วย พูดง่ายๆ คืออยากฉวยโอกาส! ถ้าแกยอมเสียเปรียบครั้งนี้ เดี๋ยวต้องเสียเปรียบไปทุกครั้งหรอก!”
หลิวชุนฮวาทำท่าทางเหมือนคนจนใจ พยายามสร้างภาพว่าตัวเองเป็นสะใภ้ผู้น่าสงสาร ที่ถูกแม่สามีใจร้ายกลั่นแกล้ง ป้าติงก็เทศนาสั่งสอนหล่อนยกใหญ่พร้อมเสนอความคิดแย่ๆ อีกหลายข้อ เมื่อเห็นว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ ทั้งสองคนจึงแยกย้ายกันไป
ตลอดทั้งช่วงบ่าย หลิวชุนฮวาเอาแต่คิดเรื่องนี้ อย่างน้อยหล่อนก็ต้องรู้ให้ได้ว่าคนที่ขับรถมาหาจิ่งเยี่ยนกุยวันนี้คือใคร และมาหาด้วยเรื่องอะไร
หล่อนมัวคิดอยู่ที่นี่คนเดียวก็คงคิดไม่ออก สุดท้ายจึงตัดสินใจไปถามจิ่งเยี่ยนกุยที่บ้านเก่าให้กระจ่าง
เมื่อหลิวชุนฮวามาถึงบ้านเก่า หยางหว่านซิ่วก็กำลังใช้กาวที่ทำขึ้นเองทาผ้าเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วเพื่อเตรียมทำเป็นพื้นรองเท้า
เมื่อเห็นหลิวชุนฮวา ดวงตาก็ของเธอก็หรี่เล็กลงทันใด พลันโยนแปรงทากาวทิ้ง แล้วหยิบไม้กวาดขึ้นมาทำท่าเหมือนจะกวาดบ้าน “แกมาทำอะไรอีก? วันนี้ที่บ้านไม่มีเนื้อให้แกฉกไปหรอกนะ!”
ช่วงนี้ชื่อเสียงในหมู่บ้านของหลิวชุนฮวาไม่ค่อยดีนัก เมื่อหยางหว่านซิ่วร้องออกมาแบบนี้ ป้าๆ แถวบ้านก็พากันหันมามอง
หลิวชุนฮวารู้ว่าตอนนี้ไม่ควรทะเลาะกับหยางหว่านซิ่ว จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่พูดอะไรก็ไม่รู้ หนูเคยฉกเนื้อไปที่ไหนกัน เนื้อที่เอามาให้ถึงบ้านครั้งก่อนไม่ใช่เพราะแม่สงสารหลานชายหรอกเหรอ หนูก็เอาไปให้หลิวหยางบำรุงร่างกายทั้งนั้นนี่!”