บทที่ 14: บาร์นีย์...รถเครนประจำไซต์งาน

ความเงียบสงัดที่ครอบคลุมลานดินหน้าเตาผิงหินแตกต่างจากความเงียบก่อนเกิดพายุมันคือความเงียบแห่งการลุ้นระทึกราวกับเข็มตกลงบนพื้นก็ยังได้ยินอีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปี นั่งคุกเข่าตัวเกร็งอยู่บนพื้นดินมือทั้งสองข้างวางราบอยู่บนหน้าตักเพื่อแสดงเจตนาอันไร้ซึ่งอาวุธและภัยคุกคามห่างออกไปเพียงไม่กี่คืบ จานใบเฟิร์นที่บรรจุ ‘ปลาย่างเคลือบน้ำผึ้งป่า’ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของคาราเมลและอโรมาควันไฟลอยอวลไปแตะจมูกขนาดั์ของสิ่งมีชีวิตที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
หมีั์อสูร ระดับ A ผู้ปกครองผืนป่าชั้นกลาง ลดระดับสายตาลงมองจานอาหารใบจ้อยลมหายใจฟืดฟาดของมันเป่าพ่นออกมาจนเศษฝุ่นบนพื้นดินปลิวว่อน มันค่อยๆโน้มหัวที่มีขนาดใหญ่กว่าลำตัวของอีไลอัสลงมาใกล้จนเด็กชายสามารถมองเห็นรอยแผลเป็จางๆ บนจมูกสีดำสนิทของมันได้อย่างชัดเจน
ฟินน์ลูกจิ้งจอกอสูรที่หลบอยู่ด้านหลังเ้านาย ส่งเสียงครางหงิงๆ ในลำคอร่างกายของมันสั่นเป็เ้าเข้า “เ้านาย... มันจะกินปลาหรือมันจะกินหัวเ้านายเข้าไปพร้อมกันเลยล่ะเนี่ย...”
อีไลอัสไม่ได้ตอบเขาเพียงแค่กลั้นหายใจและจ้องมองปฏิกิริยาของอสูรร้าย
หมีั์อสูรอ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวอมเหลืองที่แหลมคมและทรงพลังพอจะบดขยี้กะโหลกวัวป่าได้ในคำเดียวมันยื่นลิ้นสากๆ สีชมพูเข้มออกมาแตะลงบนผิวของปลาย่างเคลือบน้ำผึ้งอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังทดสอบรสชาติและพิษสงของสิ่งที่มนุษย์ตัวจิ๋วนำเสนอ
ทันทีที่ความหวานล้ำลึกของน้ำผึ้งป่าบริสุทธิ์ผสมผสานกับความเปรี้ยวอมหวานของน้ำเบอร์รี่และความเค็มมันของโปรตีนปลาูเาที่สุกกำลังดี แตะลงบนต่อมรับรสของหมีั์...ปฏิกิริยาทางเคมีในสมองของสัตว์อสูรก็เกิดการะเิครั้งยิ่งใหญ่!
ดวงตาสีดำขลับของมันเบิกกว้างขึ้นรูม่านตาขยายออก ร่างกายที่เคยตึงเครียดและเต็มไปด้วยสัญชาตญาณระวังภัยผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดมันไม่รอช้าอีกต่อไปหมีั์อสูรงับปลาย่างทั้งตัวพร้อมกับผลไม้ย่างเคลือบน้ำผึ้งเข้าไปในปากคำโต!
กร้วม... กร้วม... จั๊บๆ...
เสียงเคี้ยวอาหารที่เต็มไปด้วยความตะกละตะกลามและเอร็ดอร่อยดังก้องไปทั่วลานดินมันไม่ได้เคี้ยวอย่างดุร้ายแต่มันเคี้ยวด้วยความละเมียดละไมราวกับไม่อยากให้รสชาตินี้กลืนหายไปในลำคอน้ำผึ้งสีเหลืองทองหยดเยิ้มเปรอะเปื้อนขนรอบริมฝีปากของมัน หมีั์หลับตาพริ้มหูที่เคยตั้งชันลู่ตกลงด้านข้าง มันส่งเสียงคราง ‘ครืน... ครืน...’ ในลำคอ ซึ่งไม่ใช่เสียงขู่ แต่เป็เสียงแห่งความพึงพอใจอย่างสูงสุดคล้ายกับเสียงครางของแมวตัวใหญ่ที่กำลังถูกเกาพุง
อีไลอัสพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกแผ่นหลังของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ การทูตเชิงอาหาร ของเขาประสบความสำเร็จอย่างงดงาม!พลังของปฏิกิริยาเมลลาร์ด และความหวานจากธรรมชาติสามารถละลายพฤติกรรมก้าวร้าวของมอนสเตอร์ระดับบอสได้อย่างราบคาบ
หมีั์ใช้ลิ้นสากๆเลียเศษน้ำผึ้งที่ติดอยู่บนใบเฟิร์นจนสะอาดเอี่ยมเกลี้ยงเกลาไม่มีเหลือแม้แต่หยดเดียวจากนั้นมันก็เงยหน้าขึ้น จ้องมองมาที่มนุษย์ตัวน้อยอีกครั้ง แต่คราวนี้ แววตาของมันไม่มีความดุร้ายหลงเหลืออยู่เลยมันค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้อีไลอัสทิ้งน้ำหนักตัวลงนั่งแหมะกับพื้นดินตรงหน้าเด็กชายท่าทีของมันตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวอ้วนที่เพิ่งกินขนมเสร็จและกำลังรอคอยคำชม
อีไลอัสยิ้มกว้างเขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศรอบตัว ไอพลังเวทมนตร์ ที่เคยกดดันและหนักอึ้งบัดนี้กลายเป็ความอบอุ่นและเป็มิตร เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าเพื่อให้หมีั์เห็นการเคลื่อนไหวทุกขั้นตอน และไม่รู้สึกถูกคุกคาม
มือเล็กๆของเด็กชายวัยสิบสองปี เอื้อมออกไปแตะลงบนหน้าผากที่เต็มไปด้วยขนหยาบหนาของอสูรั์
ััแรกคือความกระด้างของเส้นขนแต่ลึกลงไปคือความอบอุ่นของอุณหภูมิร่างกายที่สูบฉีดด้วยกล้ามเนื้ออันทรงพลังหมีั์ไม่ได้ปัดมือเขาออก มันกลับหลับตาลงและดันหัวสู้มือของอีไลอัสเบาๆราวกับเรียกร้องให้เขาลูบมันแรงขึ้น
“เด็กดี...แกเป็เด็กดีใช่ไหมล่ะ พ่อหนุ่มตัวโต” อีไลอัสหัวเราะเบาๆลูบขยี้กลุ่มขนบนหัวของมันด้วยความเอ็นดู
และในเสี้ยววินาทีที่ความเชื่อใจระหว่างสองเผ่าพันธุ์ถูกเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบนั้นเองหน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีทองก็เด้งพรวดขึ้นมาเบื้องหน้าของสถาปนิกน้อยพร้อมกับเสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคย
[ เงื่อนไขบรรลุผล:ท่านได้แสดงความเป็มิตรและมอบอาหารอันโอชะแก่สิ่งมีชีวิตระดับสูง ]
[ การตอบสนองทางอารมณ์ของเป้าหมาย:เปิดใจยอมรับ และลดสัญชาตญาณนักล่าลงอย่างสมบูรณ์ ]
[ ระบบขอเสนอการเปิดใช้สกิล:พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย ]
ข้อความเงื่อนไขพันธสัญญาแบบเดียวกับตอนที่ทำสัญญากับฟินน์ปรากฏขึ้นอีไลอัสไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาเอื้อมนิ้วไปกดปุ่ม [ ยืนยัน ] บนหน้าจอโฮโลแกรมทันทีการได้มอนสเตอร์ระดับ A มาเป็ลูกบ้านและแรงงานฟรีแลกกับแค่ปลาย่างและสวัสดิการรักษานิดหน่อยมันคือกำไรมหาศาลที่สถาปนิกและผู้รับเหมาทุกคนใฝ่ฝัน!
[ กรุณาตั้งชื่อให้แก่ลูกบ้านของท่านเพื่อใช้เป็กุญแจในการประทับตรา ]
อีไลอัสมองรูปร่างอันใหญ่โตมโหฬารของหมีตรงหน้า“ดูจากไซส์ตัวและพละกำลังแล้ว...แกคือเครื่องจักรกลหนัก ของฉัน...ถ้านึกถึงรถเครนหรืออะไรใหญ่ๆ ที่ดูน่ารักและเป็มิตร...”
เขาใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้า “แกชื่อบาร์นีย์ ก็แล้วกันนะ ฟังดูนุ่มฟูเป็มิตร แต่ก็แฝงไปด้วยความยิ่งใหญ่!”
[ ยืนยันนามแห่งพันธสัญญา:บาร์นีย์ ]
[ กระบวนการประทับตราเสร็จสมบูรณ์]
แสงสีทองสว่างจ้าดุจดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆวาบออกจากฝ่ามือของอีไลอัส พุ่งเข้าปกคลุมร่างมหึมาของบาร์นีย์สัญลักษณ์รูปลูกมาตรวัดสถาปนิก (วงเวียนและฉาก)ขนาดใหญ่เรืองแสงขึ้นที่กลางหน้าผากของมัน ก่อนจะซึมลึกหายไปใต้ชั้นิั
สวัสดิการ ‘Sanctuary Regen’ ทำงานทันทีรอยขีดข่วนตามร่างกายและรอยแผลเป็จางๆ บนจมูกของมันสมานตัวและหายสนิทขนของมันดูเงางามและมีสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บาร์นีย์สะบัดตัวหนึ่งรอบแผ่นดินสั่นะเืเบาๆ ก่อนที่มันจะส่งเสียงร้องออกมา
“โฮก! บรู๊ววว!”
เช่นเดียวกับฟินน์ คลื่นความถี่เสียงร้องของสัตว์อสูรระดับสูงถูกแปลรหัสผ่านสายใยแห่งพันธสัญญา เข้าสู่สมองของอีไลอัส มันเป็เสียงทุ้มต่ำกังวาน ลากยาว และฟังดูเนิบนาบราวกับคุณลุงใจดีที่พูดช้าๆ
“ฮะ......เ้านายตัวเล็ก... ปลาย่าง... อร่อยมาก... บาร์นีย์ชอบ... มี... อีก... ไหม...?”
อีไลอัสหลุดขำก๊ากออกมาเสียงของมันช่างขัดกับรูปลักษณ์ที่ดูน่าเกรงขามเสียนี่กระไร “ตอนนี้ยังไม่มีหรอกบาร์นีย์ปลาย่างนั่นคือการจ่ายค่าจ้างล่วงหน้า ในโลกของการทำงานกฎเหล็กคือ... ทำงานก่อน แล้วถึงจะได้กินมื้อต่อไปนะ”
ฟินน์เดินเตาะแตะออกมายืนข้างๆเ้านาย มันยืดอกขึ้นพยายามทำตัวให้ดูตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้จะสูงไม่ถึงหัวเข่าของบาร์นีย์ก็ตาม “ใช่แล้ว! ฉันคือรุ่นพี่ฟินน์ ลูกบ้านหมายเลขหนึ่ง!นายคือหมายเลขสอง เข้าใจไหมเ้าหมีอ้วน! นายต้องฟังคำสั่งเ้านายและต้องแบ่งของกินให้ฉันด้วย!”
บาร์นีย์ก้มลงมองลูกจิ้งจอกสีส้มแดงด้วยความงุนงงมันยื่นจมูกใหญ่โตไปดมๆ ฟินน์จนฟินน์ขนลุกซู่ “หมาน้อย... ตัวเล็กจัง... กิน... ไม่... อิ่ม...หรอก...”
“ฉันไม่ใช่ของกินโว้ย!!” ฟินน์ร้องลั่นถอยกรูดไปซ่อนหลังอีไลอัสอีกรอบ
“เอาล่ะๆเลิกทะเลาะกันได้แล้ว” อีไลอัสตบมือเรียกสติลูกบ้านทั้งสอง “บาร์นีย์ ฟังนะ... ฉันกำลังสร้างบ้านหินหลังนั้นอยู่แต่สรีระของฉันมันมีข้อจำกัดทางชีววิทยา ฉันไม่สามารถยกของหนักๆ ได้ฉัน้าให้แกมาเป็ ‘รถเครนประจำไซต์งาน ’ ให้ฉัน... แกพอจะช่วยฉันยกท่อนซุงหนักๆ ได้ไหม?”
บาร์นีย์เอียงคอช้าๆ “รถ... เครน...? ยกของ... ได้สิ... บาร์นีย์... แข็งแรงมาก... ยกได้หมดเลย... แลกกับ...ปลาย่างนะ...”
“ตกลง!ดีล!” อีไลอัสดีดนิ้วเป๊าะ
เขาไม่รอช้ารีบเดินนำบาร์นีย์และฟินน์กลับไปยังแนวป่าโปร่งทิศตะวันตก สถานที่ที่เขาทิ้ง ‘ท่อนซุงไม้โอ๊กเหล็ก ’ ความยาวสี่เมตรเอาไว้ ท่อนซุงที่สดและชุ่มชื้นไปด้วยน้ำจนมีน้ำหนักมหาศาลเกินกว่าที่เด็กสิบสองขวบจะขยับมันได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว
เมื่อมาถึงอีไลอัสยืนพิจารณาท่อนซุงนั้น เขาไม่ได้บอกให้บาร์นีย์เข้าไปยกมันดื้อๆิญญาสถาปนิกของเขารู้ดีว่า การทำงานกับ ‘เครื่องจักรกลหนัก’ (แม้จะเป็สิ่งมีชีวิตก็ตาม)ย่อมต้องมีระบบการสั่งการที่ชัดเจนและปลอดภัย
“ฟินน์ไปคาบก้อนดินสอพองหรือหินปูนสีขาวๆ ริมลำธารมาให้ฉันที”
รอเพียงครู่เดียวฟินน์ก็วิ่งกลับมาพร้อมหินปูนสีขาวในปาก อีไลอัสรับมันมาแล้วเดินไปที่ข้างท่อนซุงไม้โอ๊กเหล็ก เขาใช้สายตาและสัญชาตญาณทางวิศวกรรมกะระยะความยาวของท่อนซุง จากนั้นก็ใช้หินปูนขีดวาดสัญลักษณ์ ‘เครื่องหมายกากบาท ’ ขนาดใหญ่ลงไปบนเปลือกไม้ตรงตำแหน่ง‘กึ่งกลาง’ ของท่อนซุงพอดิบพอดี
“บาร์นีย์ดูนี่นะ” อีไลอัสชี้ไปที่รอยกากบาทสีขาว “สัญลักษณ์กากบาทตรงนี้ คือเครื่องหมายระบุ ‘จุดศูนย์ถ่วง ’ ของท่อนซุงทุกครั้งที่ฉันวาดสัญลักษณ์นี้ลงบนของชิ้นไหน แกไม่ต้องไปสนหัวหรือท้ายของมันให้แกเอาอุ้งมือหรือไหล่ของแก เข้าไปจับหรือช้อนตรงรอยกากบาทนี้เป๊ะๆมันคือจุดที่น้ำหนักของวัตถุจะสมดุลที่สุด ทำให้แกยกของได้ง่ายขึ้น ไม่แกว่งและไม่เสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์... เข้าใจไหม?”
หมีั์พยักหน้าหงึกๆอย่างเชื่องช้า “เข้าใจ...ยกตรง... กากบาท...”
“เยี่ยม!งั้นแสดงฝีมือให้ดูหน่อย จัดการท่อนนี้เลย!” อีไลอัสถอยออกมายืนดูผลงาน
บาร์นีย์เดินอาดๆเข้าไปหาท่อนซุงไม้โอ๊กเหล็ก มันยืนสี่ขาเทียบข้างท่อนซุง จ้องมองรอยกากบาทสีขาวที่อีไลอัสวาดไว้จากนั้น หมีั์อสูรก็ค่อยๆ ยกตัวขึ้นยืนด้วยสองขาหลังความสูงกว่าสองเมตรครึ่งของมันบดบังแสงอาทิตย์จนมิด มันโน้มตัวลงยื่นอุ้งเท้าหน้าที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมและกล้ามเนื้อหนาเตอะสอดเข้าไปใต้รอยกากบาท...
อีไลอัสกลั้นหายใจลุ้นระทึกท่อนซุงท่อนนี้หนักเกือบเจ็ดสิบกิโลกรัม!
ฮึ่มมม!
บาร์นีย์ส่งเสียงคำรามเบาๆในลำคอ แล้วออกแรงยกอุ้งเท้าขึ้น...
พรวด!!
ท่อนซุงไม้โอ๊กเหล็กที่เคยหนักอึ้งราวกับูเาถูกยกลอยขึ้นสู่อากาศอย่างง่ายดายราวกับมันเป็แค่ก้านไม้ขีดไฟ!บาร์นีย์ไม่ได้แสดงอาการสั่นเทาหรือออกแรงฝืนเลยแม้แต่น้อยมันขยับแขนจัดระเบียบเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ เพื่อวางท่อนซุงพาดขึ้นไปบนบ่าหนาๆของมันอย่างทะมัดทะแมง ท่อนซุงรักษาสมดุลแนวนอนได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่เอียงซ้ายหรือขวา เพราะมันถูกยกขึ้นตรงจุดศูนย์ถ่วงเป๊ะๆ อย่างที่อีไลอัสคำนวณไว้!
“โอ้โห!!พระเ้าจอร์จมันยอดมาก!!” อีไลอัสะโชูหมัดขึ้นฟ้าด้วยความสะใจสุดขีด“สมบูรณ์แบบ! นี่มันยิ่งกว่ารถเครนไฮดรอลิก อีก! ไม่มีเสียงเครื่องยนต์หนวกหูไม่ปล่อยควันเสีย แถมไม่ต้องเติมน้ำมัน เติมแค่ปลาย่างเคลือบน้ำผึ้งเท่านั้น!นี่แหละคือสุดยอดเครื่องจักรกลสีเขียว !”
“มัน... เบามาก...เ้านาย...” บาร์นีย์บอกเสียงเนิบๆ“เอา... อีกท่อน... ไหม...? บาร์นีย์...แบกได้อีก... แบกได้... สิบท่อนเลย...”
“ใจเย็นๆพ่อหนุ่มรถเครน เราเอาไปทีละสองท่อนก็พอ เดี๋ยวจะเดินสะดุดซะก่อน” อีไลอัสรีบวาดกากบาทลงบนท่อนซุงท่อนที่สองบาร์นีย์ก็ช้อนมันขึ้นมาพาดไว้บนบ่าอีกข้างได้อย่างชิลๆ ราวกับกำลังแบกหมอนหนุน
การก่อสร้างรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมขนาดย่อมอย่างเป็ทางการ!
เมื่อทีมงานขนส่งระดับพระกาฬเดินกลับมาถึงไซต์งานก่อสร้างภาพที่เกิดขึ้นก็กลายเป็ฉากการทำงานที่น่าทึ่งที่สุดในป่าต้องห้าม
“บาร์นีย์เอาท่อนนี้ไปวางพาดระหว่างเสาหินสองต้นนั้นเลย เล็งให้รอยกากบาทอยู่ตรงกลางนะ!”อีไลอัสออกคำสั่งราวกับโฟร์แมนคุมงานก่อสร้าง
หมีั์เดินเข้าไปใกล้กำแพงหินมันยืดตัวขึ้นจนสุดความสูง ค่อยๆ วางท่อนซุงไม้โอ๊กเหล็กพาดลงบนยอดเสาหินอย่างนุ่มนวลและแม่นยำน้ำหนักที่มหาศาลของมันไม่ได้เป็อุปสรรคต่อการจัดวางเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ท่อนซุงัักับโครงสร้างอีไลอัสก็วิ่งเข้าไปประกบ เขายื่นนิ้วที่เรืองแสงสีทองของสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] แตะลงไปที่รอยต่อระหว่างไม้ซุงและหิน
วาบ! กึก!
เวทมนตร์แห่งการก่อสร้างทำหน้าที่ของมันทันทีโครงสร้างเซลลูโลสของไม้และแร่ธาตุของหินถูกบีบอัดและประสานเข้าด้วยกัน จนแน่นสนิทราวกับเป็วัสดุชิ้นเดียวกัน คานหลัก สำหรับรองรับ ‘ชั้นลอยสุดโคซี่ ’ ถูกติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาไม่ถึงสามนาที!ซึ่งถ้าอีไลอัสต้องทำคนเดียว เขาอาจจะต้องใช้เวลาสร้างรอกและนั่งงัดแงะมันเป็วันๆ
“ความเร็วในการก่อสร้าง เพิ่มขึ้นทะลุเพดาน!นี่มันไม่ใช่แค่คูณสอง แต่สปีดมันพุ่งขึ้นไปเป็คูณสิบ เลยต่างหาก!”
อีไลอัสหัวเราะร่าเริงเขามองดูกำแพงหินที่เคยหยุดชะงัก บัดนี้เมื่อมีบาร์นีย์คอยแบกหินแม่น้ำก้อนใหญ่ๆมาวางให้ถึงที่ เขาก็ทำหน้าที่เพียงแค่ใช้สกิล ‘เชื่อม’ และ ‘ฉาบดินเหนียว’ เท่านั้น การก่อกำแพงชั้นใน และการขึ้นโครงหลังคาจั่ว ที่เคยมืดมน บัดนี้สว่างไสวไปด้วยความหวัง
สายสัมพันธ์ข้ามเผ่าพันธุ์ระหว่างอดีตสถาปนิกหนุ่มจิ้งจอกจมูกเรดาร์ และหมีั์รถเครน ได้หล่อหลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียวขับเคลื่อนฟันเฟืองของบ้านหินในฝันให้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้
ตำนานของหมู่บ้านผู้บุกเบิกแห่งป่าต้องห้าม...ได้เริ่มวางโครงสร้างหลักเสร็จสิ้นแล้ว!
[คลาส: ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข ]
[เลเวลตัวละคร: Lv.2 ]
[สกิล: สถาปนิกแห่งพงไพร Lv.2, พันธสัญญาผู้อยู่อาศัยLv.2 ]
[ รายงานประชากรรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค:รวม 3 ชีวิต ]
[ลูกบ้านในพันธสัญญา:
ลูกบ้านอสูร (พันธสัญญาหลัก):
ฟินน์ (จิ้งจอกอสูรระดับ C)
บาร์นีย์ (หมีั์อสูร ระดับ A)