เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 144 เงาสังหาร

            พี่น้อง?

            ชายชราประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างพวกเขา ทันใดนั้นแววตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นชั่วร้าย

            หลินเฟิงกับทาสคนนี้รู้จักกัน?! และดูเหมือนว่าจะไม่ได้รู้จักกันแค่ผิวเผินเสียด้วย!

            เมื่อชายชราเห็นหลินเฟิงเดินเข้ามา ก็ทะยานร่างเข้าไปขวางหลินเฟิงทันทีแล้วกล่าวว่า “ไม่ว่าเมื่อก่อนพวกเจ้าจะมีความสัมพันธ์อะไรกันแต่ตอนนี้เขามีตราทาสแล้ว เขาเป็นทาสของพวกเรา!!!”

            “หากข้าประทับตราทาสบนหน้าเจ้า เจ้าก็กลายเป็นทาสใช่หรือไม่?”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทำให้ชายชราคนนั้นแสยะยิ้มออกมา “เจ้าอยากตาย?”

            “คนที่จะตายก่อนไม่ใช่พวกข้าอย่างแน่นอน”

            กล่าวจบ ลมปราณที่เย็นเยือกก็ถาโถมไปที่ร่างชายชรา

            “เหอะ! ช่างไม่รู้จักประมาณตัวเสียจริง!!!”

            ชายชราหัวเราะออกมา ก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งเข้าหาหลินเฟิงราวกับพายุและตบฝ่ามือออกไป

            “เคล็ดวิชาชักดาบ!”

            ท่ามกลางลมปราณที่เย็นยะเยือกเกิดแสงสว่างขึ้น หลินเฟิงชักดาบอ่อนออกมาแล้วระเบิดพลังที่แข็งแกร่ง เคล็ดวิชาชักดาบคือการสังหารคนในดาบเดียว

            แต่ชายชราไม่สนใจการโจมตีของหลินเฟิง เขาตบฝ่ามือออกไปอีกครั้งเพื่อชะลอคลื่นดาบจากนั้นอาศัยช่องว่างของคลื่นดาบพุ่งไปซัดฝ่ามือเข้าที่อกของหลินเฟิง

            “อ๊าก!”

            ร่างของหลินเฟิงปลิวไปกระแทกกับผนังลานประลองจนกระอักเลือดออกมา ทั่วร่างสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง

            “ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 7!”

            ฝูงชนพากันตกตะลึง ชายชราคนนี้แข็งแกร่งมากเขาบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 7 แล้วเมื่อเทียบกับหลินเฟิงที่เพิ่งบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 นับว่ายังห่างชั้นอยู่มากหลินเฟิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!!!

            ท่ามกลางสายตาของฝูงชน หลินเฟิงยันตัวลุกขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าหาชายชราก่อนจะปลดปล่อยลมปราณที่เย็นยะเยือกออกมาอีกครั้ง

            บรรยากาศในลานประลองเต็มไปด้วยจิตสังหารและลมปราณที่เย็นเยือก

            “เจ้าเป็นคนที่มีพรสวรรค์และมีอนาคต แต่น่าเสียดายที่ดันรนหาที่ตาย ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะช่วยสงเคราะห์เจ้า”

            ชายชรากล่าวเมื่อเห็นหลินเฟิงพุ่งมาหา “เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 แท้ๆ แต่คิดจะมาสังหารข้า?! ช่างเพ้อเจ้อจริงๆ”

            “ไม่จำเป็นต้องสังหารมัน แค่ประทับตราทาสลงบนตัวมันแล้วฝึกให้มันกลายเป็นอสูรจะดีกว่าถ้ามันเป็นทาสอยู่ที่นี่จนตาย!!!”

            ตอนนี้เองไป๋เจ๋อที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดแทรกขึ้นมาทำให้ชายชราชะงักไปชั่วขณะ แล้วหันมากล่าวประจบว่า “นายน้อยช่างฉลาดจริงๆนี่เป็นความคิดที่ดีมาก! เขาแข็งแกร่งกว่าอสูรหานเสียอีก ถ้าฝึกจนกลายเป็นอสูรล่ะก็คงทำเงินให้กับพวกเราได้ดีทีเดียว”

            “จัดการซะ” ไป๋เจ๋อกล่าวขณะจ้องมองหลินเฟิงอย่างชั่วร้าย

            หลินเฟิงไม่แม้แต่จะมองไป๋เจ๋อ เขายังคงพุ่งไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทุกๆ ก้าวเต็มไปด้วยจิตสังหารพลุ่งพล่าน

            “อ๊าก!!!” หานหมานคำรามราวกับสัตว์อสูรร่างของเขาสั่นเทิ้มอย่างบ้าคลั่งแต่ทว่าชายวัยกลางคนก็กระชากโซ่ที่คล้องคอเขาไว้แน่นทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

            ชายชราโจมตีหลินเฟิงอีกครั้งทำให้ร่างของหลินเฟิงปลิวไปกระแทกกับผนังลานประลองอีกครั้ง พร้อมกระอักเลือดออกมา

            เหมือนที่ชายชราได้กล่าวไว้ หลินเฟิงแข็งแกร่งก็จริงแต่เขาก็อยู่แค่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 ไม่มีทางสู้กับผู้ที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 7ได้

            ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 7 ถือได้ว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้ว!!!

            เมื่อหลิ่วเฟยและคนอื่นๆ เห็นร่างของหลินเฟิงถูกซัดกระเด็นออกมาทำให้พวกเขาต่างลุกขึ้นยืน และตรงไปยังลานประลองเชลยทันที

            “ช้าก่อน!”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยขวางทางพวกเขาไว้

            “อย่าขวางทางข้า” หลิ่วเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาทำให้เวิ่นอ้าวเสวี่ยยิ้มออกมาด้วยท่าทางขมขื่น

            “หลินเฟิงไม่มีทางชนะการต่อสู้ในครั้งนี้ได้ หากพวกเจ้าเข้าไปก็มีแต่จะไปตายเท่านั้น”

            “อย่าขวางทางข้า!” หลิ่วเฟยไม่สนใจสิ่งที่เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าว นางยังคงยืนยันหนักแน่น

            “ข้าจะไปเอง” เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าว ก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็นเงาสีขาวพุ่งไปยังลานประลองเมื่อมาถึงลานประลองเชลย เขาก็ไม่รีบร้อนเข้าไปช่วยหลินเฟิงทันที แต่กลับยืนอยู่ทางเข้าลานประลองแทนเขารู้สึกว่าหลินเฟิงไม่มีทางตายง่ายๆ แบบนี้แน่

            เมื่อเห็นหลินเฟิงลุกขึ้นมาโจมตีอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่าก็ทำให้เวิ่นอ้าวเสวี่ยรู้สึกประทับใจในการกระทำของหลินเฟิงเป็นอย่างมากเพื่อเพื่อนแล้ว ชายคนนี้สามารถทำได้ทุกอย่าง!!!

            พั่วจวินก็สัมผัสได้เช่นกัน แม้ว่าจะถูกประทับตราทาสลงบนหน้าแต่เพื่อนก็คือเพื่อน ไม่ว่าเพื่อนจะเป็นอะไร แต่พวกเขาก็ยังเป็นเพื่อนกัน! คนแบบนี้สิถึงคู่ควรได้รับความเคารพจากทุกคน!!!

            ดวงตาของหลินเฟิงกลายเป็นดำสนิท เขาเดินตรงไปข้างหน้าช้าๆภายในใจของเขาไม่มีความรู้สึกหรืออารมณ์ใดๆ มีเพียงความความคิดที่จะทำลายอีกฝ่ายให้ตายไปข้างหนึ่ง!!!

            “ตายซะ!”

            หลินเฟิงตะโกนออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว ก่อนที่กระบวนท่าดาบแห่งความตายจะพุ่งทะยานออกมาหมอกแห่งความตายสีเทาถาโถมไปที่ชายชราคนนั้น

            “นี่คงจะเป็นท่าไม้ตายของเจ้าแล้วสินะ?”

            ชายชรากล่าวขณะหัวเราะเยาะ ก่อนจะซัดฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปอย่างต่อเนื่องฝ่ามือเหล่านี้ล้วนทำลายหมอกแห่งความตายไปเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็ก็สลายหายไปแต่ถึงอย่างนั้นหลินเฟิงก็ไม่หยุดอยู่แค่นี้ เขาอาศัยจังหวะที่ชายชรากำลังทำลายหมอกแห่งความตายแทงเข้าไปที่ร่างของชายชราทันที แต่ทว่าก็ถูกฝ่ามือของชายชราปัดดาบจนกระเด็นหลุดมือ

            “เจ้าพยายามไปเพื่ออะไรกัน?”

            ชายชราเหยียดยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน

            “ลาก่อน!”

            ถึงแม้ว่าดาบจะกระเด็นหลุดมือไปแล้ว แต่หลินเฟิงก็ยังพุ่งมาด้านหน้าเขาก่อนจะเปลี่ยนฝ่ามือของตนให้กลายเป็นดาบและฟันไปที่ร่างชายชรา

            “หาที่ตาย!”

            ชายชรากล่าวพร้อมรอยยิ้มเย็นชาตรงมุมปาก เพียงแค่ฝ่ามือเดียวก็สามารถทำลายการโจมตีของหลินเฟิงได้อย่างง่ายดายมิหนำซ้ำฝ่ามือของชายชรายังทะลวงการโจมตีของหลินเฟิง และกระแทกที่อกของหลินเฟิงทำให้หลินเฟิงกระอักเลือดออกมา

            แต่อย่างไรก็ตามหลินเฟิงได้จับแขนของชายชราไว้แน่น เพื่อไม่ให้เขาถอยหนี การกระทำของเขาทำให้ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

            “เขากำลังจะทำอะไร?”

            การกระทำของหลินเฟิงเป็นการรนหาที่ตายชัดๆ!!!

            ดูเหมือนว่าจะมีบาดแผลขนาดใหญ่บนหน้าอกของหลินเฟิง และเพราะการโจมตีเมื่อครู่ของชายชราทำให้หน้าอกของหลินเฟิงปรากฏรูปฝ่ามือที่น่ากลัวขึ้นมา

            แต่หลินเฟิงก็ยังไม่ปล่อยแขนของชายชราเขาบีบแขนของชายชราไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้างของเขา

            สายตาของทุกคนจ้องมองไปที่หลินเฟิง คนคนนี้บ้าไปแล้วหากยังดื้อดึงเช่นนี้ต่อไป เขามีสิทธิ์ตายได้!!! ทำไมถึงยังไม่ปล่อยมือของชายชราคนนั้นหลินเฟิง เจ้าหมอนี่อยากตายจริงๆ ใช่ไหม!!!

            เลือดบางส่วนของหลินเฟิงกระเด็นไปโดนหานหมาน ทำให้เขาหายใจเข้าออกอย่างหนักหน่วง

            ทันใดนั้นฝุ่นละอองที่อยู่ใต้ร่างของหานหมานเริ่มเคลื่อนไหวขึ้นมาแผ่นดินพลันสั่นสะเทือน พร้อมกับดวงตาสีแดงที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป

            ในไม่ช้า ดวงตาของหานหมานก็กลายเป็นสีเหลืองน้ำตาลคล้ายกับดิน ในดวงตาคู่นี้เต็มไปด้วยความโกรธแค้นชิงชังยากจะอธิบายได้

            “อ๊าก!!!”

            เสียงคำรามราวกับสัตว์ร้ายดังออกมาจากปากของหานหมานพื้นดินเริ่มสั่นไหวรุนแรงมากขึ้น พร้อมกับพายุก่อตัวขึ้นมาฝุ่นทรายบนพื้นดินพลันลอยขึ้นมาในอากาศอย่างต่อเนื่องทำให้มีทรายปกคลุมไปทั่วร่างกายของหานหมาน

            ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนหลังของหานหมานเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

            “เกิดอะไรขึ้น?”

            ชายวัยกลางคนส่งเสียงตะโกน เมื่อเห็นฝุ่นทรายลอยขึ้นมา

            ทันใดนั้นเอง โซ่ตรวนที่ล่ามหานหมานไว้ก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

            ชายชรากับหลินเฟิงที่กำลังต่อสู้กันอยู่นั้น เริ่มสังเกตเห็นเหตุการณ์แปลกๆนี้ พวกเขาหันไปมองด้านข้าง ก่อนจะเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ

            “หืม?”

            ชายชราเริ่มรู้สึกประหลาดใจ เมื่อหนังตาของเขาเริ่มกระตุก

            “จิตวิญญาณแห่งสวรรค์!”

            ทันใดนั้นดวงตาสีเทาของหลินเฟิงก็เปล่งประกายเจิดจ้าดุจพระอาทิตย์ขึ้นมา

            ตั้งแต่ที่จิตวิญญาณแห่งสวรรค์ได้ตื่นขึ้นมาหลินเฟิงไม่เคยใช้พลังของมันเลย และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะใช้มัน!

            ประกายแสงสว่างที่เจิดจ้า ทำให้ชายชรารีบหลับตาลงและถอยออกมาเขาพยายามจะซัดฝ่ามือออกไปอีกครั้ง โดยหวังว่าหลินเฟิงจะกระเด็นออกไปเหมือนทุกครั้ง แต่ทว่าหลินเฟิงยังคงจับแขนเขาไว้อยู่

            เมื่อหลินเฟิงไม่ยอมปล่อยให้เขาถอย ชายชราก็กระโจนขึ้นไปในอากาศโดยดึงหลินเฟิงขึ้นมาด้วย

            “เงา… สังหาร!”

            หลินเฟิงพูดพึมพำออกมา ทุกการเคลื่อนไหวของชายชราคนนี้ล้วนตกอยู่ในดวงตาแห่งสวรรค์

            ในเวลาเดียวกันร่างของหลินเฟิงก็กลายเป็นเงา ก่อนที่ลมปราณอันเย็นยะเยือกจะถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับหยาดโลหิตที่สาดกระจายในอากาศ

            “เงานั่นมัน!”

            ฝูงชนพากันตัวสั่นขึ้นมา พวกเขาเห็นร่างของชายชรากับหลินเฟิงหยุดนิ่งอยู่กับที่แต่ทว่าด้านหลังของหลินเฟิงกลับไร้ซึ่งเงาของตัวเอง นั่นมันเงาสังหาร!

            “เพียงเพราะเจ้าแข็งแกร่งกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะสังหารเจ้าไม่ได้!”

            น้ำเสียงเฉยชาดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ ทันใดนั้นเลือดก็ทะลักออกมาจากลำคอของชายชราอย่างบ้าคลั่งก่อนที่ร่างของเขาจะตกลงสู่พื้น!!!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน