เต็มกมลรู้สึกตัวตื่นขึ้น กวาดสายตามองไปรอบห้อง ทันทีที่ภาพทุกอย่างปรากฏชัดแก่สายตา ร่างบางที่ยังคงนอนขดตัวอยู่มุมหนึ่งของห้องสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นพรวดพราด ภายในห้องมืดมิด มีเพียงแสงไฟส่องลอดช่องมาจากทิศทางหนึ่ง ทำให้มองเห็นสิ่งรอบตัวได้รางๆ เป็เงาตะคุ่ม ดวงตากลมโตคู่สวย มองรอบกายอย่างหวาดหวั่น หล่อนถอยหลังแนบชิดฝาผนัง โดยไม่รู้ตัว หัวใจที่เคยสงบ บัดนี้ เต้นเร็วแรง เหมือนมีกลองรัวอยู่ข้างใน ประสาทััทั้งห้า บอกหล่อนโดยอัตโนมัติ ให้ระแวดระวังความปลอดภัย
นี่มันที่ไหน!? เกิดอะไรขึ้น!? แล้วหล่อนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!? คำถามมากมายผุดขึ้นในสมอง หล่อนพยายามลำดับเหตุการณ์ เท่าที่จำได้ หล่อนกำลังเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด กำลังรอรถโดยสารประจำทาง ในขณะที่ไม่ทันตั้งตัว ก็มีอะไรบางอย่างััเข้ากับจมูกปาก มันมีอานุภาพพอที่จะทำให้หล่อนหมดสติไปในทันทีโดยไม่ทันรู้ต้นสายปลายเหตุ ใช่แล้ว! หล่อนโดนโปะยาสลบ !
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับหล่อน!? โดนลักพาตัว!? หล่อนถูกพวกมิจฉาชีพลักพาตัวเพื่อนำไปขายหรืออย่างไร? ข้อสันนิษฐานนานัปการ ถูกตั้งขึ้นในหัวเต็มไปหมด แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้หล่อนรู้สึกกลัวมาก และอยากร้องไห้ คิดถึงพ่อมากที่สุด นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นมากับชีวิตหล่อน?
“กริ๊ก” เสียงเหมือนดังอยู่ใกล้ๆ ประตูห้องถูกผลักออกช้าๆ แสงจากด้านนอกทำให้มองเห็นเงาของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้น รูปร่างสูงโปร่ง ก้าวเข้ามาช้าๆ อย่างมั่นคง ร่างนั้นหยุดยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่เหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง ก่อนที่แสงไฟบนเพดานจะถูกเปิดขึ้นสว่างจ้า ทำให้ร่างบางที่ซุกตัวอยู่มุมหนึ่ง ต้องยกมือบดบังดวงตาโดยสัญชาติญาณ ก่อนที่สายตาจะค่อยๆปรับให้คุ้นชินกับแสงสว่างตรงหน้า
“ฟื้นแล้วเหรอ? ยินดีต้อนรับกลับบ้านเก่า” เสียงห้าวทุ้ม ดังก้องกังวานในโสตประสาท แต่ในความรู้สึกของเต็มกมล มันเหมือนเสียงที่ดังมาจากนรกอเวจี หล่อนลุกขึ้นขยับถอยหนี เพิ่งสังเกตเห็นว่าภายในห้องสี่เหลี่ยมโดยรอบ ทำจากไม้ซุงขนาดใหญ่ผ่าซีก กั้นเป็ผนังทั้งสี่ด้าน ดูเป็ระเบียบ แ่า และน่าสะพรึงกลัวในความรู้สึกของหล่อนในเวลานี้ ผนังไม้ทั้งสี่ด้านถูกทาทับไว้ด้วยน้ำยาเคลือบเงา เพื่อเพิ่มความงดงามแวววาวให้มองเห็นลายไม้ตามธรรมชาติอย่างชัดเจน หล่อนมองไปรอบๆ เห็นเพียงโต๊ะเก้าอี้ทำจากท่อนไม้ใหญ่ เข้าชุดกันวางอยู่ตรงมุมด้านหนึ่ง มีแคร่นอน ที่มีเบาะนอนเก่าๆ พร้อมหมอน ผ้าห่ม ที่อยู่ในสภาพเดียวกันวางอยู่อย่างเป็ระเบียบ ชิดฝาผนังฝั่งด้านหนึ่ง หน้าต่างบานหนึ่งถูกเปิดแง้มไว้เล็กน้อยเหมือนปิดไม่สนิท แต่มองออกไป ก็ไม่เห็นอะไร นอกจากความมืด
“คุณเป็ใคร??!! จับฉันมาทำไม?” หล่อนร้องถามออกไป พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น ทั้งๆที่ภายในใจยังคงเต้นโครมคราม ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตา คมเข้ม เหยียดยิ้มมุมปาก สายตาคมกร้าวคู่นั้นมองมาทางหล่อนอย่างดุดัน สองเท้าที่กำลังก้าวเข้ามาช้าๆ เหมือนเสือร้ายที่กำลังเดินเข้าหาเหยื่อที่ติดกับหมดทางรอดหยุดนิ่ง คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน แววตาของหญิงสาวตรงหน้าที่มองมาทางเขา เหมือนคนไม่เคยรู้จักกันเลยนั้น มันยิ่งสร้างความรู้สึกเจ็บแค้น ชิงชังให้แก่เขายิ่งนัก ใช่!..หล่อนอาจจะเสแสร้งแกล้งลืมได้ แต่สำหรับเขา ไม่มีวัน เขาจะไม่มีวันลืมหน้าตา และทุกๆอย่างที่เป็หล่อนได้แน่นอน เพราะหล่อนได้สร้างแผลร้ายลงในใจเขา จนมันบาดลึก ยากเกินจะเยียวยา ไม่ว่านานแค่ไหน? หรืออาจจะตลอดชีวิตของเขาก็ไม่อาจลืมเลือนไปได้ง่ายๆแน่ และเขาก็รอเวลานี้มานานมาก...นาน..เหลือเกิน
“อะไรกัน เวลาแค่ 3-4 ปี มันทำให้คุณความจำเสื่อม ลืมทุกอย่างระหว่างเราได้ลงเชียวหรือ? ตรีชฎา!” น้ำเสียงเข้มห้วนห้าวเน้นทุกคำพูดอย่างมั่นคงชัดเจน
“พูดอะไรของคุณ? ฉันไม่รู้เื่ ปล่อยฉันออกไปเถอะนะ คุณจะทำกับฉันอย่างนี้ไม่ได้นะ” หล่อนร้องะโออกไป ผู้ชายตรงหน้า ถ้าไม่บ้าก็สติไม่ดีแน่ๆ จู่ๆมาทึกทักพูดเองเออเอง โดยที่หล่อนไม่เห็นรู้เื่ด้วย นี่เขาคงไม่ได้ดูละครมากไปจนเพี้ยน คิดว่าตัวเองเป็พระเอก จับตัวนางเอกมากักขังไว้ เหมือนในละครหรอกนะ
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? มากกว่านี้ ผมก็ทำได้ คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ชีวิตของคุณ มันไม่ได้เป็ของคุณ มานานแล้ว น่าจะรู้ดี ถือว่าคุณโชคดีที่ครั้งนั้นรอดไปได้ แต่ขอแสดงความเสียใจล่วงหน้า กับการกลับมาครั้งนี้”
คำพูดที่ยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจของอีกฝ่าย ทำให้เต็มกมลเริ่มที่จะเครียด หล่อนไม่ชอบอะไรที่มันคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ไม่ชอบการคาดเดาเอาเอง หล่อนแน่ใจว่ามันต้องมีอะไรที่เข้าใจผิดกันอย่างแน่นอน ผู้ชายคนนี้พูดกับหล่อนเหมือนคนเคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งที่หล่อนแน่ใจว่าเพิ่งเคยเจอเขาครั้งแรก คำพูด น้ำเสียง และ แววตา ท่าทาง มันเหมือนคนที่มีความโกรธแค้นกันอย่างมากมาย อาจจะเรียกได้ว่าโกรธแค้นกันมาแต่ชาติที่แล้วก็ยังได้ และหล่อนจะไม่ยอมเก็บความสงสัยไว้คนเดียวแน่
“ขอโทษนะคะ ฉันคิดว่า นี่มันต้องเป็เื่ที่เข้าใจผิดกันแน่ๆ ฉันไม่ใช่คนที่คุณคิด ฉันมั่นใจว่า ฉันไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน และฉันก็ไม่เข้าใจด้วยว่าคุณพูดถึงเื่อะไร?” น้ำเสียงที่พยายามให้ดูสุภาพหนักแน่นจริงใจ แววตามั่นคง ไม่หวาดหวั่น คิดว่าเขาคงรับฟัง ดูๆไปเขาคงไม่ใช่คนที่เลวร้ายจนพูดจาดีๆกันไม่เข้าใจ หล่อนสังเกตจากแววตาคู่นั้นที่จ้องมองหล่อนมันดูเหมือนมีไฟที่สามารถทำลายทุกอย่างให้มอดไหม้เป็จุณในพริบตา ขณะเดียวกันก็ดูอบอุ่น และ อ่อนโยนอย่างไรชอบกล ถึงแม้ภายนอกท่าทาง และคำพูดของเขาจะดูแข็งกร้าวและดุดันเพียงใด
แต่หล่อนกลับคิดผิดไปถนัด คำพูดของหล่อนกับท่าทางนิ่งๆที่มองเขา โดยไม่หวั่นเกรงนั้น มันกลับกลายเป็สิ่งท้าทายเขาเกินไป ร่างสูงเริ่มเดือดดาล พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับโทสะที่กำลังพลุ่งพล่านเต็มที่
หล่อนยังมีหน้ามาตีหน้าซื่อ บอกว่าไม่เคยรู้จักเขา และไม่รู้เื่ราวในอดีตอันเลวร้ายของตัวเอง นี่ถ้าเขาไม่รู้เช่นเห็นชาติ เห็นตัวตนที่แท้จริงของหล่อนมาแล้ว เขาคงหลงเชื่อท่าทางใสซื่อนั่นอีกแน่ๆ ให้ตายสิ! หล่อนนี่มันน่าจะไปเป็ดาราหนังซะจริง หล่อนแสดงบทบาทเสแสร้งได้แเีอย่างหาตัวจับได้ยากจริงๆ
เต็มกมลยังพยายามทำใจดีสู้เสือ ลอบสังเกตร่างสูงที่ยืนนิ่งมองมาทางหล่อนเหมือนอยากจะฉีกเป็ชิ้นๆ หญิงสาวถอยหลังจนชนกับผนัง เริ่มรู้สึกหวาดๆ ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ท่าทางและแววตาเขาดูไม่น่าไว้ใจ พยายามนึกคำพูดที่ฟังแล้วดูดี เพื่อที่เขาจะคล้อยตามและยอมทำตามที่หล่อน้า
“ฉันชื่อ เต็มกมล ฉันจะไม่เอาเื่คุณ จะไม่บอกตำรวจด้วย และจะไม่บอกใครๆทั้งนั้น แค่คุณปล่อยฉันกลับไป เื่ทุกอย่างก็จะจบ นี่มันก็แค่เื่เข้าใจผิดกัน” เขายังคงยืนนิ่ง ไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงแววตาดุดันคู่นั้น ที่จ้องมองหล่อนนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น หล่อนคงไม่รู้หรอกว่า เขากำลังนับหนึ่งถึงสิบในใจ เพื่อให้อารมณ์ที่มันกำลังจะถึงจุดเดือดลดลง บรรยากาศโดยรอบยามนี้ดูจะหนาวเหน็บขึ้นจนรู้สึกอึดอัด หล่อนเดาไม่ถูกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร แต่สำหรับหล่อนคิดแค่เพียงพยายามหาคำพูดที่ฟังดูเข้าท่า มาโน้มน้าวใจเขาอย่างไรดี?
“หรือคุณ้าเงิน? ถ้าเป็เื่นั้น ฉันไม่มีหรอกนะ พ่อฉันไม่ได้มีเงินมากมายหรอก ฉันไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร ฉันเป็แค่..” หล่อนพูดยังไม่ทันจบ นิ้วเรียวแข็งก็กระชากข้อมือบางเข้าหาโดยแรง ร่างบางเซถลาปะทะกับอกกว้าง หญิงสาวใอ้าปากค้าง ฝืนตัวเองไว้เต็มที่ พยายามดิ้นรนแกะมือที่แข็งราวคีมเหล็กนั้นออก แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็ผลสักนิด
“เลิกแต่งเื่โกหกซะที ผมไม่ใช่เด็กสามขวบ ที่คุณจะมาล้อเล่นได้ ต่อให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหน ต่อให้เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนบุคลิกการแต่งตัว คุณก็ยังเป็คุณ ผมยังจำได้เสมอไม่มีวันลืม ตรีชฎา!!” จบคำพูดพร้อมกับร่างบางถูกผลักเซถลาลงไปกระแทกบนแคร่ไม้โดยแรง หล่อนมองอีกฝ่ายด้วยอาการหวาดผวา รู้สึกเจ็บที่ข้อมือและบั้นเอวตำแหน่งที่ถูกกระแทกโดยแรงจนต้องนิ่วหน้า
“ฉันพูดความจริง ฉันไม่เคยรู้จักผู้หญิงที่ชื่อตรีชฎาเลยด้วยซ้ำ ปล่อยฉันไปเถอะนะ อย่าทำอะไรฉันเลย เราไม่เคยมีอะไรเกี่ยวข้องกัน จับฉันมาทำไม? ปล่อยฉันไปเถอะ” น้ำตาใสๆเริ่มคลอดวงตาคู่สวย เ้าตัวพยายามบังคับไม่ให้มันไหลลงมาตอนนี้ ยอมรับกับตัวเองว่าหล่อนกลัวมากจริงๆ
“มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ? แค่คำขอร้องง่ายๆไม่กี่คำ แถมด้วยบีบน้ำตาสองสามหยด คิดว่าผมจะใจอ่อน ยอมปล่อยคุณไปงั้นเหรอ? ถ้าคิดอย่างนั้น ก็โง่สิ้นดี คุณคงไม่รู้หรอกว่าผมรอวันนี้มานานมากแค่ไหน กว่าจะได้ตัวคุณมามันยากเย็นแสนเข็ญ จะให้ปล่อยไปง่ายๆ คงไม่ต้องมาเรียกผมว่า..นายจอมทัพ..แห่งไร่ภูแสนดาวแล้ว และอย่าหวังเลยว่าคุณจะหนีรอดไปจากที่นี่ได้ คุณยังต้องอยู่ชดใช้ความผิดที่คุณทำไว้อีกนาน อ้อ! แล้วขอเตือน! ถ้าคุณฉลาด อย่าพยายามคิดหนีเป็อันขาด คงรู้นะ ว่าผลของมันคืออะไร?” พูดจบเขาก็เดินจากไปพร้อมประตูที่กระแทกปิดตาม เสียงของมันทำให้หล่อนถึงกับสะดุ้งสุดตัว ผู้ชายคนนั้นจากไป พร้อมความหวังที่มีก็ค่อยๆเลือนหายไปด้วย หล่อนได้ยินเสียงเหล็กกระทบกัน เดาเอาว่าน่าจะเป็เสียงคล้องกุญแจจากด้านนอก เต็มกมลรีบวิ่งตามไป หล่อนพยายามใช้เรี่ยวแรงที่มีทุบประตูโดยแรง พยายามร้องะโขอความช่วยเหลืออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็ผลทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหอบเหนื่อยของตัวเอง ร่างบางค่อยๆทรุดลงอย่างหมดแรงตรงหน้าประตูนั้นเอง
เต็มกมลมองไปรอบๆห้อง คิดไปถึงอนาคตของตัวเอง ไม่คิดว่าหล่อนจะโชคร้ายขนาดนี้ ั้แ่เกิดมาไม่เคยเลยสักครั้งที่จะทำให้ใครเดือดร้อน หล่อนเป็ลูกที่ดีของพ่อแม่ และเป็เด็กดีของครอบครัว ชีวิตส่วนใหญ่ถึงแม้จะเที่ยวเล่นสนุกสนานไปตามประสากับเพื่อนฝูงบ้าง แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเกินขอบเขต ทำอะไรไม่เหมาะไม่ควร ไม่เคยทำตัวเองเสียหาย ไม่เคยทำร้ายใคร แล้วทำไมพระเ้าต้องเล่นตลกกับชีวิตหล่อนให้ต้องมาเจอะเจอกับเื่ร้ายๆอย่างนี้ด้วย หล่อนคิดถึงพ่อ คิดถึงเพื่อนๆ และญาติๆ หล่อนตั้งใจทำให้พ่อประหลาดใจกับการกลับบ้านโดยที่หล่อนไม่ได้บอกใครล่วงหน้า ป่านนี้ทุกคนจะรู้หรือเปล่า? ว่าหล่อนกำลังเผชิญกับชะตากรรมอันเลวร้ายนี่? คิดมาถึงตอนนี้ น้ำตาเ้ากรรมก็พาลไหลเอาดื้อๆ ทั้งๆที่โดยปกติแล้ว หล่อนไม่ใช่คนที่จะร้องไห้ เสียใจ หวั่นไหวกับอะไรง่ายๆอย่างนี้
ชั่วครู่ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความมืดดังเดิม ร่างบางซุกตัวอยู่ในมุมหนึ่งสั่นสะท้าน สะอึกสะอื้น หวาดกลัวเหมือนเด็กๆ นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่หล่อนรู้สึกสับสน และหวาดกลัวได้มากมายขนาดนี้ หวาดกลัวกับอนาคต ที่ยังไม่รู้เลยว่ามีอะไรกำลังรอหล่อนอยู่บ้าง การอยู่ในห้องมืดโดยไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง ไม่กล้าแม้แต่จะลุกขึ้นยืนด้วยซ้ำ ความมืดที่รายล้อมรอบกาย ความหนาวเหน็บที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในนรกขุมที่ลึกที่สุดยังไงยังงั้น คอยให้ถึงพรุ่งนี้ก่อนเถอะ หล่อนยังคงมีความหวัง ไม่แน่นี่อาจเป็แค่คืนฝันร้ายของหล่อน เมื่อหล่อนลืมตาตื่นอีกครั้ง บางทีเื่เลวร้ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด อาจเป็เพียงความฝัน ไม่มีการลักพาตัว ไม่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยว พรุ่งนี้หล่อนอาจอยู่ท่ามกลางครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่ ตายาย ทุกคนที่หล่อนรัก นั่นเป็ความหวังเดียวของหล่อน ก่อนสติสัมปชัญญะจะดับวูบไป ด้วยความเหนื่อยล้า