ยานลำเก่าค่อย ๆ ยกตัวออกจากโรงเก็บใต้บ้านทางเหนือ ตัวถังสั่นครางต่ำเหมือนสัตว์ที่ถูกปลุกจากการหลับใหลยาวนานเกินไป
แรงลมจากใบพัดกวาดพื้นขาวขึ้นเป็นวงกว้าง หิมะผงหนาทึบหมุนวนรอบตัวบ้าน กลืนรอยเท้า รอยลาก และคราบเลือดที่แข็งติดอยู่บนพื้นไม้แตก ๆ จนทุกอย่างเบื้องล่างค่อย ๆ หายไปในม่านสีขาวขุ่น บ้านหลังนั้นเล็กลงทีละนิดผ่านกระจกข้าง ผนังไม้ที่เอียง หลังคาที่ถูกน้ำหนักหิมะกดจนเหมือนกำลังคุกเข่า ไฟเก่าที่ติด ๆ ดับ ๆ ใต้ชายคา และช่องมืดของประตูที่พวกเขาเพิ่งทิ้งไว้ข้างหลัง
ไม่มีใครพูด
ความเงียบในห้องโดยสารไม่ได้ว่างเปล่า มันแน่น หนัก และเย็นกว่าลมด้านนอก มันกดอยู่บนหัวไหล่ของทุกคนเหมือนผ้าชุบน้ำแข็งผืนใหญ่ แรงสั่นจากตัวเครื่องไหลผ่านพื้นโลหะขึ้นมาตามฝ่าเท้า ผ่านกระดูกหน้าแข้ง แล้วกระแทกอยู่ในอกเป็นจังหวะต่ำ ๆ ไม่สม่ำเสมอ กลิ่นน้ำมันเก่า กลิ่นสายไฟร้อน กลิ่นโลหะชื้น และกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ติดมาจากห้องเก็บของใต้บ้านปะปนกันในอากาศแคบ ๆ จนทุกลมหายใจเหมือนต้องผ่านเครื่องจักรก่อนถึงปอด
คาเอลนั่งอยู่ใกล้กลางยาน มือขวาจับสายรัดนิรภัยแน่นเกินจำเป็น สายรัดหนังสังเคราะห์เก่าในมือเย็นและแข็ง มีรอยแตกตามขอบจนบาดผิวเล็กน้อย เขารู้สึกถึงความเจ็บนั้นชัดเจน นิ้วของเขาเจ็บจากการกำมาตั้งแต่ก่อนยานยกตัวขึ้น แต่เขายังไม่ปล่อย
ความเจ็บเล็ก ๆ ที่ฝ่ามือเป็นของจริง เรียบง่าย และจับต้องได้
มันง่ายกว่าความเจ็บอย่างอื่น
ฝั่งตรงข้ามมีที่นั่งว่างอยู่หนึ่งที่
ไม่มีใครวางของทับมัน
ไม่มีใครนั่งแทน
ไม่มีใครบอกว่ามันเป็นที่ของลูน่า
แต่ทุกคนรู้
ผ้าผืนเล็กที่เคยคลุมไหล่เด็กหญิงอยู่บนตักของโวร่า เธอไม่ได้กอดมัน ไม่ได้ลูบมัน ไม่ได้ก้มมองมันด้วยซ้ำ เพียงวางมือทับไว้เหมือนกำลังตรึงบางอย่างไม่ให้หลุดออกจากร่าง ดวงตาสีซีดของเธอมองผ่านกระจกด้านข้างออกไปยังทิศที่หิมะกับความมืดกลืนกันจนแยกไม่ออก ไม่ใช่ทิศของบ้าน ไม่ใช่ทิศที่ยานกำลังไป แต่เป็นทิศที่ลูน่าถูกลากหายไปใต้โลก
ลมกระแทกตัวเครื่องอีกครั้ง ห้องโดยสารเอียงเล็กน้อย แจ็กซ์สบถเบา ๆ แล้วรีบจับขอบที่นั่งไว้ กระเป๋าเครื่องมือที่เขาวางข้างเท้าเลื่อนไปชนผนังดังปึก เขาก้มลงดึงมันกลับมา กอดไว้แน่นเกินกว่าจะเป็นเพียงเพราะกลัวของหล่น
“เสียงมันดังไป” เขาพึมพำ
ไม่มีใครถามว่าเสียงไหน
เสียงเครื่องยนต์ เสียงลม หรือความเงียบที่เด็กหญิงคนหนึ่งทิ้งไว้ในห้องโดยสาร
มิเลียเผลอมองที่นั่งว่างอีกครั้ง แล้วรีบหันกลับมาเร็วเกินไป เหมือนถูกจับได้ว่าทำบางอย่างผิด ทั้งที่ไม่มีใครตำหนิเธอ
มิเลียนั่งถัดจากนิกซ์ มือข้างหนึ่งวางใกล้เด็กหนุ่มแต่ไม่ได้แตะ ราวกับเธอกำลังรอให้เขาเลือกเองว่าจะขยับเข้าหาหรือถอยออกไป นิกซ์กอดแขนตัวเองแน่น คอเสื้อปิดส่วนหนึ่งของเส้นคล้ำใต้ผิว แต่ปิดไม่หมด เส้นเหล่านั้นเคลื่อนช้า ๆ ตามจังหวะชีพจรผิดธรรมชาติ เหมือนรากสีดำกำลังหายใจอยู่ใต้เนื้อมนุษย์
เอียนนั่งใกล้ประตูด้านข้างที่สุด เขาไม่ได้ดึงสายรัดแน่นเท่าคนอื่น มือหนึ่งจับสายรัด อีกมือวางบนเข่า สายตามองสลับระหว่างกระจก มุมปีกยาน และกระแสหิมะที่ถูกลมพัดผ่านด้านนอก ไม่ใช่สายตาของคนตื่นกลัว แต่เป็นสายตาของคนที่อ่านถนน แม้ถนนนั้นจะอยู่กลางฟ้า
ด้านหน้าห้องโดยสาร ร่างสนามของไอออนถูกยึดเข้ากับแท่นควบคุมชั่วคราว สายเชื่อมต่อหลายเส้นลากจากข้อมือและหลังคอของหุ่นเก่าเข้าสู่แผงควบคุม ดวงตาสีฟ้าข้างเดียวสว่างนิ่งกว่าไฟทุกดวงในยาน เสียงของเขาดังออกจากลำโพงที่ผนังพร้อมเสียงแทรกเบา ๆ เหมือนฝุ่นติดอยู่ในสายไฟ
“คลังเวชภัณฑ์ชีวภาพอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดกิโลเมตร ถ้าลมไม่แย่กว่านี้ เราจะถึงก่อนค่ำ”
แจ็กซ์เงยหน้าขึ้นทันที
“ถ้ากระแสลมแปรปรวนเกินขีดจำกัดล่ะ”
ไอออนเงียบไปครึ่งวินาที
“ในสภาพปัจจุบัน ยานลำนี้ตอบคำถามนั้นไม่ได้ครับ”
แจ็กซ์หัวเราะแห้ง ๆ ครั้งหนึ่ง เสียงนั้นตายตั้งแต่ยังไม่พ้นคอ
“เยี่ยม อย่างน้อยมันก็ซื่อสัตย์”
ไม่มีใครรับมุก
นอกกระจก หิมะเม็ดแข็งกระแทกผ่านแสงไฟหน้าเป็นเส้นสั้น ๆ แล้วหายไปในความมืด ตัวเครื่องสั่นต่ำเหมือนกำลังฝืนหายใจผ่านปอดที่มีน้ำแข็งเกาะอยู่ข้างใน
ไฟเตือนสีเหลืองดวงหนึ่งกะพริบขึ้นเหนือประตู แล้วดับลงเองโดยไม่มีใครแตะ
เสียงหัวเราะที่คาเอลเคยได้ยินจากแจ็กซ์เมื่อหลายวันก่อนเหมือนอยู่ไกลออกไปมาก ไกลราวกับเป็นเสียงจากอีกโลกหนึ่ง โลกที่ยังมีเวลาสำหรับคำประชดและความกลัวที่ปลอมตัวเป็นเรื่องตลก ตอนนี้แม้แต่แจ็กซ์ก็พูดน้อยลง ทุกคำของเขามีเงาของคนหนึ่งคนติดอยู่ข้างหลัง
ซอเรน
คาเอลนึกถึงชายคนนั้นในนครเน็กซัสล่าง ร่างที่ถูกพิษของโรชกัดกินช้า ๆ ใบหน้าซีด เหงื่อเย็น กลิ่นยาเก่าในห้องใต้เมือง เสียงแจ็กซ์ที่พยายามไม่สั่นตอนถามว่ายังช่วยได้ไหม
พวกเขาออกจากบ้านโวร่าแล้ว
ทิ้งรอยหิมะไว้ข้างหลัง
ทิ้งลูน่าไว้ในความมืด
และกำลังบินไปหายาที่อาจช่วยอีกคนได้ทันเวลา
คำว่า “อาจ” หนักกว่าที่ควร
ยานตกวูบเมื่อผ่านหลุมอากาศ ทุกคนถูกสายรัดกระชากไว้พร้อมกัน เสียงโลหะเก่าครางตามรอยต่อเหนือศีรษะ โวร่าไม่ได้ขยับมือออกจากผ้าแม้แต่นิดเดียว
มิเลียขยับตัวเล็กน้อย สายรัดเสียดสีกับเสื้อกันหนาวของเธอเป็นเสียงเบา ๆ คาเอลรู้สึกได้ว่าเธอกำลังมองเขา ไม่ใช่จ้อง ไม่ใช่กดดัน แค่เฝ้าดูเหมือนคนที่กลัวว่าถ้าเขาเงียบเกินไป เขาจะหลุดไปในที่ที่เธอเอื้อมไม่ถึง
เขาไม่หันไป
ถ้าหันไป เขาอาจเห็นคำถามในดวงตาเธอ
เลือกแล้วใช่ไหม
รับไหวไหม
เขาไม่รู้ว่าตัวเองมีคำตอบให้เธอหรือไม่
ไอออนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม
“เป้าหมายหลักคือสารยับยั้งชีวภาพทางทหาร มีโอกาสชะลอพิษชีวภาพระดับโรชได้ หากสภาพสารยังไม่เสื่อมสภาพเกินเกณฑ์”
แจ็กซ์มองขึ้นทันที คราวนี้ไม่มีมุกในสีหน้าเขา
“โอกาสเท่าไร”
ไอออนหันดวงตาข้างเดียวไปทางเขาช้า ๆ
“ยังคำนวณไม่ได้ครับ”
“ฉันไม่ได้ถามหาคำตอบสวย ๆ” แจ็กซ์พูด เสียงต่ำกว่าปกติ
“ฉันแค่ถามว่าเขาเหลือเวลาเท่าไร”
ห้องโดยสารเงียบลงอีกชั้น
มิเลียเป็นคนตอบแทนไอออน
“ถ้าได้ยาภายในหนึ่งหรือสองวัน ยังมีโอกาส” เธอพูดช้า ๆ เลือกคำอย่างระวัง ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะรู้ดีเกินไป
“ถ้าช้ากว่านั้น พิษอาจเริ่มทำลายระบบประสาทและอวัยวะอย่างถาวร ต่อให้ได้ยาก็อาจแค่ยื้อ”
แจ็กซ์พยักหน้า
ครั้งเดียว
เร็วเกินไป
เหมือนถ้าเขาพยักช้ากว่านั้น เขาจะต้องยอมรับความหมายทั้งหมดของประโยค
“งั้นก็ไม่มีอะไรต้องคุย” เขาพูด
“เราเสียเวลาไม่ได้”
คำว่า “เรา” ของเขาดังเบา แต่หนักพอให้โวร่าหันหน้ากลับมาครึ่งหนึ่ง
เธอมองแจ็กซ์ก่อน แล้วมองไอออน
สุดท้ายดวงตาเธอมาหยุดที่คาเอล
“แล้วลูน่าล่ะ”
ไม่มีใครขยับ
แม้แต่เสียงเครื่องยนต์ก็ดูเหมือนห่างออกไปครู่หนึ่ง
คาเอลรู้ว่าคำถามนี้ต้องมา เขารู้ตั้งแต่ตอนสั่งขึ้นยาน เขารู้ตั้งแต่ตอนหันหลังให้บ้านหลังนั้น เขารู้ตั้งแต่เห็นช่องว่างบนที่นั่งฝั่งตรงข้าม แต่การรู้ล่วงหน้าไม่ได้ทำให้มันเบาลงเลย
โวร่าไม่ได้ขึ้นเสียง
ไม่ได้ถามซ้ำ
ไม่ได้เอ่ยชื่อด้วยน้ำเสียงแตกหัก
แค่นั้นเองที่ทำให้มันแย่กว่า
ไอออนตอบก่อนคาเอลจะหายใจเข้าเต็มปอด
“สัญญาณของลูน่ายังคงอยู่ครับ”
มือของโวร่าบนผ้าผืนเล็กกดลงแน่นขึ้นจนผ้ายับใต้ฝ่ามือ
“งั้นทำไมเรายังไม่ไป”
ไอออนเงียบไปนานกว่าทุกครั้ง
“จากบ้านทางเหนือ เราตามเธอผ่านเครือข่ายไฮฟ์ไม่ได้ เส้นทางที่พาเธอไปไม่ได้อยู่บนพื้นผิว ยานจับร่องรอยความร้อนไม่เจอ ถ้าไล่ตามตอนนี้ เราจะเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่มีพิกัด ไม่มีแผนที่ และอาจไม่มีทางกลับ”
โวร่ามองเขานิ่ง
ดวงตาของเธอไม่ได้เปลี่ยน แต่บรรยากาศรอบตัวเธอเย็นลง
“นายพูดยาวเกินไป”
ไอออนก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ขอโทษครับ”
เธอหันมาหาคาเอลแทน
คราวนี้ไม่มีเครื่องจักรให้ตอบแทนเขา
คาเอลรู้สึกถึงสายตาของทุกคน แม้บางคนไม่ได้มองตรง ๆ แจ็กซ์ก้มหน้ามองกระเป๋าเครื่องมือ นิ้วโป้งถูขอบโลหะซ้ำไปซ้ำมา มิเลียมองเขาโดยไม่พูด นิกซ์หายใจเบากว่าปกติ เอียนยังมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่คาเอลรู้ว่าเขาฟังทุกคำ
เขาอยากพูดว่าเราจะกลับไป
อยากพูดว่าเขาไม่มีทางปล่อยเด็กคนนั้นไว้
อยากพูดว่าเขาเองก็เห็นผ้าผืนนั้นบนตักโวร่า และช่องว่างบนที่นั่ง และใบหน้าลูน่าตอนเธอเรียกหาพี่โวร่าอยู่ในหัวซ้ำ ๆ จนแทบหายใจไม่ออก
แต่คำเหล่านั้นไม่มีทางพาพวกเขาไปหาลูน่าได้
คำเหล่านั้นช่วยซอเรนไม่ได้
คำเหล่านั้นอาจฆ่าทุกคน
เขามองพื้นโลหะใต้เท้า เห็นรอยสนิม เห็นน็อตหนึ่งตัวหลวม เห็นคราบน้ำแข็งที่ละลายเป็นหยดเล็ก ๆ แล้วไหลตามร่องพื้นไปติดใต้รองเท้าของมิเลีย เห็นทุกอย่างชัดเกินไปในช่วงที่ไม่ควรเห็นอะไรนอกจากคนตรงหน้า
ถ้าหันยานกลับตอนนี้ล่ะ
ความคิดนั้นไม่ใช่แผน
มันเป็นเสียงของเด็กหญิงที่เคยเรียกชื่อโวร่าในคืนหนาว เสียงเล็ก ๆ ที่เขาจำได้แม้ไม่มีใครพูดออกมา
พี่โวร่า
คาเอลกัดฟันจนกรามเจ็บ
ซอเรนมีพิกัด
มีเวลาจำกัด
เขาต้องการยา
ส่วนลูน่ามีสัญญาณชีพอยู่
แต่ไม่มีทาง
ไม่มีทางไปหาเธอ
ความคิดนั้นเรียบง่ายและเย็นชาเกินไปจนเขาเกลียดมัน
“เราต้องไปเอายาก่อน” คาเอลพูด
โวร่าไม่กะพริบตา
คาเอลเงยหน้ามองเธอเต็ม ๆ และบังคับให้ตัวเองพูดต่อ
“ไม่ใช่เพราะลูน่าไม่สำคัญ”
ลมหายใจของเขาสะดุดไปครึ่งจังหวะ
คำชื่อนั้นทำให้ผ้าบนตักโวร่าขยับเพราะนิ้วเธอกำแน่นขึ้นอีก
“แต่ตอนนี้ซอเรนยังมีทางช่วย ลูน่ายังมีสัญญาณชีพ แต่เราไม่มีพิกัด ไม่มีเส้นทาง และไม่มีเครื่องมือที่จะตามเธอ ถ้าไล่เข้าไปตอนนี้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้พบเธอ หรือพาทุกคนไปตาย”
โวร่าถามเสียงเบามาก
“ถ้าเป็นมิเลียล่ะ”
อากาศในยานเหมือนถูกดึงออกไปชั่ววินาที
แจ็กซ์เงยหน้าขึ้นทันที นิกซ์ตัวแข็ง มิเลียไม่ขยับ แต่แววตาของเธอสั่นเพียงนิดเดียว คาเอลรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกรีดผ่านอกโดยไม่ทิ้งเลือด
คำถามนั้นไม่ยุติธรรม
และเพราะไม่ยุติธรรม มันจึงแทงตรงที่สุด
ถ้าเป็นมิเลีย
ถ้าคนที่หายไปในหิมะคือเธอ
ถ้าสัญญาณที่ยังไม่ดับเป็นของเธอ
ถ้าเขาต้องนั่งอยู่ตรงนี้แล้วเลือกไปช่วยคนอื่นก่อน
มือของคาเอลกำสายรัดแน่นขึ้นจนเล็บจิกลงในหนัง
เขาไม่รู้
นั่นคือความจริงที่เลวร้ายที่สุด
เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะเลือกแบบเดียวกันได้ไหม
และความไม่รู้นั้นทำให้เขาไม่กล้าตอบเร็วเกินไป
มิเลียมองเขา
เธอไม่ได้ช่วยเขา ไม่ได้พูดแทน ไม่ได้ลดน้ำหนักของคำถาม เธอเพียงอยู่ตรงนั้น ห่างจากเขาไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน แต่ระยะนั้นกว้างพอให้เขาต้องเดินผ่านคำตอบของตัวเองไปหาเธอ
“ฉันอาจไม่ได้ดีไปกว่าเธอ” คาเอลพูดในที่สุด เสียงของเขาเบาและแห้งกว่าที่ตั้งใจ
“แต่ฉันยังต้องเลือก”
โวร่านิ่งไป
“นั่นไม่ใช่คำตอบ”
“ใช่” เขาพูด
“เธอพูดถูก”
เขาเว้นไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ
“เพราะฉันเองก็ไม่มีคำตอบที่ดีพอ”
ความเงียบตามหลังประโยคนั้นไม่ได้แตกออกทันที
ไอออนไม่พูด แจ็กซ์หลบตา มิเลียก้มลงมองมือของตัวเองชั่วครู่ นิกซ์หายใจสั่น เอียนหันมามองคาเอลเป็นครั้งแรกเต็ม ๆ สายตาของเขาไม่มีคำชม ไม่มีคำปลอบ มีแต่การรับรู้ของคนที่เคยเห็นการตัดสินใจในสนามรบซึ่งไม่มีคำตอบใดถูกต้อง
โวร่าค่อย ๆ หันหน้ากลับไปทางหน้าต่าง
“งั้นก็อย่าเสียเวลา” เธอพูด
ไม่มีใครตอบ
แต่ยานบินเก่าพุ่งเข้าสู่หิมะที่หนาขึ้นกว่าเดิม
ข้างนอก โลกกลายเป็นสีขาวกับเทา เส้นขอบฟ้าหายไปในม่านพายุ เมฆต่ำกดลงจนเหมือนท้องฟ้าจะบดตัวยานให้จมกลับสู่พื้น หิมะชนกระจกหน้าเป็นเม็ดแข็ง ๆ ดังรัวเหมือนทรายปนเศษกระดูก ไฟภายในห้องโดยสารกะพริบเป็นช่วงเมื่อยานสั่นแรงขึ้น
ไอออนปรับกำลังเครื่องยนต์ลงเล็กน้อย แผงควบคุมด้านหน้าแสดงเส้นทางเป็นแสงสีฟ้าขาด ๆ หาย ๆ
“ลมด้านหน้าปั่นป่วนขึ้น เราต้องลดระดับลงใต้แนวเมฆต่ำ”
เอียนหรี่ตา มองผ่านกระจกด้านข้าง
“ลดต่ำแค่ไหน”
“ต่ำกว่าระดับสันเขาเฉลี่ยสามสิบเมตร”
เอียนเงียบไปครู่หนึ่ง
“ไม่ดี”
ไอออนหันกล้องข้างหนึ่งไปทางเขา
“ด้านบนเสี่ยงเสียแรงยกมากกว่า”
“ด้านล่างเป็นหุบเขาแคบ” เอียนพูด
“ลมจะไม่ไหลตรง มันจะหมุน”
ไอออนตอบทันที
“แผนที่บอกว่าร่องซ้ายลมนิ่งกว่า”
เอียนยังมองออกไปข้างนอก
“ไม่”
เขาหรี่ตาเล็กน้อย
“ลมนิ่งแค่ใกล้พื้น ไม่ใช่ข้างบน”
แจ็กซ์เหลือบมองทั้งสองคน
“นี่เรากำลังให้คนใช้ตาเปล่าเถียงกับระบบนำร่องยุคโบราณอยู่ใช่ไหม”
เอียนไม่สนใจเขา
“ดูหิมะตรงสันนั้น” เขาชี้ไปทางกระจกด้านซ้าย
“มันไม่ได้ปลิวออก มันหมุนกลับขึ้น ลมชนผาแล้วดีดขึ้น ถ้าอะไรบางอย่างกระโจนจากขอบนั้น มันจะถูกยกสูงกว่าที่ระบบคำนวณจากพื้น”
ไอออนเงียบ
นานพอให้เสียงพายุเติมช่องว่าง
แผงข้อมูลด้านหน้ากะพริบหลายครั้ง เส้นลมบนจอเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีเหลือง เส้นเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นตามแนวสันเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอยู่บนจอ ราวกับเครื่องเพิ่งเห็นสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งเห็นก่อนมัน
“ยืนยัน” ไอออนกล่าว
“คุณอ่านลมถูกต้อง”
แจ็กซ์หันไปมองเอียน
“ฉันจะจดไว้ว่า วันหนึ่งมนุษย์เอาชนะเครื่องจักรได้ด้วยการมองหิมะ”
เอียนตอบเรียบ ๆ
“ถ้านายรอดก็จด”
แจ็กซ์หุบปาก
คาเอลมองเอียนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปทางไอออน
“เส้นทางอื่นล่ะ”
“กำลังคำนวณครับ”
“ไม่จำเป็น” เอียนพูด สายตายังไม่ละจากสันหิมะ
“เลี่ยงสันเขาซ้าย อยู่กลางช่องลม อย่าเข้าใกล้ผาที่มีหิมะหมุน”
ไอออนตอบหลังจากหยุดเพียงเล็กน้อย
“เส้นทางดังกล่าวจะเพิ่มเวลาการเดินทางประมาณสิบสองนาที”
แจ็กซ์บีบกระเป๋าเครื่องมือแน่นขึ้น
สิบสองนาที
คาเอลได้ยินตัวเลขนั้นเหมือนมันหล่นลงกลางห้องโดยสาร
สิบสองนาทีสำหรับยาน
สิบสองนาทีสำหรับพายุ
สิบสองนาทีสำหรับซอเรน
เขากำลังจะพูดให้ทำตามเอียน แต่นิกซ์ยกมือขึ้นกดข้างหูเสียก่อน
ไม่ใช่ท่าทางเจ็บปวดแบบตอนฝูงกรีดเสียงเข้าใส่ ไม่ใช่การดิ้นหนีเสียงที่มากเกินไป แต่เป็นการฟังอย่างตั้งใจจนลมหายใจเขาขาดเป็นช่วง ๆ
มิเลียขยับเข้าใกล้ทันที
“นิกซ์”
เด็กหนุ่มไม่ตอบทันที ดวงตาของเขามองต่ำลงไปที่พื้นยาน ราวกับโลหะใต้เท้าโปร่งใสและเผยให้เห็นบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปใต้หิมะหลายสิบเมตร
“เสียงบางอย่าง” เขากระซิบ
โวร่าหันกลับมาทันที
คาเอลรู้สึกได้ว่าคำพูดนั้นแตะบางอย่างในห้องโดยสารเหมือนไฟเย็น
“เสียงอะไร” เขาถาม
นิกซ์กลืนน้ำลาย ลำคอขยับแข็ง ๆ
“เหมือนหัวใจเล็ก ๆ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“หลายดวง เต้นไม่พร้อมกัน”
มือของโวร่าบนผ้าขยับ
นิกซ์รีบส่ายหน้า เหมือนเขารู้ทันทีว่าทุกคนกำลังคิดอะไร
“ไม่ใช่…ไม่ใช่ของเด็กคนเดียว” เสียงเขาสั่น
“มันเยอะเกินไป”
ไม่มีใครพูด
คำว่า “หัวใจเล็ก ๆ” ยังลอยอยู่กลางอากาศ
คาเอลรู้สึกว่าโวร่ากำลังมองเขาอีกครั้ง แต่เขาไม่หันไป เขามองนิกซ์แทน มองเส้นสีดำใต้ผิวบริเวณคอเด็กหนุ่มที่เคลื่อนเร็วกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย
“ตำแหน่ง”
นิกซ์หลับตาแน่น
“รอบ ๆ เรา”
แจ็กซ์หน้าซีดลง
“คำตอบแย่มาก แต่ขอบใจนะ”
“ไม่ใช่รอบแบบล้อม” นิกซ์พูดเร็วขึ้น
“พวกมันเหมือนกำลังตามเสียง…ตามแรงสั่น…เครื่องยนต์ดังเกินไป”
ไอออนเสริมทันที
“ตรวจพบสิ่งมีชีวิตหลายจุด แต่พายุกวนสัญญาณ ผมอ่านระยะได้ไม่ชัดครับ”
แผงด้านหน้ากะพริบ จุดสีแดงเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นใต้เส้นทางยานแล้วหายไป ปรากฏใหม่ไกลกว่าเดิม แล้วหายอีกครั้ง เหมือนบางสิ่งขยับเร็วเกินระบบจับ หรือระบบยังไม่เข้าใจว่าควรมองมันแบบไหน
ทุกคนมองจอ
ยกเว้นเอียน
เขามองออกไปข้างนอก มองแนวสันหิมะที่อยู่สูงกว่าตัวยานไปทางซ้าย
“ไม่ใช่แค่ใต้หิมะ” เขาพูด
คาเอลหันไปทันที
เอียนชี้ออกไปในม่านขาว
“ดูสันนั้น มีอะไรเพิ่งดันขึ้นมา”
ยานเอียงแรงเมื่อกระแสลมกระแทกจากด้านข้าง ทุกคนถูกเหวี่ยงไปตามสายรัด นิกซ์ร้องเบา ๆ มิเลียจับไหล่เขาไว้ แจ็กซ์คว้ากระเป๋าเครื่องมือก่อนมันกระเด็นอีกครั้ง
จากหน้าต่างด้านซ้าย หิมะบนสันเขาไกลออกไปแตกกระจาย
ตอนแรกคาเอลคิดว่ามันเป็นเพียงหิมะถล่มเล็ก ๆ
แต่หิมะไม่ได้ไหลลง
มันพุ่งขึ้น
เงาดำร่างหนึ่งกระโจนออกจากสันหิมะด้วยแรงที่ไม่ควรมีในสิ่งมีชีวิตขนาดนั้น ขาหลังของมันยาวและงอผิดรูป กล้ามเนื้อโป่งเป็นก้อนใต้เกราะชีวภาพสีคล้ำ ซี่โครงด้านข้างกางออกเหมือนโครงร่มหัก ๆ พังผืดบางสีดำอมม่วงขึงระหว่างแขนกับลำตัวเพียงชั่ววินาที ก่อนลมพายุจะยกมันขึ้นสูงเกินกว่าการกระโดดธรรมดาหลายเท่า
มันไม่ได้บิน
แต่มันเหมือนถูกโยนขึ้นมาโดยโลกทั้งใบ
ร่างนั้นกระแทกเข้าด้านข้างยานดังสนั่น
โลหะครางยาว กรงเล็บขูดผิวยานเป็นเสียงแหลมจนทุกคนสะดุ้ง ไฟในห้องโดยสารดับวูบแล้วติดใหม่เป็นสีแดงฉุกเฉิน แจ็กซ์สบถออกมาเต็มเสียงเป็นครั้งแรก
“ตัวอะไรเกาะยานวะ!”
ไอออนตอบเร็วขึ้นกว่าปกติ
“ลักษณะใกล้เคียงเซิร์กลิง แต่ขาหลังกับพังผืดข้างลำตัวถูกปรับให้ใช้แรงลมช่วยกระโจน”
เสียงขูดยังคงดังต่อเนื่องด้านนอก
ครืดดดดด
ครืดดดดด
เหมือนมีมีดหลายเล่มพยายามแล่ผนังยานจากข้างนอก
โวร่าปลดสายรัดทันที
คาเอลหันไป
“โวร่า อย่าเพิ่ง”
เธอไม่ตอบ
เธอลุกขึ้นแล้วคว้ามีดพลังงานจากเอว แสงสีม่วงหม่นติดขึ้นในมือเธอเหมือนเงาที่ถูกลับจนคม
ไอออนเตือน
“ลมระดับนี้ไม่ควรเปิดประตูข้างครับ”
โวร่าเดินไปถึงประตูแล้ว
“งั้นก็อย่าเปิดกว้างสิ”
แจ็กซ์แทบลุกตาม
“เดี๋ยว ๆ ๆ ถ้าเธอหลุดออกไป ฉันไม่มีอะไหล่สำหรับประกอบนักฆ่าคืนให้นะ!”
โวร่าไม่แม้แต่จะมองเขา
คาเอลปลดสายรัดของตัวเอง ยืนขึ้นในจังหวะที่ยานสั่นอีกครั้ง พื้นเอียงจนเขาต้องจับพนักเก้าอี้ไว้ มือเจ็บแปลบ แต่เขาไม่สน สายตาเขาไปหยุดที่แผงด้านหน้า จุดสีแดงเพิ่มขึ้นอีกหลายจุดตามแนวหุบเขา
มันไม่ได้มาเพียงตัวเดียว
เงาดำอีกสามร่างพุ่งจากสันหิมะคนละมุม บางตัวกางพังผืดเร็วเกินไปจนลมฉีกผิวบางนั้นขาดกลางอากาศ ร่างมันหมุนคว้างแล้วกระแทกหน้าผา ก่อนแตกกระจายเป็นคราบดำบนหิมะ อีกตัวกระโจนไม่ถึง ตกลงสู่หุบเขาโดยไม่ส่งเสียงร้อง มีเพียงคราบเลือดมืดที่ถูกพายุกลืนทันที
แต่ตัวที่สามถึง
มันชนปีกด้านขวาของยานจนยานเอียงวูบ ทุกคนถูกเหวี่ยงไปอีกด้าน กระเป๋าเครื่องมือของแจ็กซ์กระแทกผนังเปิดออก เครื่องมือเล็ก ๆ กระจายเต็มพื้นดังกราว
“บ้าเอ๊ย!” แจ็กซ์ตะโกน
ไอออนรายงาน
“ปีกขวาตก ระบบพยุงตัวเริ่มรวน”
เอียนจับพนักแน่น แต่สายตายังอยู่ที่หน้าต่าง
“อย่าเลี้ยวเข้าซ้าย”
ไอออนตอบ
“เส้นทางซ้ายมีแรงลมน้อยกว่า”
“แรงลมน้อยกว่าตรงนี้ก็จริง” เอียนพูดเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย
“แต่สันซ้ายเป็นทางกระโดดของพวกมัน ถ้าเข้าไปใกล้ พวกมันจะขึ้นถึงยานได้ง่ายกว่าเดิม”
คาเอลมองจอ มองหน้าต่าง มองโวร่าที่กำลังรอให้ประตูเปิดแง้ม
ข้อมูลไม่พอ
พายุบังสายตา
จุดแดงกะพริบผิดจังหวะ
นิกซ์ได้ยินสิ่งที่ระบบไม่ได้ยิน
เอียนอ่านลมได้ก่อนที่ไอออนจะยืนยัน
โวร่ากำลังจะออกไปฆ่าอะไรบางอย่างที่เกาะยาน
แจ็กซ์กำลังมองเวลาที่ซอเรนไม่มี
ความคิดของคาเอลแตกเป็นเส้นหลายสิบเส้นในหัว เส้นทางหลบ เส้นทางชน ความเสี่ยงต่อปีก ความเสี่ยงต่อคนในยาน ความเสี่ยงต่อการเสียเวลา ถ้าเปิดประตูกว้างเกินไป โวร่าอาจถูกลมดึงออก ถ้าไม่เปิด ตัวที่เกาะอาจกัดสายควบคุม ถ้าลดระดับ พวกมันจะกระโจนถึงมากขึ้น ถ้าไต่ระดับในพายุ เครื่องยนต์อาจดับกลางอากาศ ถ้าอยู่ต่ออีกสามนาที อาจกำจัดฝูงชุดนี้ได้ ถ้าอยู่ต่ออีกสามนาที ซอเรนเสียสามนาทีที่ไม่มีใครคืนให้
เขาเห็นทุกอย่างเหมือนแผนที่เย็น ๆ
และเขาเกลียดที่มันช่วยเขาได้
“แจ็กซ์” คาเอลพูด
“ระบบช็อตผิวยานทำได้ไหม”
แจ็กซ์ที่กำลังคลานเก็บเครื่องมือเงยหน้าขึ้นทันที
“ถ้าเอาแบบปลอดภัย ทำไม่ได้ แต่ถ้ายอมเสี่ยงให้มันระเบิดใส่เรา—พอทำได้”
“เอาแบบที่สอง”
“ฉันเกลียดที่นายเริ่มเข้าใจมาตรฐานงานฉัน”
แจ็กซ์พุ่งไปที่แผงควบคุมด้านข้าง ดึงฝาครอบใต้เบาะออก สายไฟเก่าหลายเส้นโผล่ออกมาเหมือนไส้ของสัตว์โลหะ เขาคว้าเครื่องมือจากพื้น ยัดปลายสายเข้ากับกล่องพลังงานสำรอง มือเขาสั่น แต่ไม่ใช่เพราะกลัวอย่างเดียว มันเป็นความรีบร้อนที่มีชื่อของซอเรนติดอยู่ทุกการเคลื่อนไหว
“เป้าหมายด้านขวา” ไอออนแจ้ง
“ตัวที่สองกำลังกัดปีก”
เสียงโลหะฉีกดังขึ้นจากด้านนอก
ครากกก
ยานสะท้านทั้งลำ
โวร่ามองคาเอล
ไม่พูด
แค่รอคำอนุญาต
คาเอลมองมีดในมือเธอ เห็นนิ้วเธอนิ่งเกินไป นิ่งแบบที่ไม่ใช่การควบคุม แต่เป็นความโกรธที่ถูกบีบจนแบนราบ
“เปิดแค่พอแทง” เขาบอกไอออน
“รับทราบ”
ประตูข้างเลื่อนเปิดเพียงช่องแคบ ลมหนาวทะลักเข้ามาทันทีเหมือนน้ำแข็งแตกทั้งภูเขา เสียงพายุบาดหูจนบทสนทนาทุกคำถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ หิมะพุ่งเข้ามาในยานเป็นเส้นสีขาว เจ็บเหมือนเข็มเล็ก ๆ กระแทกผิวหน้า
โวร่าจับขอบประตูด้วยมือซ้าย มือขวาตวัดมีดออกไป
เธอไม่ได้ก้าวออกจากยาน
ไม่จำเป็น
ร่างของเซิร์กลิงสายกระโจนเกาะอยู่ข้างผนังยาน ครึ่งตัวซ่อนอยู่นอกสายตา กรงเล็บฝังเข้าไปในแผ่นเกราะจนโลหะบุบ พังผืดข้างลำตัวฉีกขาดเป็นแถบ ๆ กระดูกขาหลังข้างหนึ่งบิดผิดมุมจากแรงกระแทก แต่สิ่งนั้นยังพยายามกัดสายด้านนอกต่อ ราวกับความเจ็บไม่มีความหมายในระบบประสาทของมันอีกแล้ว
มีดของโวร่าฝังเข้าที่คอ
เสียงเนื้อไหม้ดังฉ่า เลือดสีดำถูกลมพัดกระจายเป็นละอองทันที ร่างมันกระตุก กรงเล็บขูดโลหะลึกกว่าเดิม แต่มันยังไม่หลุด เขี้ยวของมันกัดสายด้านนอกต่อทั้งที่คอถูกแทงทะลุแล้ว เหมือนร่างกายส่วนที่เหลือยังทำตามคำสั่งสุดท้ายโดยไม่สนว่าหัวควรตายไปแล้วหรือไม่
โวร่าบิดข้อมือ
ครั้งนี้มันถึงหลุดออกไปในพายุ
โวร่าแทงซ้ำเข้าไปในอากาศที่ว่างแล้ว
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
มีดของเธอกรีดผ่านหิมะและลม ไม่มีร่างให้ฟันแล้ว แต่ข้อมือเธอยังเคลื่อนต่อเหมือนร่างกายยังไม่ยอมรับว่าศัตรูตกไปแล้ว
คาเอลเห็น
“โวร่า”
เธอไม่ตอบ
จุดแดงอีกจุดเข้ามาจากด้านล่าง
นิกซ์ร้องเตือน
“ข้างล่าง!”
ร่างอีกตัวพุ่งขึ้นจากเงาหุบเขา คราวนี้มันไม่ได้ชนผนัง แต่มันกางพังผืดแล้วเกี่ยวกรงเล็บกับขอบประตูที่เปิดแง้มได้พอดี หัวแคบ ๆ ของมันโผล่เข้ามาในช่องประตู ฟันเรียงซ้อนกันเปียกเลือดและน้ำแข็ง กลิ่นคาวชื้นทะลักเข้ามาพร้อมลมหิมะ
โวร่าหมุนตัวสวนทันที เข่าของเธอกระแทกพื้นยานเพื่อยึดตัว มีดแทงเข้าใต้กรามมันจนปลายทะลุด้านบนของหัว ร่างนั้นดิ้นแรงมากจนประตูสั่น เธอดันมันออกไป แต่กรงเล็บข้างหนึ่งเกี่ยวขอบยานไว้แน่น
คาเอลก้าวไปช่วย แต่ยานเอียงอีกครั้ง เขาชนผนังเต็มไหล่ ความเจ็บแล่นวาบลงแขน
แจ็กซ์ตะโกนจากแผงไฟ
“พร้อมช็อตแล้ว! แต่ถ้าใครแตะผิวยานอยู่ก็กรุณาอย่าแตะต่อ!”
โวร่ายังจับขอบประตู
คาเอลตะโกน
“โวร่า ปล่อย!”
เธอไม่ปล่อย
เธอใช้มือดันมีดลึกขึ้น ดวงตาจ้องร่างเซิร์กลิงที่ดิ้นอยู่ใกล้หน้าเธอมากเกินไป เลือดดำกระเด็นใส่แก้มเธอเป็นจุดเล็ก ๆ เธอไม่หลบ ไม่กะพริบตา เหมือนไม่ได้มองสิ่งนั้น แต่กำลังมองหาอะไรที่อยู่ไกลกว่ามันมาก
ลูน่า
ชื่อที่ไม่มีใครพูดดังขึ้นในหัวคาเอล
“โวร่า!” เขาตะโกนอีกครั้ง คราวนี้เสียงแข็งกว่าเดิม
“หยุด! พอแล้ว!”
เธอหยุดช้ากว่าที่ควรหนึ่งจังหวะ
หนึ่งจังหวะเท่านั้น
แต่ในสนามรบ หนึ่งจังหวะคือคำตอบมากพอ
โวร่ากระชากมีดออก ปล่อยมือจากขอบประตูแล้วถอยเข้ามาในยาน แจ็กซ์กดสวิตช์ทันที
เสียงไฟฟ้ากระแทกผ่านโครงยานดังเปรี๊ยะยาว ผนังด้านข้างสว่างวาบเป็นเส้นสีฟ้าขาว ร่างเซิร์กลิงที่เกาะขอบประตูกระตุกอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อใต้เกราะชีวภาพหดเป็นคลื่น กลิ่นเนื้อไหม้กับโอโซนระเบิดเข้ามาพร้อมลมหนาว ก่อนกรงเล็บของมันจะคลายออกและร่างทั้งร่างถูกพายุฉีกหายไป
ประตูปิดกระแทกดังปัง
ห้องโดยสารกลับมาอับและแคบกว่าเดิมทันที
ทุกคนหอบหายใจ
โวร่ายืนอยู่ตรงประตู มีดในมือยังติดเลือดสีดำ เธอไม่มองใคร เลือดที่ไม่ใช่ของเธอไหลจากแก้มลงมาถึงปลายคาง แล้วหยดลงพื้นหนึ่งหยด
คาเอลมองเธอ
เธอไม่พูด
นั่นแหละที่ทำให้เขารู้ว่าเธอยังไม่กลับมาเต็มที่
ไม่มีใครขยับไปหาเธอทันที
แม้แต่แจ็กซ์ก็ไม่พูดมุก
ความเงียบนั้นไม่ได้เกิดจากศัตรูนอกยานอีกแล้ว
ไอออนรายงานเสียงนิ่งเกินกว่าบรรยากาศในยาน
“ไม่พบสิ่งมีชีวิตเกาะตัวยานแล้ว แต่อีกหลายจุดยังตามมาในแนวหุบเขา พวกมันกำลังหามุมกระโจนใส่เราครับ”
เอียนสบถเบา ๆ เป็นครั้งแรก
“พวกมันใช้ตัวเองวัดลม”
แจ็กซ์หันไปหาเขา
“ขอแบบที่ฟังแล้วอยากมีชีวิตต่อหน่อยได้ไหม”
“ทุกตัวที่ตกกำลังนำทางให้ตัวถัดไป” เอียนพูด
“แค่มีตัวหนึ่งถึงยาน”
“ตัวอื่นก็จะรู้ว่าต้องกะระยะยังไง”
นิกซ์ยกมือกุมหัว เสียงหายใจเขาถี่ขึ้น
“มันไม่กลัวตก” เขากระซิบ
“ตัวที่ตก…”
เขาหยุด กลืนน้ำลาย แต่เหมือนกลืนน้ำแข็งลงคอ
“มันไม่หาย”
“มันยังอยู่”
“อยู่รวมกัน”
มิเลียจับไหล่เขาแน่นขึ้น
“มองฉัน นิกซ์”
เขาพยายามทำตาม แต่ดวงตาเขายังสั่นเหมือนกำลังมองผ่านใบหน้าเธอไปไกลกว่านั้น
“มันกำลังฟังเครื่องยนต์” เขาพูด
“มันจดจำเราได้”
คำว่า “จำ” ทำให้ห้องโดยสารเย็นลงกว่าลมพายุ
คาเอลหันกลับไปที่แผงควบคุม จุดแดงยังเคลื่อนตามมาเป็นช่วง ๆ บางจุดหายไปตอนชนผา บางจุดหายไปในพายุ บางจุดขึ้นมาใกล้ยานมากขึ้นทุกครั้ง
ถ้าอยู่ต่อ เขาอาจหาวิธีลดจำนวนมันได้
ถ้าไต่ระดับตอนนี้ ยานอาจฝ่าพายุไม่ไหว
ถ้าเลือกเส้นทางอ้อม อาจเสียเวลา
ถ้าฆ่าทุกตัวที่ตามมา พวกเขาอาจปลอดภัยขึ้นอีกไม่กี่นาที
ถ้าเสียเวลาอีกไม่กี่นาที ซอเรนอาจตายอยู่ในห้องใต้เมือง ขณะที่พวกเขายังวนอยู่เหนือหุบเขา
คาเอลหลับตาครึ่งหนึ่ง
ในหัวของเขา เส้นทางกลายเป็นตัวเลขอีกครั้ง
สิบสองจุด
ปีกขวาที่เริ่มตก
เส้นทางอ้อมเพิ่มอีกสิบสองนาที
โอกาสเสียปีกขวา
ภาพโวร่าหลุดจากประตูถ้าปะทะรอบสอง
เสียงในหัวนิกซ์ที่ดังเกินไป
ลมหายใจของซอเรนที่ช้าลงเรื่อย ๆ
หยุด
เขากำมือแน่น
อย่าให้คนกลายเป็นค่าเสียหาย
อย่าให้ซอเรนกลายเป็นตัวจับเวลา
อย่าให้ลูน่ากลายเป็นสัญญาณ
อย่าให้โวร่ากลายเป็นอาวุธ
เขาลืมตาและมองพวกเขาทีละคน
โวร่าที่ยืนอยู่ตรงประตูพร้อมมีดเปื้อนเลือด
นิกซ์ที่กำลังหายใจเหมือนกลัวเสียงในตัวเอง
แจ็กซ์ที่มือสั่นแต่ยังไม่ยอมปล่อยแผงไฟ
มิเลียที่พร้อมจะคว้าใครสักคนกลับมา ทั้งที่ตัวเองก็แทบไม่เหลือแรง
เอียนที่อ่านลมต่อ ทั้งที่เลือดเล็ก ๆ เริ่มซึมตรงขมับจากแรงกระแทกก่อนหน้า
ถ้าเขาสั่งผิด คนที่ตายจะไม่ใช่ “หน่วย”
จะเป็นชื่อ
เสียงหนึ่งในหัวเขาเหมือนจะก่อตัวขึ้นจากความเย็นของระบบ ไม่ชัดพอเป็นคำ ไม่ลึกพอเป็นผู้ชี้นำ แต่พอให้เขารู้สึกถึงแรงดึงของความคิดที่ไม่ใช่มนุษย์
ตัดสินใจ
เลือกเป้าหมาย
ลดความสูญเสีย
“เราไม่สู้ต่อ”
โวร่าหันมาช้า ๆ
แจ็กซ์มองเขาเหมือนรอฟังประโยคนี้อยู่แล้ว
คาเอลหันไปหาไอออน
“ไต่ระดับเท่าที่ทำได้ ใช้เส้นกลางช่องลมตามที่เอียนบอก ไม่เข้าซ้าย ไม่ลดต่ำกว่านี้”
ไอออนตอบทันที
“รับทราบ”
“แจ็กซ์ ทำให้เครื่องยนต์เสียงไม่คงที่ได้ไหม”
แจ็กซ์กะพริบตา
“นายอยากให้ฉันทำให้เครื่องยนต์ของยานเก่าที่ใกล้ตายอยู่แล้วทำงานไม่คงที่มากกว่าเดิม?”
“ทำให้มันฟังจังหวะเราไม่ออก”
แจ็กซ์อ้าปากค้างครึ่งวินาที แล้วพยักหน้าเร็ว ๆ
“โอเค ฟังดูบ้าแต่มีเหตุผล ฉันทำได้ อาจทำให้เราอ้วกกันหมด แต่ทำได้”
เขาก้มลงดึงสายอีกชุด เสียงโลหะเปิดฝาครอบดังแกรก ๆ
“เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อฆ่าพวกมัน” แจ็กซ์พูดขณะมือทำงานเร็วขึ้น
“เราไปเอายา พวกมันอยากเล่นกระโดดหน้าผาก็ปล่อยให้เล่นไป”
เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยตอนท้ายประโยค
ไม่ใช่เพราะกลัวฝูง
แต่เพราะชื่อของซอเรนที่ไม่ได้เอ่ยออกมา
คาเอลหันไปหาโวร่า
เธอยังยืนตรงประตู
เลือดดำแห้งติดแก้ม
มีดในมือไม่ลดลง
“โวร่า” เขาพูดเบาลง แต่ยังชัด
“กลับมานั่ง”
เธอมองเขา
ในดวงตานั้นไม่มีน้ำตา ไม่มีคำโกรธ ไม่มีคำขอโทษ มีเพียงความว่างที่คมเกินไปเหมือนพื้นน้ำแข็งบาง ๆ ที่พร้อมแตกถ้าใครเหยียบผิดตำแหน่ง
ครู่หนึ่ง คาเอลคิดว่าเธอจะไม่ทำตาม
แล้วเธอเก็บมีด
เสียงใบมีดดับลงเบามาก
เธอเดินกลับไปนั่งที่เดิม ไม่รัดสายทันที เพียงนั่งลงแล้ววางมือทับผ้าผืนเล็กอีกครั้ง คราวนี้นิ้วของเธอเปื้อนเลือดดำ ทำให้ผ้ามีรอยสีคล้ำเพิ่มขึ้นตรงขอบ
คาเอลเห็น
เขาไม่พูด
บางอย่างไม่ควรถูกแตะด้วยคำพูดในตอนที่ยังสดเกินไป
ยานกระตุกแรงเมื่อแจ็กซ์ปรับจังหวะเครื่องยนต์ เสียงหึ่งต่ำเปลี่ยนเป็นจังหวะขาด ๆ หาย ๆ เหมือนหัวใจเครื่องจักรถูกบังคับให้เต้นผิดปกติ ยานสั่นสะเทือนมากขึ้น พื้นเหล็กใต้เท้ากระแทกขึ้นลงจนฟันของแจ็กซ์กระทบกันเบา ๆ
“ถ้าเรารอด” เขาพูด
“ฉันจะไม่ขึ้นอะไรที่บินได้อีกอย่างน้อยสามวัน”
ไอออนตอบจากด้านหน้าโดยไม่หันมา
“บันทึกไว้แล้วครับ”
แจ็กซ์ชะงักไปครึ่งจังหวะ
“ฉันไม่ได้หมายถึงให้บันทึกจริง”
เอียนจับขอบที่นั่งแน่นขึ้น
“เงียบ! ฟังเสียงลม”
“ฉันฟังอยู่ มันพูดว่าเรากำลังจะตาย”
“ไม่ใช่”
คำตอบสั้น ๆ ของเอียนทำให้แจ็กซ์เงียบไปจริง ๆ
ด้านนอก เงาดำอีกหลายร่างพุ่งจากสันหิมะขึ้นมา แต่จังหวะเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนทำให้การกระโจนของพวกมันผิดพลาด ตัวหนึ่งพุ่งสูงเกินไป ถูกกระแสลมหมุนเหวี่ยงจนหัวเฉี่ยวปีกยาน ก่อนหลุดหายไป อีกตัวกางพังผืดช้าไป ร่างทั้งร่างถูกลมกดลงไปกระแทกหิมะจนเกิดคราบดำกระจาย ตัวหนึ่งเกือบถึงประตูข้าง แต่ยานไต่ระดับพอดี กรงเล็บของมันขูดเพียงอากาศก่อนตกลงไปในความขาว
แต่มีตัวหนึ่งถึงส่วนท้าย
เสียงกระแทกดังขึ้นจากด้านหลังยาน ตามด้วยเสียงสัญญาณเตือนสั้น ๆ
[ส่วนหางยานเสียหาย]
ไฟแดงกะพริบถี่ขึ้น
ไอออนรายงาน
“ท้ายยานมีบางอย่างเกาะอยู่”
แจ็กซ์หน้าซีด
“ถ้ามันกัดส่วนนั้นขาด เราจะหมุนเป็นของเล่นเด็ก”
คาเอลมองระยะในจอ
พวกเขาใกล้พ้นแนวหุบเขาแล้ว
อีกไม่ถึงหนึ่งนาที
หนึ่งนาที
ตัวเดียว
ถ้าฆ่ามันตอนนี้ต้องเปิดช่องหลังหรือให้โวร่าเสี่ยงอีก
ถ้าไม่ฆ่า มันอาจกัดส่วนท้ายจนยานเสียการควบคุม
นิกซ์ลุกพรวดก่อนใคร
มิเลียจับแขนเขา
“นิกซ์”
เขาหันมามองเธอ ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น
“ผมได้ยินมันตรงนั้น”
“ไม่ต้องเข้าใกล้” คาเอลพูดทันที
“ผมไม่ต้องเข้าใกล้” นิกซ์ตอบ
เสียงเขาไม่เหมือนเดิม
ไม่ใช่เสียงฝูงเต็มรูปแบบ ไม่ใช่คำราม แต่มีชั้นเสียงต่ำแทรกอยู่ใต้คำพูด เหมือนอีกเสียงหนึ่งกำลังหายใจตามเขา
คาเอลก้าวเข้าหา
“นิกซ์”
เด็กหนุ่มยกมือขึ้นแตะผนังด้านหลังห้องโดยสาร พื้นผิวโลหะสั่นใต้ฝ่ามือเขา เส้นสีดำใต้ผิวแขนขยับเร็วขึ้นเหมือนรับเสียงจากผนังยาน เขาหลับตา ริมฝีปากสั่น
“อย่า…” มิเลียกระซิบ
แต่นิกซ์ส่งเสียงออกมาแล้ว
ไม่ใช่คำพูด
เป็นเสียงต่ำสั้น ๆ คล้ายแรงสั่นจากอกมากกว่าลำคอ
ห้องโดยสารเย็นวาบ
เสียงขูดด้านท้ายหยุดทันที
หนึ่งวินาที
สองวินาที
แล้วมีเสียงตะกุยรุนแรง เหมือนสิ่งที่เกาะอยู่ด้านนอกเสียจังหวะของตัวเอง กรงเล็บขูดโลหะอย่างไร้ทิศทาง ก่อนเสียงกระแทกสุดท้ายจะดังขึ้นและหายไปในพายุ
ไอออนรายงานช้าไปครึ่งวินาที
“มันหลุดจากท้ายยานแล้ว”
นิกซ์ลืมตา
เขาไม่ได้ยิ้ม
เขามองมือของตัวเองเหมือนเพิ่งใช้สิ่งที่ไม่ควรอยู่ในร่างเขา
มิเลียจับข้อมือเขาไว้ คราวนี้ไม่รอให้เขาขอ เธอจับไว้แน่นพอให้เขารู้ว่ามือเขายังเป็นมือมนุษย์
นิกซ์เสียงเบามาก
“ผมไม่ได้สั่งมัน”
คาเอลมองเขา
“นายแค่ทำให้มันเสียจังหวะ”
“แต่ผมรู้ว่าต้องทำยังไง”
ไม่มีใครมีคำตอบให้ประโยคนั้น
ยานบินเก่าพุ่งพ้นแนวหุบเขาในวินาทีถัดมา
พายุยังอยู่ แต่ลักษณะลมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แรงกระแทกจากด้านข้างลดลง หิมะยังชนกระจกหน้า แต่ไม่หมุนขึ้นจากสันผาอีก จุดแดงบนจอค่อย ๆ หายไปทีละจุด จนเหลือเพียงความว่างของระบบตรวจจับที่ไม่เคยน่าไว้ใจเท่าเดิมอีกแล้ว
ไม่มีเสียงเชียร์
ไม่มีใครถอนหายใจด้วยความโล่งเต็มที่
เพราะทุกคนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ชนะ
พวกเขาแค่ผ่าน
และข้างหลังพวกเขา ในหุบเขาสีขาวที่ค่อย ๆ ถูกพายุกลืน ฝูงเพิ่งเรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับท้องฟ้า
คาเอลกลับไปนั่งช้า ๆ มือของเขายังเจ็บจากการจับขอบที่นั่ง ไหล่ที่ชนผนังปวดตุบ ๆ เขารัดสายคาดตัวเองด้วยนิ้วที่แข็งเล็กน้อย แล้วมองไปยังที่นั่งว่างตรงข้ามอีกครั้ง
เขาสั่งถอย
เขาไม่ได้ตรวจสัญญาณหัวใจเล็ก ๆ ใต้หิมะ
เขาไม่ได้ให้โวร่าไล่ฆ่าต่อ
เขาไม่ได้หันยานกลับ
เขาเลือกเส้นทางไปเอายา
นี่คือชัยชนะหรือไม่
ถ้าเป็นระบบ มันคงมีข้อความบางอย่างขึ้นมา
[ภารกิจรอง: รอดชีวิตจากการโจมตี]
[สำเร็จ]
แต่ไม่มีข้อความนั้น
มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ถูกบังคับให้เต้นผิดจังหวะ เสียงนิกซ์หายใจไม่สม่ำเสมอ เสียงผ้าบนตักโวร่าถูกนิ้วกำจนยับ และเสียงในหัวคาเอลที่ยังถามซ้ำว่า ถ้าสัญญาณนั้นเป็นของลูน่าจริง ๆ เขาจะยังสั่งถอยได้ไหม
เขาไม่รู้
และเขาต้องเดินหน้าทั้งที่ไม่รู้
มิเลียมองเขาอยู่
คราวนี้เขาหันไปสบตาเธอ
ไม่มีคำถามในดวงตาเธอแล้ว มีแต่ความเหนื่อย ความกลัว และบางอย่างที่คล้ายการยอมรับว่าเขาไม่ได้ผ่านการตัดสินใจนี้โดยไม่เจ็บ
เธอเอื้อมมือมา
หยุดกลางอากาศครึ่งวินาที
คาเอลเห็นการหยุดนั้นชัดเกินไป เห็นความระวังเล็ก ๆ ที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ฐานอพยพ เห็นช่องว่างระหว่างนิ้วของเธอกับมือเขาเหมือนเป็นระยะทางยาวทั้งโลก
แล้วเธอก็วางมือลงบนหลังมือเขา
สัมผัสนั้นอุ่นกว่าทุกอย่างในยาน
ไม่มากพอจะลบเสียงพายุ
ไม่มากพอจะทำให้ที่นั่งว่างหายไป
แต่มากพอให้เขารู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้
คาเอลค่อย ๆ คลายนิ้วที่กำสายรัดออก
เขาไม่ได้จับมือเธอกลับทันที เพียงปล่อยให้มือเธออยู่ตรงนั้น และหายใจตามจังหวะนั้นครั้งหนึ่ง
สองครั้ง
สามครั้ง
ไอออนลดเสียงสัญญาณเตือนลง แสงไฟในห้องโดยสารกลับจากแดงฉุกเฉินเป็นสีเหลืองซีด ยานยังสั่น แต่ไม่เหมือนกำลังจะหลุดออกเป็นชิ้น ๆ อีกแล้ว
เอียนเช็ดเลือดที่ซึมตรงขมับจากแรงกระแทกตอนยานเอียง เขามองออกไปข้างนอกอีกครั้ง
“พวกมันจะทำได้ดีขึ้นครั้งหน้า”
แจ็กซ์เงยหน้าจากแผงไฟ
“ขอบใจมาก ฉันเพิ่งคิดว่าวันนี้อาจแย่ถึงที่สุดแล้ว”
“ฉันกำลังอธิบายสถานการณ์” เอียนตอบ
“ข้อมูลบางอย่างควรตายไปพร้อมกับคนคิดมัน”
“ผมเห็นด้วยกับคุณเอียนครับ” ไอออนกล่าว
แจ็กซ์หลับตาลงช้า ๆ
“ฉันเกลียดพวกนายทั้งคู่”
โวร่าพูดขึ้นเป็นครั้งแรกหลังนั่งลง
“พวกนั้นคืออะไร”
ไอออนหันดวงตาสีฟ้าไปทางเธอ
“ยังระบุชื่อทางการไม่ได้ แต่ขาหลัง พังผืด และวิธีกระโจนสอดคล้องกับเซิร์กลิงสายกระโจน”
“สายกระโจน” แจ็กซ์ทวน
“ฟังเหมือนชื่อที่คนตั้งตอนยังไม่เห็นมันกระแทกยาน”
ไอออนตอบ
“ชื่อเรียกอ้างอิงจากวิธีเคลื่อนที่ ไม่ใช่ความเสียหายที่มันสร้างครับ”
ไม่มีใครหัวเราะ
แต่บรรยากาศคลายลงเพียงนิดเดียว พอให้มนุษย์ยังจำได้ว่าตัวเองควรหายใจต่อ
คาเอลมองไอออน
“มันเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างขึ้น”
ไอออนเงียบ
ไม่ใช่แค่เพราะไม่มีคำตอบ แต่เหมือนกำลังเลือกว่าจะพูดได้มากเพียงใดโดยไม่ลากพวกเขาลงไปในหลุมอีกหลุม
“ข้อมูลยังไม่พอ” เขากล่าวในที่สุด
“แต่สิ่งที่เราเห็นไม่เหมือนการกลายพันธุ์แบบสุ่ม พวกมันปรับตัวร่วมกันเร็วเกินไป”
นิกซ์ก้มหน้าลง
“มันเก็บเสียงของตัวที่ตาย”
ทุกคนหันไปทางเขา
เด็กหนุ่มไม่มองใคร มือของมิเลียยังจับข้อมือเขาอยู่
“ตอนมันตก...” เขาพูดช้ามาก เหมือนแต่ละคำต้องดึงผ่านสิ่งเหนียวในลำคอ
“เสียงไม่ได้ดับ”
“มันรวมเข้าไป”
“ตัวอื่นได้ยิน”
เขากำข้อมือตัวเองแน่นขึ้น
“และตัวอื่นกระโดดดีขึ้น”
คาเอลเข้าใจในวินาทีนั้นว่าไฮฟ์ไม่ใช่แค่รัง ไม่ใช่แค่ที่อยู่ของฝูง แต่มันคือเครือข่ายที่ทำให้ความตายของตัวหนึ่งกลายเป็นประสบการณ์ของทั้งหมด
แจ็กซ์กลืนน้ำลาย
“ฉันขอถอนคำว่าอยากรู้เพิ่มเติม”
คาเอลหลับตาครึ่งหนึ่ง
ฝูงเรียนรู้จากความตายของตัวเอง
ไม่ใช่ความกล้าหาญ
ไม่ใช่การเสียสละ
ไม่ใช่ทหารที่เลือกตายเพื่อคนอื่น
เป็นข้อมูล
ร่างหนึ่งตกลงไป
มุมลมถูกบันทึก
กระดูกหัก
แรงกระแทกถูกบันทึก
พังผืดฉีก
ความเร็วลมถูกบันทึก
ตัวถัดไปกระโจนดีขึ้น
ความคิดนั้นเย็นจัดจนเขารู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งแทรกอยู่หลังซี่โครง
มนุษย์เรียนรู้จากความตายด้วยการไว้ทุกข์
ส่วนไฮฟ์เรียนรู้จากความตายด้วยการปรับตัว
ถ้าเขาเริ่มคิดเหมือนมันเมื่อไร
เขาจะรู้ตัวไหม
มือของมิเลียบีบข้อมือนิกซ์เบา ๆ
คาเอลลืมตา
เธอกำลังมองเด็กหนุ่ม แต่ภาพนั้นเหมือนเป็นคำเตือนที่ส่งมาถึงเขาด้วย
อย่าหายไป
เขาหายใจเข้า
กลิ่นโลหะร้อนยังอยู่
กลิ่นเลือดดำของเซิร์กลิงยังติดในอากาศจาง ๆ แม้ประตูปิดแล้ว มันปนกับกลิ่นน้ำมันและกลิ่นพลาสติกไหม้จากแผงไฟที่แจ็กซ์ช็อตจนเกินกำลัง ทำให้ทั้งยานเหมือนกล่องเหล็กที่เพิ่งรอดจากปากสัตว์แล้วถูกโยนเข้าสู่พายุอีกครั้ง
เวลาผ่านไปโดยไม่มีใครนับ
หิมะด้านนอกค่อย ๆ บางลงเล็กน้อย พื้นโลกใต้ยานเริ่มเปลี่ยนจากหุบเขาขาวเป็นพื้นที่ราบกว้างที่มีซากถนนเก่าถูกกลบครึ่งหนึ่ง เสาไฟล้มเรียงเป็นแนวเหมือนกระดูกสันหลังของเมืองที่ตายไปแล้ว รถบรรทุกทหารหลายคันถูกหิมะฝังจนเหลือแค่หลังคากับเสาอากาศโผล่ขึ้นมาเป็นจุดดำ ๆ บนผืนขาว ไม่มีควัน ไม่มีไฟ ไม่มีคน ไม่มีรอยเท้าใหม่
โลกหลังพายุไม่ได้เงียบ
มันฟังอยู่
คาเอลไม่รู้ว่าความคิดนั้นเป็นของเขาหรือเกิดจากสิ่งที่เพิ่งผ่านไป
ไอออนลดความเร็วลงเมื่อเส้นทางบนจอเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม
“เข้าใกล้เขตคลังเวชภัณฑ์ชีวภาพแล้ว สัญญาณพลังงานต่ำมาก แต่ระบบฉุกเฉินบางส่วนยังทำงาน”
แจ็กซ์ยืดตัวขึ้นทันที
“ยังมีไฟ?”
“ใช่”
“หลังจากโลกพัง หิมะทับ และไม่มีใครดูแลมานานขนาดนี้?”
“ใช่”
แจ็กซ์มองคาเอล
“นี่เป็นข่าวดีหรือข่าวแบบที่ประตูจะล็อกแล้วพยายามฆ่าเรา”
ไอออนตอบแทน
“เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง”
“ฉันจะถือว่าเครื่องจักรเริ่มมีอารมณ์ขัน และฉันไม่ชอบมันเลย”
เอียนโน้มตัวมองผ่านกระจกหน้า
“ตรงนั้น”
ห่างออกไปในม่านหิมะ มีเงาสีเทาเข้มของโครงสร้างขนาดใหญ่ฝังอยู่ใต้เนินน้ำแข็ง มันไม่ได้ตั้งตระหง่านเหมือนฐานทหารในแผนที่เก่า แต่เหมือนซากสัตว์ทะเลขนาดมหึมาที่ถูกหิมะกลบไว้จนเหลือเพียงสันหลังและช่องระบายอากาศโผล่ขึ้นมาเป็นช่วง ๆ เสาไฟฉุกเฉินรอบเขตบางต้นยังติดเป็นสีแดงจาง ๆ กะพริบช้า ๆ ท่ามกลางโลกสีขาว
แดง
ดับ
แดง
ดับ
เหมือนฐานทั้งฐานยังมีชีพจรของตัวเอง
เมื่อยานลำเก่าลดระดับเข้าไปใกล้ คาเอลเห็นรั้วสองชั้นที่ถูกหิมะดันจนเอียง ป้ายเตือนโลหะห้อยเอียง หลุดจากเสาไปครึ่งหนึ่ง ตัวอักษรถูกน้ำแข็งกัดจนอ่านได้เพียงบางส่วน
เขตกักกันชีวภาพ
เฉพาะผู้ได้รับอนุญาต
โครงการเทรชโฮลด์
และใต้ป้ายนั้น มีสัญลักษณ์อีกอันถูกขูดจนแทบหาย แต่คาเอลยังเห็นเส้นโค้งบางอย่างที่ทำให้ท้องเขาเย็นวาบ
โครงการไอดอลอน
โวร่าเห็นเหมือนกัน
มือของเธอกดทับผ้าแน่นขึ้น แต่สีหน้าไม่เปลี่ยน
ไม่มีใครถามว่าเธอรู้จักที่นี่ไหม
บางคำถามต้องรอจนมีพื้นให้ยืน ไม่ใช่กลางยานที่เพิ่งถูกฝูงเรียนรู้วิธีแตะฟ้า
ยานบินเก่าร่อนลงบนลานจอดที่ถูกหิมะกลบเกือบหมด ขาลงจอดกระแทกพื้นแข็งดังตึง ยานเอียงเล็กน้อยก่อนระบบพยุงจะล็อกตัว เสียงเครื่องยนต์ลดลงทีละชั้น จากคำรามเป็นหอบ จากหอบเป็นสั่นต่ำ จนสุดท้ายเหลือเพียงเสียงพายุข้างนอกกับเสียงโลหะที่กำลังเย็นตัวดังติ๊ก ๆ ตามผนังยาน
ไม่มีใครปลดสายรัดทันที
ราวกับทุกคนต้องใช้เวลายืนยันว่าพื้นใต้เท้าไม่ได้กำลังเคลื่อนอีกแล้ว
ไอออนเชื่อมระบบเข้ากับสัญญาณภายนอก แผงด้านหน้าแสดงเส้นข้อมูลเสียหายหลายชุดที่กะพริบขาด ๆ หาย ๆ ตัวอักษรเก่าโผล่ขึ้นแล้วดับเหมือนความทรงจำที่ถูกปลุกผิดเวลา
[ตรวจพบการเข้าถึงจากภายนอก]
[ระบบพลังงาน: ภาวะฉุกเฉิน]
[ระบบกักกัน: ทำงาน]
ไฟสีแดงบนลานจอดกะพริบพร้อมกันหนึ่งครั้ง
คาเอลมองออกไปทางกระจกหน้า
ประตูคลังหลักอยู่ห่างออกไปประมาณห้าสิบเมตร เป็นบานโลหะขนาดใหญ่ฝังอยู่ใต้เนินคอนกรีตที่หิมะปกคลุมครึ่งหนึ่ง เส้นไฟแดงเหนือกรอบประตูค่อย ๆ ติดขึ้นทีละดวง จากซ้ายไปขวา ช้าเกินไปเหมือนสิ่งที่หลับมานานกำลังลืมตา
ไอออนพูดเสียงต่ำกว่าปกติเล็กน้อย
“ระบบล็อกของโครงการเทรชโฮลด์และโครงการไอดอลอนยังทำงานอยู่”
แจ็กซ์เก็บเครื่องมือใส่กระเป๋า มือยังสั่นเล็กน้อย แต่สายตาของเขาไม่ละจากประตูนั้น
“ยานลงแล้ว ยาอยู่ข้างใน ใช่ไหม”
“ตามฐานข้อมูลเดิม ใช่ครับ”
“งั้นเราก็เข้าไป เอาของ แล้วกลับ”
ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะง่ายแบบนั้น
แต่ไม่มีใครพูดขัด
เพราะถ้าพูด ความกลัวจะมีรูปร่างชัดขึ้น
ไอออนเงียบไปอีกครั้ง แผงข้อมูลด้านหน้าแสดงข้อความเสียหายหลายบรรทัด
[กู้คืนเศษข้อมูลเก่า]
[กลุ่มตัวอย่าง: เซิร์กลิงสายพันธุ์แร็ปเตอร์]
[บันทึกการปรับตัว: ไม่สมบูรณ์]
[แฟ้มมาตรการตอบโต้: ถูกล็อก]
คาเอลอ่านข้อความนั้นช้า ๆ
สายพันธุ์แร็ปเตอร์
สิ่งที่เพิ่งกระแทกยานกลางพายุ
สิ่งที่พวกเขาคิดว่าฝูงเพิ่งพัฒนาขึ้น
เคยมีบันทึกอยู่ที่นี่แล้ว
แจ็กซ์หน้าแข็ง
“ทำไมคลังยาเก่าถึงมีไฟล์ของตัวที่เพิ่งพยายามกินยานเรา”
ไอออนไม่ตอบทันที
โวร่าลุกขึ้นช้า ๆ มีดยังอยู่ในฝัก แต่ท่าทางของเธอบอกชัดว่าพร้อมดึงมันออกมาในเสี้ยววินาที
นิกซ์ก้มหน้าลง มือแตะคอตัวเอง
“ข้างในมีเสียง”
มิเลียมองเขา
“แบบไหน”
นิกซ์ฟังอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่เหมือนฝูงข้างนอก” เขากระซิบ
“เหมือนมันอยู่ที่นี่มานานแล้ว”
ลมหิมะพัดผ่านลานจอดด้านนอก หอบผงขาวให้หมุนวนหน้าไฟแดงเหมือนเถ้ากระดูกในแสงเตือนภัย
คาเอลปลดสายรัด
เสียงคลิกเล็ก ๆ ดังชัดเกินไปในห้องโดยสาร
เขาลุกขึ้นยืนกลางยานที่ยังมีกลิ่นไหม้ เลือด และความกลัวติดอยู่ทุกผนัง มองประตูคลังที่ไฟแดงติดครบทุกดวงแล้ว
เขาไม่ได้เอาชนะพายุ
ไม่ได้เอาชนะไฮฟ์
ไม่ได้ช่วยลูน่า
ยังไม่ได้ช่วยซอเรน
เขาแค่พาทีมมาถึงประตูบานถัดไป
บางครั้งนั่นอาจเป็นทั้งหมดที่ผู้บัญชาการทำได้
ไม่ใช่พาคนไปยังชัยชนะ
แต่พาคนที่ยังหายใจอยู่ไปถึงโอกาสต่อไป ก่อนโลกจะกลืนพวกเขาอีกครั้ง
คาเอลหันมามองทุกคน
แจ็กซ์สะพายกระเป๋าเครื่องมือขึ้นไหล่ สีหน้าซีด แต่แววตาแน่วแน่ขึ้น มิเลียช่วยนิกซ์ลุกอย่างระวัง เอียนตรวจแนวยิงผ่านหน้าต่าง ก่อนก้มดูปืนในมือ โวร่ายืนเงียบตรงประตูข้าง ผ้าของลูน่าถูกพับเก็บไว้ในอกเสื้อด้านในใกล้หัวใจของเธอ
ไม่มีใครพร้อมจริง ๆ
แต่ทุกคนลุกแล้ว
คาเอลหันไปทางไอออน
“เปิดประตู”
ไอออนก้มศีรษะเล็กน้อย
“รับทราบ”
ประตูยานเลื่อนเปิดออก
ลมหนาวพุ่งเข้ามาทันที หิมะเม็ดแข็งกระแทกใบหน้าเหมือนโลกกำลังเตือนพวกเขาว่าสิ่งที่รออยู่ข้างนอกไม่ใช่ที่พัก ไม่ใช่คำตอบ และไม่ใช่ความปลอดภัย
คาเอลก้าวลงจากยานเป็นคนแรก
พื้นหิมะใต้รองเท้ายุบลงพร้อมเสียงกรอบแกรบแห้ง ๆ ความเย็นกัดผ่านพื้นรองเท้าขึ้นมาถึงฝ่าเท้า ลมจากทิศของคลังหอบกลิ่นสนิม กลิ่นน้ำแข็ง และกลิ่นบางอย่างคล้ายยาฆ่าเชื้อเก่าที่ถูกปิดตายไว้นานเกินไปเข้ามา
ประตูใหญ่ตรงหน้าเขาสั่นเบา ๆ
ไฟแดงเหนือกรอบประตูกะพริบอีกครั้ง
แล้วระบบที่หลับอยู่ใต้หิมะก็ส่งเสียงออกมาผ่านลำโพงแตกพร่า เสียงนั้นไม่ดัง แต่กระจายไปทั่วลานจอดเหมือนเสียงคนตื่นจากฝันร้ายแล้วเรียกชื่อคนที่ไม่ควรกลับมา
[ตรวจพบกลุ่มตัวอย่างภายนอก]
[ยืนยันร่องรอยโครงการไอดอลอน]
[กำลังกู้คืนมาตรการกักกัน]
คาเอลหยุดเดิน
ด้านหลังเขา โวร่าหยุดเช่นกัน
ปลายนิ้วของเธอแตะอกเสื้อด้านในตรงที่ซ่อนผ้าของลูน่าไว้ แล้วเกร็งค้างอยู่หนึ่งจังหวะ
ไม่มีใครถามว่า “ร่องรอย” หมายถึงใคร
เพราะไฟแดงทุกดวงบนประตูคลังพลันติดสว่างขึ้นพร้อมกัน ราวกับสถานที่ทั้งแห่งเพิ่งจำพวกเขาได้
ไอออนเงียบผิดปกติ
คาเอลหันไปมองเขา
“มีอะไร”
ดวงตาสีฟ้าข้างเดียวของไอออนสะท้อนแสงแดงจากประตูคลังนิ่งเกินไป
“แปลกครับ”
คาเอลรู้สึกว่าความหนาวไต่ขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง
“อะไรแปลก”
ไอออนตอบช้ากว่าทุกครั้ง
“ระบบนี้ไม่ควรรู้จักพวกเรา”
มิเลียหันมองคาเอลทันที
ไม่ใช่ด้วยคำถามว่าเขารู้อะไรหรือไม่
แต่ด้วยความกลัวว่าเขาจะพยายามหาคำตอบ ทั้งที่ยังไม่มีใครพร้อมรับมัน
เอียนขมวดคิ้ว สายตาเลื่อนไปตามขอบประตู รอยไฟแดง และช่องกล้องเก่าที่ฝังอยู่เหนือกรอบโลหะ
แจ็กซ์ค่อย ๆ ลดมือจากสายกระเป๋าเครื่องมือ
“หมายความว่าไง ไม่ควรรู้จัก”
ไม่มีใครตอบเขา
โวร่ากำผ้าในอกเสื้อแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีด
นิกซ์หันหน้าไปทางประตูช้า ๆ
“ข้างใน...” เขากระซิบ
มิเลียจับแขนเขาทันที
“นิกซ์”
เด็กหนุ่มไม่ละสายตาจากประตู
“มันตื่นแล้ว”
ลึกลงไปใต้หิมะ ใต้คอนกรีต ใต้ชั้นเหล็กหนาหลายเมตร กลไกเก่าเริ่มขยับ
กึก
กึก
กึก
เหมือนหัวใจของโครงการที่ควรตายไปแล้วกำลังกลับมาเต้นอีกครั้ง