บทที่ 22 นั่งเกวียนวัวพบเจออันธพาล
“โอ้โฮ! เงินเยอะแยะไปหมดเลย ท่านแม่ เงินของท่านหล่นแล้ว ท่านแม่ท่านรวยจังเลย”
หยวนเป่าได้ยินเสียงของตกกระทบพื้นจึงหันไปมองทางท่านแม่ ก่อนจะเห็นก้อนเงินหลายก้อนหล่นอยู่ที่พื้น
“ใช่แล้ว นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อวานแม่ขึ้นเขาโชคดีเก็บโสมได้ เข้าเมืองไปขายโสมเลยได้เงินกลับมาไม่น้อย ตั้งใจว่าจะพาพวกเ้าเข้าเมืองไปกินของอร่อย ๆ วันนี้ถ้าพวกเ้าไม่ไปก็ช่างเถอะ แม่ไปคนเดียวก็ได้”
ฉู่ชิงเฉินกำลังก้มตัวเก็บเงิน พร้อมกับพูดด้วยท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจ
“ท่านแม่ ข้าไปเ้าค่ะ เื่ดี ๆ แบบนี้จะขาดข้าได้อย่างไร”
หยวนเป่ารีบรับคำ เพราะกลัวว่าท่านแม่จะทิ้งนางไว้ เห็นพี่ชายที่อยู่ข้าง ๆ ยังไม่มีปฏิกิริยาอะไร นางจึงลากพี่ชายไปที่มุมหนึ่ง
“พี่ชาย ท่านคิดมากไปแล้ว ดูสิ ท่านแม่มีเงินตั้งเยอะขนาดนี้ คงไม่ถึงขั้นต้องขายพวกเราหรอก ถ้าจะขายคงขายไปนานแล้ว โอกาสเข้าเมืองมีไม่บ่อย พวกเราจะพลาดไม่ได้นะ”
ฉู่ชิงเฉินได้ยินคำพูดของลูกสาวครบทุกคำ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็ไปตามที่นางคาดการณ์ไว้
เ้าตัวเล็กทั้งสองคนคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินตามหลังนางเพื่อจะเข้าเมือง
หญิงสาวจูงมือเด็กทั้งสองคนละข้าง มุ่งหน้าไปยังหน้าหมู่บ้าน เกวียนวัวของลุงหนิวจอดรออยู่ตรงนั้น ปกติจะเข้าเมืองวันละสองสามรอบ
“นี่ พวกเ้าได้ยินเื่บ้านแม่เฒ่าหลี่หรือยัง? ลูกชายกับลูกสะใภ้บ้านนางไม่รู้ว่าไปโดนอาถรรพ์อะไรมา ในปากเอาแต่พร่ำเพ้อว่าเห็นผี ทำเอาแม่เฒ่าหลี่กลุ้มใจจนปากขึ้นตุ่มไปหมด ต้องไปตามหมอในหมู่บ้านมาดู หมอบอกว่าเป็โรคประสาทหลอน เสียเงินค่ายาไปตั้งเยอะ แม่เฒ่าหลี่ปวดใจแทบแย่”
“สมควรแล้ว แม่เฒ่าหลี่จอมปากจัดคนนั้น คนในหมู่บ้านโดนนางหาเื่ไปทั่ว นางถือดีว่ามีที่นาเยอะแล้วดูถูกคนอื่น คราวนี้กรรมตามสนอง ส่วนลูกชายนางก็ไม่ใช่คนดีอะไร ครั้งก่อนสามีข้าหาบปุ๋ยคอกไปชนเขาเบา ๆ ไม่ได้เป็อะไรแท้ ๆ แต่มาขูดรีดเงินสามีข้าไปตั้งสิบอีแปะ”
“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง ๆ บ้านนางไม่มีใครดีสักคน ทำเื่เลวร้ายไว้เยอะ เบื้องบนคงทนดูไม่ไหว เลยลงโทษเสียบ้าง”
หญิงชาวบ้านหลายคนรวมกลุ่มกันแต่เช้า ต่างคนต่างออกความเห็นวิพากษ์วิจารณ์
ฉู่ชิงเฉินเดินผ่านมาและได้ยินเข้าพอดี นางทำเป็ไม่รู้เื่ราว แล้วจูงเด็กทั้งสองเดินผ่านไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ลุงหนิว วันนี้ข้าจะพาลูกสาวลูกชายเข้าเมืองไปเที่ยวสักหน่อย นี่เงินสามอีแปะ ท่านรับไว้เถอะ”
ฉู่ชิงเฉินพูดพลางหยิบเงินสามอีแปะจากแขนเสื้อยัดใส่มือลุงหนิว
เด็กทั้งสองยังเล็ก สูงพอ ๆ กับเกวียนวัว นางจึงก้มตัวอุ้มหยวนเป่าขึ้นเกวียนก่อน จากนั้นก็เตรียมจะไปอุ้มถวนเป่า
แต่พอหันไปมอง ก็เห็นเ้าตัวเล็กปีนขึ้นเกวียนอย่างคล่องแคล่ว และไปนั่งข้าง ๆ น้องสาวเรียบร้อยแล้ว
ฉู่ชิงเฉินเห็นแบบนั้น จึงะโขึ้นเกวียนอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“แม่นางฉู่ เ้าให้เงินข้าเกินมาหนึ่งอีแปะ เด็กสองคน... ข้าคิดแค่หนึ่งอีแปะก็พอ”
ลุงหนิวเห็นเหรียญทองแดงสามเหรียญในมือ จึงรีบอธิบาย
“ลุงหนิวรับไว้เถอะ เด็กสองคนก็กินที่เหมือนกัน ให้แบบนี้แหละถูกต้องแล้ว”
หญิงสาวไม่ได้ตั้งใจจะเอาเงินหนึ่งอีแปะนั้นคืน
“เหล่าหนิว คนเต็มแล้ว อย่ามัวชักช้าอยู่เลย รีบออกรถเถอะ ข้ามีธุระต้องรีบเข้าเมือง”
ชายร่างใหญ่หนวดเคราครึ้มเร่งเร้าด้วยความรำคาญ
ลุงหนิวไม่รู้จะพูดอะไรต่อ จึงได้แต่เก็บเงินสามอีแปะไว้ก่อน ตั้งใจว่าขากลับจะคืนให้ฉู่ชิงเฉิน ชายร่างใหญ่หนวดเคราดกคนนี้ขึ้นชื่อเื่ความพาล ลุงหนิวจึงไม่อยากไปล่วงเกิน
“ซิ่วไฉ บังเอิญจริง ๆ วันนี้ท่านก็เข้าเมืองเหมือนกันหรือ? จริงด้วย เงินหนึ่งอีแปะที่ท่านช่วยออกค่าเกวียนให้ข้าวันนั้น ข้าคืนให้นะ”
ฉู่ชิงเฉินนั่งลงแล้วถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า คนตรงข้ามคือเหวินจิ่ง นางเตรียมจะหยิบเงินหนึ่งอีแปะคืนเขา แต่บังเอิญว่าเงินย่อยหมดแล้ว เหลือแต่เงินก้อน นางจึงหยิบเงินเศษเล็ก ๆ ออกมาแทน
“ซิ่วไฉ คือข้าไม่มีเงินย่อยแล้ว เงินก้อนนี้ท่านพอจะทอนได้ไหม?”
“ไม่เป็ไร เงินแค่อีแปะเดียวเท่านั้น แม่นางไม่จำเป็ต้องเก็บมาใส่ใจ”
เหวินซิ่วไฉเป็คนรักศักดิ์ศรีและสันโดษ เขาเกือบลืมเื่ที่จ่ายค่าเกวียนเมื่อวานไปแล้ว และไม่ได้ตั้งใจจะเอาคืนั้แ่แรก
“บัณฑิตจน ๆ ไม่เอาเงินก้อนนี้ แต่ข้าเอา ข้ากำลังขาดเงินพอดี!”
ชายร่างใหญ่หนวดเคราดกพูดพลางจะเข้ามายื้อแย่งเงินในมือนาง
“ข้าไม่เคยเห็นคนไม่รู้จักอายอย่างเ้ามาก่อน กล้าดียังไงมาแย่งเงินจากมือคนอื่น”
หญิงสาวตอบโต้ด้วยความรวดเร็ว นางคว้าข้อมือของชายคนนั้นไว้พร้อมพูดจาเยาะเย้ย อีกฝ่ายเลยโต้กลับว่า
“ใคร ๆ ก็รู้ว่า สะใภ้เสิ่นรักสบาย เกียจคร้าน วัน ๆ เอาแต่เข้าบ่อนในเมืองไปเล่นพนัน เ้าจะมีเงินมาจากไหนกัน ถ้าไม่ขโมยมาก็ต้องเป็ชายชู้คนไหนให้มาแน่ ๆ เงินที่ได้มาไม่สะอาด ข้าเอาเงินเ้าไป ถือว่าให้เกียรติเ้าแล้ว อย่ามากเื่ รีบส่งมาซะ!”
ชายร่างใหญ่หนวดเคราดกเริ่มสงสัยในใจ ผู้หญิงคนนี้แรงเยอะชะมัด คว้าข้อมือเขาไว้แน่นเพียงครั้งเดียว แต่พอเห็นเงินในมือนาง เขาก็เกิดความโลภจัด คิดว่านางก็แค่ผู้หญิงตัวคนเดียวจะสู้แรงเขาได้อย่างไร
เขาทำท่าทางเหมือนจะเอาเงินนั้นให้ได้
“เ้าช่างไร้เหตุผลสิ้นดี เงินของแม่นางคนนี้ไม่ว่าจะได้มาอย่างไรก็เป็ของนาง การที่เ้ามาแย่งชิงซึ่งหน้าเยี่ยงนี้ ไม่ใช่การกระทำของวิญญูชน ทั้งยังเป็การละเมิดกฎหมายของแคว้นต้าเฉิงด้วย”
เหวินซิ่วไฉทนเห็นคนโดนรังแกไม่ได้ จึงพูดช่วยอีกแรง
“ไอ้บัณฑิตจน ๆ กล้าดียังไงมาสั่งสอนข้า ไม่ลองไปสืบดูบ้างว่าชื่อเสียงของข้าในหมู่บ้านเถาฮวาเป็ยังไง!”
ชายร่างใหญ่หนวดเคราดกมีสีหน้าโกรธจัด พอโดนหักหน้า สีหน้าของเขาก็ดูอัปลักษณ์ราวกับกินอึเข้าไป
เขากำลังจะหันไปเหวี่ยงหมัดสั่งสอนเหวินซิ่วไฉ จนลืมไปว่าข้อมืออีกข้างยังถูกฉู่ชิงเฉินกำไว้แน่น
“นังตัวแสบ ปล่อยข้านะ ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้เ้าอยู่ไม่สู้ตาย!”
สิ้นเสียงคำขู่ของชายร่างใหญ่ ก็มีเสียงกระดูกลั่นดัง ‘กร๊อบ!’ ความเ็ปรุนแรงแล่นพล่านจากข้อมือกระจายไปทั่วร่าง
“โอ๊ย เจ็บ! นังหญิงชั่ว เ้าจะหักข้อมือข้าหรือ เ้ารู้ไหมว่าข้าเป็ใคร? ข้าจะจัดการเ้าแน่!”
ชายร่างใหญ่แยกเขี้ยวด้วยความเ็ป แต่กลับจ้องมองฉู่ชิงเฉินด้วยสายตาอาฆาตเหมือนอยากจะถลกหนังนางทั้งเป็
เขาเงื้อเท้าหมายจะเตะเข้าที่แขนของฉู่ชิงเฉิน
“แม่นาง ระวัง!”
เหวินซิ่วไฉที่มองอยู่ข้าง ๆ ใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ถ้าเท้าขนาดใหญ่นั้นเตะลงมา แขนของแม่นางคนนี้คงหักแน่นอน
“เหอะ คนสารเลวไม่คู่ควรมีชื่อให้จดจำ”
ใบหน้าของฉู่ชิงเฉินปรากฏความโอหังอยู่สามส่วน ความเ็าอีกห้าส่วน นางยกขาขึ้นอย่างรวดเร็ว รวดเร็วเสียจนชายร่างใหญ่หนวดเคราดกตาพร่ามัว มองไม่ออกเลยว่านางออกท่าเตะอย่างไร
เขารู้สึกเพียงว่า ลูกเตะนี้หนักแน่นและแม่นยำเข้าที่หน้าท้องอย่างจัง จากนั้นสมองก็เหมือนจะขาดออกซิเจน ร่างทั้งร่างปลิวออกจากเกวียนวัว ร่วงลงพื้นอย่างแรงเหมือนวัตถุที่ถูกโยนออกไป
ภัยพิบัติมาเร็วเกินไป ราวกับพายุทอร์นาโดไม่มีผิด
ชายร่างใหญ่ตาเหลือกค้างแล้วสลบเหมือดไปทันที
ทุกคนบนเกวียนวัวต่างจ้องมองมาที่ฉู่ชิงเฉินด้วยสายตาตกตะลึงและสงสัย แม่นางคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
เหวินจิ่งนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ ลูกเตะของนางเมื่อครู่ ไม่ว่าจะเป็เื่ของพละกำลังหรือความเร็ว นับว่ายอดเยี่ยมหาตัวจับยาก เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใสในใจ
เมื่อก่อนเคยได้ยินมาว่านางติดพนัน ชอบตบตีลูก นิสัยใจคอและชื่อเสียงย่ำแย่ ไม่นึกเลยว่าจะมีฝีมือขนาดนี้ ดูท่าว่า... ข่าวลือจะผิดเพี้ยนไปเสียแล้ว
“ท่านแม่ ลูกเตะนั้นของท่านสุดยอดไปเลย”
หยวนเป่ากะพริบตาแป๋วที่เต็มไปด้วยประกาย มองท่านแม่ด้วยความเทิดทูนอย่างยิ่ง
“แม่นางช่างเป็สตรีที่องอาจไม่แพ้บุรุษเลย ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก”
เหวินซิ่วไฉได้ยินคำพูดของเด็กน้อย จึงหลุดออกจากภวังค์ความตกตะลึง ด้วยนิสัยรักศักดิ์ศรีของเขา ไม่เคยพูดชมใครเยี่ยงนี้มาก่อน ฉู่ชิงเฉินแห่งหมู่บ้านเถาฮวาคือคนแรกที่เขาเอ่ยปากชม