ขณะกำลังทานอาหารเย็นเย่จื้อเฟิงเอ่ยถามถึงฝีมือการต่อสู้ของเผยรุ่นจือพร้อมกล่าวคำขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เย่จื้อเฟิงถอนหายใจ“น่าเสียดายที่ข้าโง่เขลาในวัยเยาว์ไม่ได้เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ให้ทันกาล เมื่อยังเยาว์ข้ามิอาจทำให้ท่านแม่ยิ้มแย้มเมื่อเติบใหญ่ก็ยัง...”
“คนเราอย่าโลภนักเลย” นางซูวางชามข้าวและตะเกียบลงเอ่ยขัดจังหวะเขา “เจ้ามีชีวิตอยู่ได้อย่างคนปกตินั่นก็ถือเป็นพรจากสวรรค์แล้ว อย่าได้กล่าวเช่นนี้อีกเลย”
เย่ชิงชิงมองคนทั้งสองนางรู้ว่าเรื่องนี้ทิ้งบาดแผลลึกไว้ในใจของนางซู จึงเอ่ยว่า“การเรียนวิชาต่อสู้ก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนักหรอกท่านลองดูหูหลิ่วหมิงในหมู่บ้านสิ เขาแค่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นหน่อยเท่านั้นเองเรื่องนี้พวกเราก็ทำได้ หากหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอที่สำคัญคือเขาเรียนวิชาการต่อสู้จากนายพรานตั้งแต่เด็กเลยนะ!”
นางชี้ไปยังเผยรุ่นจือที่นั่งอยู่ข้างๆแล้วเปลี่ยนเรื่อง “คุณชายเจ้าของห้างเอ่ยว่าตนเองพอจะมีฝีมืออยู่บ้างแต่ดูๆ ไปแล้วก็ยังเหมือนบัณฑิตที่อ่อนแอ มือไม่มีเรี่ยวแรงพอจะจับไก่เสียด้วยซ้ำให้ท่านเฝ้าเวรยาม ข้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้!”
“พูดไร้สาระ! เจ้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร?” เย่จื้อเฟิงถลึงตาใส่เย่ชิงชิงแม้จะเป็นคำพูดที่เอ่ยเพื่อปลอบโยนมารดาแต่ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะดึงผู้อื่นให้เดือดร้อนตามไปด้วย เขากระแอมเบาๆแล้วเอ่ยว่า “ชิงชิงพูดจาไม่ระมัดระวังคุณชายเจ้าของห้างอย่าได้ถือสา”
เผยรุ่นจือเอาแต่ยิ้มไม่พูดจนกระทั่งทานอาหารเสร็จหลังมื้ออาหาร เขาก็ลอบดึงเย่ชิงชิงไว้
“บัณฑิตผู้อ่อนแอหรือ? มือไม่มีเรี่ยวแรงพอจะจับไก่ไปเชือดอย่างนั้นหรือ?”เขาเอ่ยถามนางอย่างใจเย็น
เย่ชิงชิงที่ถูกฉวยโอกาสจับไว้แสดงสีหน้าไร้เดียงสาทว่าในใจอดคิดไม่ได้ ‘ความเจ้าคิดเจ้าแค้นของเขานี่พอๆ กับเกาเฟิงเลยแฮะ’
“ความจริงแล้วที่ข้าอยากจะสื่อก็คือคุณชายเจ้าของห้างช่างสุภาพอ่อนโยนสง่างามเหนือใคร ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมเจ้าค่ะ!”
“เด็กที่พูดโกหกต้องถูกลงโทษนะ~” ทันใดนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปเชยคางนางขึ้นมา จากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือค่อยๆถูไถไปบนริมฝีปากอวบอิ่มที่ดูอ่อนนุ่ม
เย่ชิงชิงผงะเล็กน้อยรีบปัดมือของเขาออก “ข้าจะไปช่วยท่านแม่เก็บล้างภาชนะแล้วเจ้าค่ะ!”
ว่าแล้วก็หันหลังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วไม่เห็นบุตรสาวคนโตของจินหลันหรือไรในวันนี้นางเอาแต่นั่งแช่อยู่ในเรือนเล็กไม่ยอมไปไหน ก็เพื่อที่จะมองเผยรุ่นจือแม่นางน้อยคนนั้นทั้งขี้อายและเขินอาย ไม่กล่าววาจาใดๆ ได้แต่ลอบมองอยู่เงียบๆที่มุมเรือน ทั้งหมดเพราะจิ้งจอกร้ายกาจผู้นี้!
เกิดมาพร้อมกับใบหน้าชวนใจเต้นเดินเฉิดฉายเย้ยฟ้าท้าดินก็พอแล้ว แต่ยังชอบมาหยอกล้อนางอยู่เรื่อยไปไม่รู้ว่ามีเจตนาอันใด!
กลางดึกสงัดเย่ชิงชิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยเสียงการต่อสู้นางวิ่งออกไปอย่างเร่งรีบโดยไม่ทันได้สวมรองเท้าก็เห็นลานเรือนตกอยู่ในสภาพยุ่งเหยิง
ท่ามกลางโต๊ะเก้าอี้ที่ล้มระเนระนาดมีชายสวมชุดดำนอนอยู่คนหนึ่ง ส่วนเผยรุ่นจือยืนกอดอกอยู่ด้านข้าง
“จับได้แล้วหรือ?!” ดึกดื่นเช่นนี้เย่จื้อเฟิงสวมเสื้อคลุมตัวนอก แล้วเร่งรุดเข้าไปพลิกดูชายชุดดำผู้นั้น
ภายใต้แสงเทียนสลัวจากโคมไฟเห็นเขากำลังหลับตาแน่น เหมือนจะสลบไปแล้ว
“คุณชายเจ้าของห้างฝีมือยอดเยี่ยมนัก!” เย่จื้อเฟิงดีใจยิ่งนักหันไปคำนับเผยรุ่นจือ
เผยรุ่นจือส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า“ไม่ใช่ข้ามีฝีมือยอดเยี่ยม แต่เป็นเพราะเจ้าสิ่งนี้...” เขายกมือขึ้น ปลายนิ้วหนีบก้านธูปที่ดับไปแล้วครึ่งหนึ่ง
“นี่คือ...” เย่ชิงชิงเบิกตากว้างก้าวไปข้างหน้าหมายจะเอื้อมมือไปคว้า แต่เขาก็หลบทัน
“มันคือธูปยาสลบ เสี่ยวชิงชิงอย่าแตะต้องเลยจะดีกว่า” เผยรุ่นจือหดมือกลับมา แล้วทอดสายตาลงต่ำ “ผู้ที่ใช้กลอุบายต่ำทรามเช่นนี้ย่อมเป็นผู้ที่ไร้ฝีมือเช่นแมวสามขา”
เย่จื้อเฟิงตบมือดังฉาดพลางพยักหน้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดถึงได้ทำเรื่องอุกอาจได้อย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้เดิมทีคิดว่าเป็นยอดฝีมือมาเยือนเรือนเก่าๆ ของพวกเขาเสียอีก!“ถึงขั้นใช้กลอุบายต่ำทรามเช่นนี้! ข้าจะไปหาเชือกมามัดมันไว้!”
กล่าวจบเขาก็ย่องไปหาเชือกนางซูยังไม่ตื่นขึ้นมา เย่จื้อเฟิงไม่อยากให้นางตกใจ
“แค่เขาคนเดียวจะเคลื่อนย้ายโอ่งใบใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร?” เย่ชิงชิงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบเย่ชิงชิงจึงเงยหน้ามองเผยรุ่นจือแต่กลับเห็นเขากำลังจ้องมองเท้าเปล่าทั้งสองข้างของนาง เท้าเล็กๆสีขาวผ่องเหยียบอยู่บนพื้นดิน โดดเด่นเป็นพิเศษท่ามกลางแสงจันทร์
เย่ชิงชิงก้มมองตามสายตาของเขาก็รู้สึกว่าไม่สมควรจึงรีบเขย่งเท้าวิ่งกลับห้องอย่างรวดเร็วยุคโบราณนี่ช่างมีเรื่องยุ่งยากมากมายเสียจริง
ในพริบตาที่หันหลังกลับนางได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ แว่วมาจากด้านหลังอย่างชัดเจนในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด
ต่อมาเย่จื้อเฟิงและน้องสาวก็ติดตามเผยรุ่นจือไปและพบพรรคพวกของพวกมันที่ปากทางเข้าหมู่บ้านจริงๆ
หมู่บ้านเถียนซินมีทางเข้าสองทางเส้นทางนี้ไม่ได้มุ่งหน้าสู่เมืองสืออัน แต่เป็นเส้นทางอ้อมไปยังหมู่บ้านซั่งเหอซึ่งบ่งบอกได้ว่าพวกเขาช่างเจ้าเล่ห์
จับคนและเก็บหลักฐานได้แล้วเย่จื้อเฟิงก็จับชายสองคนนั้นมัดไว้ เมื่อรุ่งเช้าเขาก็บังคับรถตรงไปยังร้านเชียนเว่ยที่ถนนจิ้นเหมินทันที
“ทุกท่านมาดูทางนี้!” เย่จื้อเฟิงตะโกนอยู่หน้าร้าน“ร้านเชียนเว่ยแห่งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับร้านไป่เว่ยของข้าเลย แต่กลับสร้างสรรค์รสชาติที่ละม้ายคล้ายคลึงกันได้เพียงเพราะพวกเขาแอบขโมยสูตรหมักเนื้อของบ้านข้าไป!”
ผู้คนบนท้องถนนเดินกันขวักไขว่เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ พวกเขาก็พากันตกตะลึง
“ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่หรือไม่? ลักขโมย!มิน่าเล่าถึงได้รสชาติเหมือนกันเปี๊ยบเชียว...”
“ช่างชั่วร้ายนัก! ถึงขั้นขโมยสูตรของผู้อื่น!”
บางคนก็ถามขึ้นว่า“เจ้ามีหลักฐานหรือไม่? เหตุใดไม่ไปแจ้งความ!”
ไม่นานนักบ่าวในร้านก็ไปเชิญหัวหน้าผู้ดูแลออกมา ชายผู้เป็นหัวหน้ามีหนวดสองแฉกดูท่าทางเจ้าเล่ห์
“สหายน้อยท่านนี้ อากาศดียามเช้าเช่นนี้ไม่ไปทำมาค้าขายดีๆเหตุใดจึงมาส่งเสียงโหวกเหวกที่ร้านของเราเล่า?” หัวหน้าผู้ดูแลหนวดสองแฉกเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
เย่จื้อเฟิงนั่งอยู่ริมรถม้าอย่างสงบแล้วเอ่ยว่า“แน่นอนว่ามาเพื่อทวงความเป็นธรรม”
เขากระโดดลงจากรถม้าชี้ไปที่ชายสองคนบนรถที่มัดไว้ด้วยเชือก แล้วเอ่ยถาม“เจ้ารู้จักรถม้าคันนี้และชายสองคนนี้หรือไม่?”