สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_96_เผชิญหน้ากับเจ้านิกายเทพกระบี่ในตำนาน

    บทที่ 96 : เผชิญหน้ากับเจ้านิกายเทพกระบี่ในตำนาน


    เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นิกายเทพกระบี่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก นิกายเทพกระบี่ได้ตราตรึงอยู่ในหัวใจของผู้คนนับไม่ถ้วนโดยเฉพาะเหล่าผู้ฝึกตน ส่งผลให้ชื่อเสียงของนิกายเทพกระบี่เต็มไปด้วยความสูงส่ง ลึกลับ น่าสะพรึงกลัว ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายยั่วโทสะ


    ข่าวลือบอกว่าเจ้านิกายเทพกระบี่คืออริยะกลับชาติมาเกิด ผู้ซึ่งเหนือกว่าเหล่าอริยะทั้งปวง แสดงให้เห็นถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของนิกายเทพกระบี่ว่ามีวาสนาแข็งแกร่งเพียงใด เขาจะต้องนำมรดกอันน่าตกตะลึงมอบให้แก่เหล่าศิษย์ทั้งหมด


    ผู้อาวุโสปู้อีไม่เคยนึกฝันว่าชายหนุ่มชุดขาวที่ปรากฏตัวต่อหน้า แท้จริงแล้วเป็นเจ้านิกายเทพกระบี่อันแสนลึกลับน่าสะพรึงกลัวซึ่งเป็นที่โจษจัน


    ไม่รู้ว่านี่เป็นโชคดีหรือโชคร้าย?


    เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงแรงกดดันมหาศาลที่เจ้านิกายเทพกระบี่ปลดปล่อยออกมา มันทำให้เขาไม่อาจต้านทานได้แม้แต่น้อย


    "พรวดดดด!!!"


    ยิ่งไปกว่านั้นภายใต้พลังเฉียบคมอย่างไร้เปรียบ ทำให้เขาไม่อาจหยุดโลหิตภายในกายที่กำลังปั่นป่วนพลุ่งพล่านจนต้องกระอักโลหิตออกมากคำใหญ่ ใบหน้าของเข้าซีดเผือดลงในฉับพลัน ลมหายใจรวยรินเบาบาง ชีวิตเหมือนอยู่บนขอบเหวที่อาจจะตกตายได้ทุกเมื่อ


    “เขาคือ...เจ้านิกายเทพกระบี่?”


    ดวงตาของหลงชิงเฉิงเบิกกว้างกวาดตามองชายที่อยู่ตรงหน้าปากเล็ก ๆ ของนางอ้าค้าง


    สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงไม่อยากเชื่อ


    ทันใดนั้นนางรู้สึกถึงได้ถึงพลังเฉียบคมมหาศาลอย่างหาที่เปรียบไม่ได้พัดผ่านราวกับสายฟ้าฟาดผ่า


    แรงกดดันนี้เฉกเช่นดั่งกระบี่ครองเวหาไม่อาจดูหมิ่น


    ภายใต้แรงกดดันคุกคามนี้ ทำให้หัวใจของนางต้องยอมจำนนหวาดผวาอย่างไม่อาจขัดขืน แอบเลื่อมใสศรัทธาโดยไม่รู้ตัว


    ซึ่งก็ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่สองพวงแก้มของนางกลายเป็นสีแดงระเรื่อ


    คนยิ่งใหญ่อย่างเจ้านิกายเทพกระบี่มีหรือจะมาปล้นชิงมรดกที่ผู้อาวุโสปู้อีจะถ่ายทอดให้กับนาง?


    การว่าร้ายผู้อื่นในใจมันถูกต้องแล้วหรือ?


    เจ้านิกายเทพกระบี่ผู้มีขอบเขตการฝึกตนสูงส่งจะมาช่วงชิงโชคชะตาวาสนาของนางไปได้อย่างไร?


    หากนางกล่าวออกไปหลายคนคงหัวเราะจนฟันร่วง?


    ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร โชคดีที่ไม่มีผู้ใดรู้ความคิดชั่วร้ายเล็ก ๆ ของนาง


    หากใครรู้เข้ามีหวังนางคงได้อับอายจนแทบซุกแผ่นดินหนี


    ......


    "อาวุโสปู้อีข้าผ่านมาทางนี้โดยบังเอิญ จึงตัดสินใจจะมอบโอกาสอันดีแก่เจ้า"


    "มีเงื่อนไขเพียงแค่เจ้าเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่ในฐานะผู้อาวุโส เนื่องจากข้ามุ่งเน้นการขยายนิกาย ส่วนอาการบาดเจ็บที่เจ้าได้รับข้าสามารถรักษาให้หายขาด สามารถช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากวิกฤตความตาย อีกทั้งยังจะช่วยให้เจ้าพัฒนาฐานการฝึกตนไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น”


    หลินเฟิงระงับแรงกดดันที่ปลดปล่อยออกมา พลางกล่าวอย่างใจเย็น


    ผู้อาวุโสปู้อีตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน ลมหายใจอันอ่อนล้ามลายหายไปสิ้นแทนที่ด้วยความปีติยินดี


    “อะไรนะ?”


    “ท่านสามารถช่วยฟื้นฟูปราณโลหิตและพลังชีวิตของข้าให้กลับคืนมาได้? ทั้งยังจะช่วยให้ฐานการฝึกตนของข้าก้าวหน้าขึ้น?”


    “จริงหรือ?”


    แม้จะได้ยินทุกสิ่งที่กล่าวมาเต็มสองหูของตนเอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานย้อนถามออกมาด้วยความตกตะลึง กระทั่งลมหายใจก็ถี่รัวด้วยความตื่นเต้น เนื้อตัวสั่นสะท้านโดยที่ไม่อาจควบคุม


    ไม่เคยนึกฝันว่าเจ้านิกายเทพกระบี่จะช่วยตะเกียงที่ใกล้มอดดับเต็มทีอย่างเขา


    อาการบาดเจ็บที่เกิดจากถูกทำลายรากฐานการฝึกตนเป็นอะไรที่ฟื้นฟูรักษาได้ยากเย็นที่สุด ระดับความยากก็เหมือนกับการปลุกคนตายให้ฟื้นคืนชีพ!


    ฟังดูแล้วราวกับเรื่องเพ้อฝัน!


    กว่าจะก้าวมาถึงขั้นเซียนพิภพได้ใครจะยอมพ่ายแพ้ง่าย ๆ จะไม่ให้เขาตื่นเต้นได้อย่างไรเมื่อได้ยินว่าตนเองยังมีทางรอด?


    บัดนี้ความปรารถนาที่จะอยู่รอด กำลังลุกโชนเสมือนมีเปลวไฟเผาไหม้ในจิตใจ


    ไม่ว่าจะเป็นปุถุชนคนธรรมดาหรือผู้ฝึกตน ล้วนไม่มีผู้ใดอยากตาย


    ต่อให้เป็นมดปลวกก็ยังรักชีวิต มนุษย์ก็เช่นกันอยากที่จะเพลิดเพลินไปกับสีสันบุปผาอันสวยสดงดงามของโลกใบนี้ ผู้ใดจะไม่อยากทุ่มเทมันสมองทั้งหมดเพื่อให้ตนเองมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักสองสามปี?


    หลงชิงเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ หลังจากได้ยินคำกล่าวของหลินเฟิงสีหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ดูตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างยิ่ง


    หากนางไม่มอบโอสถให้ผู้อาวุโสปู้อี ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงต้องจากโลกไป


    ต่อให้กินโอสถเข้าไปแล้วก็สามารถยื้อลมหายใจได้แค่เพียงไม่นาน นางรับรู้อยู่เต็มอกว่าผู้อาวุโสปู้อีอย่างไรก็ต้องตาย การเผาไหม้ที่ปรากฏขึ้นทั่วร่างกายเห็นได้ชัดว่าไฟในตะเกียงชีวิตของเขากำลังมอดดับ


    แต่เมื่อสักครู่เจ้านิกายเทพกระบี่กล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่าเขาสามารถช่วยให้ผู้อาวุโสปู้อีรอดพ้นจากความตาย ทั้งยังสามารถพัฒนายกระดับฝีมือให้เพิ่มสูงขึ้นได้อีก มันไม่ดูเกินความจริงไปหน่อยหรือ?


    หรือเป็นวิธีรักษาท้าทายสวรรค์?


    ต่อให้เป็นเทพเซียนตัวจริงก็คงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้?


    นางจ้องมองเขาราวกับคนโง่เขลา ดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ


    “เป็นเรื่องจริงแน่นอน” ท่าทางหลินเฟิงเต็มไปด้วยความไม่แยแส ไม่สนใจว่าทั้งสองจะแสดงท่าทางตื่นตะลึงมากเพียงใด ทั้งยังไม่อธิบายใด ๆ ทั้งสิ้น แค่กล่าวย้ำคำเดิมของตนเองอย่างแผ่วเบา


    ปัจจุบันอาณาเขตของนิกายเทพกระบี่ขยายออกจากเดิมนับสิบเท่า อยู่ในช่วงเติบโตพัฒนาเพิ่มความแข็งแกร่ง เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเฟ้นหาสายเลือดใหม่ ยิ่งอาวุโสและเหล่าสาวกมีจำนวนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น


    แม้ว่าความแข็งแกร่งของผู้อาวุโสปู้อีจะอยู่ในขั้นเซียนพิภพ แต่หลินเฟิงก็คิดว่าไม่เป็นไร แค่มาเป็นผู้อาวุโสติดสอยก็ดีแล้ว


    หากผู้อาวุโสปู้อีรู้ความคิดของเขาเข้า เขาอาจจะโกรธมากจนกระอักเลือด หรือไม่ก๊อกแตกตายไปเลยก็ได้


    เพราะเขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นเซียนพิภพที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้!


    แล้วจะกลายเป็นคนไร้ค่าในสายตาของเจ้านิกายเทพกระบี่ได้อย่างไร?


    นี่มันบ้าบอเกินไปหรือไม่?


    ......


    หลังจากผู้อาวุโสปู้อีได้ยินคำยืนยันของหลินเฟิง เขาก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายดิ้นรนเคลื่อนไหว พยายามคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง:


    "ข้าฮวาปู้อีขอเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่"


    "นับจากนี้เป็นต้นไป ข้ายินดีที่จะเป็นผู้อาวุโสของนิกายเทพกระบี่ อุทิศชีวิตทุ่มเทให้แก่นิกายเทพกระบี่จนกว่าชีวิตจะหาไม่ "


    "ข้าเชี่ยวชาญในด้านปรุงโอสถ มีประสบการณ์ปรุงยามาแล้วมากมาย"


    "ในภายภาคหน้าข้าสามารถปรุงโอสถให้เจ้านิกายได้"


    เมื่อกล่าวถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว สีหน้าไร้สีโลหิตของผู้อาวุโสปู้อีก็ท่วมท้นไปด้วยความภาคภูมิใจ


    "หืม?"


    "เจ้าเก่งในด้านปรุงโอสถงั้นหรือ?"


    หลินเฟิงค่อนข้างประหลาดใจเมื่อได้ยินเรื่องดังกล่าว


    เดิมทีเขาก็แค่อยากจะหาผู้อาวุโสเพิ่มเท่านั้น ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเชี่ยวชาญการปรุงโอสถด้วย


    จึงถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่งสำหรับเขา


    ในนิกายมียอดเขาปรุงโอสถแล้ว แต่ก็ยังไม่มีผู้เหมาะสมมาครอบครอง เท่ากับว่าผู้อาวุโสปู้อีเหมาะสมกับที่นั่นอย่างยิ่ง


    “เรียนเจ้านิกาย ข้ามิกล้าโอ้อวดในด้านอื่น แต่ถ้าเป็นเรื่องปรุงโอสถข้าถือได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์”


    “เหล่าผู้ฝึกตนในอี้เฉิงต้องต่อสู้กันอย่างหนักเพื่อให้ได้โอสถที่ข้าหลอมสกัด มักจะฟาดฟันแย่งชิงโอสถต่อหน้าข้าเสมอ”


    ผู้อาวุโสปู้อีกล่าวด้วยท่าทางเย่อหยิ่งภาคภูมิใจ


    ไม่บอกก็รู้ว่าความสำเร็จในด้านการปรุงโอสถของเขานั้นเหนือกว่าฝีมือในการต่อสู้อย่างแน่นอน


    “วิเศษ! นับจากนี้ผู้อาวุโสปู้อีจะเป็นผู้ปรุงโอสถประจำนิกายเทพกระบี่”


    “ในนิกายมียอดเขาปรุงโอสถอยู่ เจ้าจงไปอยู่ที่นั่น ถ่ายทอดวิชาการปรุงโอสถให้แก่เหล่าศิษย์ในนิกายเทพกระบี่"


    "หากถูกชะตาศิษย์คนใดในนิกายก็สามารถรับไปเป็นศิษย์สายตรงของตนเองได้ โดยที่ไม่ต้องปรึกษาข้า"


    "นอกจากนี้นิกายเทพกระบี่ของข้ายังใช้แนวทางรูปแบบผู้ที่เข้มแข็งอยู่รอด ผู้ที่ด้อยกว่าถูกคัดออก เลือกคนที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาเป็นศิษย์ ขอแค่มีความสามารถสถานะของคนผู้นั้นก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา”


    หลินเฟิงพยักหน้า


    ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเขาเห็นรายชื่อของผู้อาวุโสปู้อีปรากฏขึ้นในระบบ