หลังจากรับประทานอาหารค่ำกันเสร็จเรียบร้อยแล้วมิสซิสคอสโซลิน่าก็เหลือบดูนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนหลังตู้น้ำแข็ง จวนจะ 2ทุ่มแล้ว เธอผลุดลุกขึ้นยืนทันที รู้สึกว่าปล่อยให้คนไข้นอนรออยู่เพียงลำพังนานจนเธอไม่ได้ยินเสียงร้องเลยดูจะผิดกว่าคนไข้รายอื่นๆ เกือบ 4 ชั่วโมงเห็นจะได้ต้องนับว่าเป็คนไข้ที่มีความอดทนดีมาก เพราะเธอไม่ได้ยินเสียงร้องเลยดูจะผิดกว่าคนไข้รายอื่นๆ
“เป็ยังไงบ้างคะคุณ?”มิสซิสคอสโซลิน่าเดินเข้าไปในห้องลูบศีรษะเด็กสาวเบาๆ
“” คงไม่เป็ไรค่ะ”เด็กสาวตอบเรียบๆ
“ตอนนี้เจ็บถี่ไหมคะ?”เธอโน้มกายลงจับที่หน้าท้อง
“ก็ประมาณทุกๆครึ่งชั่วโมงค่ะ”
“ดีค่ะ รอเดี๋ยวนะคะ”
เธอเริ่มลงมือตระเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อเตรียมทำคลอดสั่งให้มาเรียต้มน้ำร้อนและหาผ้าเช็ดตัวสะอาดๆ ไว้ 2-3ผืน
เที่ยงคืนเห็นจะได้ที่พายุพัดกระหึ่มไปทั่วทั้งเมืองและเป็่เวลาเดียวกันกับที่เด็กสาวกำลังจะคลอด ความเ็ปรวดร้าวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างเด็กสาวขบริมฝีปากแน่น มือกำผ้าที่ผูกไว้เหนือเตียงร่างสั่นสะท้านอยู่ด้วยความเ็ปที่จู่โจมเข้ามาอย่างไม่เคยประสบมาก่อนใบหน้าซีดเผือด ความหวาดกลัวฉายชัดออกมาทางแววตาที่เบิกกว้าง
ประมาณตี 2ที่นางผดุงครรภ์ส่งลูกชายคนโตของเธอออกไปตามหมอบูนาเวนตาที่มีคลินิกอยู่ตรงหัวมุมถนน สั่งกำชับอีกด้วยว่าขากลับให้แวะไปหาพระสักองค์หนึ่งซึ่งอยู่ที่โบสถ์ใกล้บ้าน
หมอลงมือทำงานทันทีที่มาถึงจำเป็ต้องผ่าตัดเอาเด็ดออก โดยมีนางผดุงครรภ์เป็ผู้ช่วย...
ในที่สุดทารกน้อยเพศชายตัวเขียวปื๋อคนหนึ่งก็ถือกำเนิดออกมาดูโลก มิสซิสคอสโซลิน่าตบก้นจนได้ยินเสียงเด็กร้อง หลังจากนั้นก็ทำความสะอาดให้ ขณะเดียวกันพระก็เข้ามาทำหน้าที่อยู่ข้างเตียงเธอคุกเข่าลงข้างเตียงนั้นอย่างอ่อนแรงและอธิษฐานเพื่อจิติญญาอันบริสุทธิ์
อย่างน้อยเด็กสาวคนนี้ก็อายุน้อยเหลือเกินแต่ใจแข็งอย่างน่าชมเชยมากและคงจะสูญเสียสามีไปเช่นเดียวกับที่เธอเคยสูญเสียมาแล้ว
บนเส้นใยชีวิตที่เบาบางเต็มทีเด็กสาวค่อยๆ หันหน้ามาทางนางผดุงครรภ์ผู้มีใจกรุณา เผยอยิ้มน้อยๆมิสซิสคอสโซลิน่าซึ่งอุ้มทารกไว้ในอ้อมแขน ค่อยๆ วางร่างทารกลงบนเตียงข้างๆกายผู้เป็แม่ เด็กสาวถอนหายใจเบาๆ และหลับตาลง
ทันใดนั้นมิสศิสคอสโซลิน่าก็นึกขึ้นมาได้ว่าเธอยังไม่ได้ถามชื่อคนไข้ที่นอนอยู่เบื้องหน้าเลย จะปล่อยให้ทารกเกิดมาโดยไม่มีชื่อได้อย่างไร
“คุณ...คุณคะ...คุณชื่ออะไร?”
เด็กสาวเบิกตาขึ้นช้าๆแววตานั้นเหมือนคนที่ได้กลับมาบ้านอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่จากไปเป็เวลานาน
“ฟรานซิส เคน”จากนั้นเปลือกตาก็ปิดสนิทลง ขากรรไกรตก ใบหน้าซบลงบนซีกหนึ่งของหมอน
มิสซิส คอสโซลิน่าอุ้มทารกขึ้นไว้ในอ้อมแขนมองดูนายแพทย์ที่กำลังใช้ผ้าคลุมลงไปบนร่างเล็กๆ ที่น่าสงสารและหันมาพูดกับเธอว่า
“เราต้องทำใบแจ้งเกิดจะให้เด็กชื่ออะไรล่ะ?”
“ฟรานซิส เคนค่ะหมอ”มิสซิสคอสโซลิน่าตอบทันทีอย่างน้อยเด็กคนนี้ก็มีสิทธิ์เต็มที่ที่จะใช้ตามผู้เป็มารดา
น่าเวทนานักที่พอลืมตาขึ้นดูโลกก็ต้องพบกับความโหดร้ายของชีวิตทันที...
อาจเป็เพราะวิบากกรรมกระมัง...?
บนถนนสายใหญ่คือที่ตั้งของวิหารเซ้นท์ เทอเรซ
ขณะนั้นเป็เวลา 08.00น. ในตอนเช้า เสียงระฆังดังกังวานขึ้น เด็กๆกำลังเข้าแถวกันอย่างมีระเบียบเพื่อจะได้เดินเข้าชั้นเรียน ซิสเตอร์ 2-3คน กำลังเดินลงมาที่สนาม เมื่อนาทีที่แล้วทุกคนยังเล่นกันอย่างสนุกสนานะโหัวเราะกันดังลั่น แต่ขณะนี้ทุกอย่างอยู่ในความสงบทุกคนต่างเดินเคียงกันเป็แถวเรียงสองเงียบๆ ขึ้นบันไดไปยังห้องเรียน
เสียงซิสเตอร์แอนน์ดังขึ้นว่า...
“เด็กๆ เตรียมตัวเราจะร่วมกันนมัสการ” จากนั้นทุกคนก็พนมมือไว้บนโต๊ะก้มศีรษะลงนมัสการพระเ้า
ผมถือโอกาสนั้นยิงหนังสติ๊กใส่หลังเจอรี่โควาน มันเข้าเป้ากลางหลังพอดี...ตลกชะมัดผมจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเสียให้ได้แต่ก็กลั้นไว้ทันเพราะตอนนั้นยังอยู่ใน่เวลานมัสการ
เจอรี่หันซ้ายหันขวาเพื่อหาว่าใครเป็ตัวการทันทีที่การนมัสการเสร็จลงแต่ผมแกล้งทำเป็ก้มลงหยิบหนังสือทำไม่รู้ไม่ชี้
“ฟรานซิส!” เสียงซิสเตอร์แอนน์ดังขึ้น
ผมลุกขึ้นยืนทันทีรู้สึกวางหน้าไม่ใคร่สนิทนัก น่ากลัวซิสเตอร์จะจับได้เสียแล้วว่าผมยิงหนังสติ๊กใส่เจอรี่ แต่ไม่ยักใช่เพราะซิสเตอร์สั่งให้ผมไปเขียนวันที่บนกระดานดำ
ผมเดินออกไปหน้าชั้นหยิบชอร์กขึ้นมาเขียนลงไปว่า
“วันศุกร์ที่ 5มิถุนายน 1925”
“เท่านั้นละฟรานซิสไปนั่งที่ได้”
เช้าวันนั้นผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่ายอากาศร้อนอบอ้าว โรงเรียนจะปิดเทอมในอีก2-3วันข้างหน้านี้แล้วซึ่งผมก็ออกจะดีใจอยู่มากๆ เพราะมันน่าเบื่อจนบอกไม่ถูกไม่รู้ว่าจะต้องเรียนกันไปทำไม อีกอย่างหนึ่งผมก็อายุ 13 แล้วและโตกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาก
รอให้โรงเรียนปิดก่อนผมจะไปหาจิมมี่ โคช ซึ่งเขาจะให้งานผมทำ อย่างน้อยก็วิ่งเก็บโต๊ดจากลูกค้าที่เขาไม่มีเวลาไปเองหรือไม่ก็เฝ้าร้านช่วยขายของเวลาที่เขาไม่ว่าง เผลอๆ ผมอาจจะได้อาทิตย์ละ 10เหรียญด้วยซ้ำผมไม่เห็นจะได้อะไรเป็เงินเป็ทองขึ้นมาจากการเรียนหนังสือเลย
อย่างเวลาอาหารกลางวันก็เหมือนกันเด็กอื่นๆ ได้รับอนุญาตให้กลับไปกินอาหารกลางวันที่บ้านได้ แต่ผมกลับต้องไปกินที่โรงอาหารด้านหลังโรงเรียนพวกเด็กกำพร้าต้องมากินร่วมกันที่นี่ทุกคนซึ่งอาหารกลางวันก็มีนมกับแซนด์วิชและเค๊กก้อนเล็กๆ อีกก้อนหนึ่งเป็ประจำแต่ที่จริงแล้ว อาหารที่พวกเรากินนั้นดีกว่าของพวกเด็กที่กลับไปไปกินที่บ้านมาก
หลังจากโรงเรียนเลิกตอนบ่ายมันร้อนเกินไป ผมจึงวางแผนที่จะไปว่ายน้ำเล่นที่สะพานท่าเรือแต่ยังจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อครั้งหลังสุดที่ผมไปที่นั่น
ผมเกือบจะชนะเลิศในการแข่งขันว่ายน้ำอยู่แล้วเพราะเล่นมันอาทิตย์ละ 7 วันเลยและคุณต้องไม่ลืมว่าผมเป็เด็กกำพร้าประจำโรงเรียน เพราะฉะนั้นก็จะต้องกลับไปนอนที่โรงเรียนทุกคืนแต่เพราะผมหายตัวอยู่เป็ประจำ ซิสเตอร์ผู้ดูแลเด็กๆจึงส่งรายงานการหายตัวของผมให้คุณพ่อเบิร์นฮาร์ทซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลทั้งวัดและคน ผมเลยจัดการตอบจดหมายนั้นเสียเอง โดยบอกว่า “เด็กป่วย” พร้อมทั้งเซ็นชื่อส่งไปเสร็จว่า “เบิร์นฮาร์ท”
ความมันมาแตกตอนที่ซิสเตอร์เกิดใจดีมาเยี่ยมผมเข้าแต่ไม่พบเพราะวันนั้นผมฉลองหนังเสีย 4 เื่พอกลับเข้าโรงเรียนก็พบว่า คุณพ่อเบิร์นฮาร์ทกับซิสเตอร์แอนน์กำลังคอยอยู่แล้วผมได้ยินคุณพ่อคำรามออกมาว่า
“นั่นไง...ไอ้ตัวดีมาแล้วต้องเอาให้ป่วยขนาดหนักเลย” คุณพ่อเดินตรงเข้ามาหาผม “ว่าไง...ไปไหนมา ไปทะลึ่งอยู่ที่ไหน...หา...?” น่าแปลกที่ว่าน้ำเสียงของท่านทำให้ผมรู้สึกว่าราวม่านมันะเืขึ้นมาได้เฉยๆ อย่างนั้นแหละ”
“ผมไปทำงานครับ”
“อ๋อ...ทำงานไอ้โกหก” ท่านซัดผลัวะลงบนใบหน้าของผม
ซิสเตอร์แอนน์เองก็ใไม่น้อย...
“ฟรานซิส...ฟรานซิส...ทำไมถึงทำอย่างนี้รู้ไหมว่าฉันหวังเธอไว้มากแค่ไหน?”
ผมพูดไม่ออกคุณพ่อเบิร์นฮาร์ทตบที่กกหูอีกครั้ง
“ตอบครูสิ...!”
คราวนี้ผมเงยขึ้นเผชิญหน้ากับท่านทันทีแล้วทุกคำพูดก็หลั่งไหลออกมาจากใจผม
“ครับ...ผมไม่ได้โกหกผมป่วยจริงๆ ...ผมเบื่อทุกสิ่งทุกอย่าง เบื่อโรงเรียน เบื่อสภาพการเป็เด็กกำพร้าคุณพ่อเห็นสภาพผมที่นี่ไหมครับ ว่ามันเป็ยังไง นักโทษในคุกที่นี่ยังไงล่ะครับนักโทษจริงๆ ที่อยู่ในคุกจริงๆ ยังมีอิสรภาพมากกว่าผมเสียอีก ผมทำผิดหรือครับ...เปล่าเลยแล้วทำไมผมถึงต้องถูกกักขังถึงขนาดนี้ ไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ในพระคัมภีร์บอกไว้ไม่ใช่หรือครับว่า...การพูดความจริงจะทำให้เราเป็อิสระจากบาปทั้งปวง...
“คุณพ่อสอนให้เรารักพระเ้าเพราะพระองค์ทรงมีเมตตาต่อเราอย่างหาที่เปรียบมิได้ คุณพ่อให้พวกเราเริ่มวันใหม่ด้วยการสวดมนตร์อธิษฐานและขอบคุณพระเ้าขอบคุณที่เราได้เกิดมาเพื่อจะได้อยู่แต่ในคุก...!อยู่อย่างไร้อิสรภาพอย่างนั้นหรือครับ?”
ผมสะอึกสะอื้นไม่อับอายขายหน้าที่จะร้องไห้อีกต่อไปแล้ว...
น้ำตาคลอเต็มตาซิสเตอร์แอนน์คุณพ่อเบิร์นฮาร์ทเงียบกริบไปทันที ซิสเตอร์แอนน์เดินเข้ามาโอบผมไว้ในอ้อมแขน
“ฟรานซิส...ฟรานซิส...แล้วเธอไม่เห็นหรอกหรือว่าที่เราทำทุกอย่างนั้นก็เพื่อช่วยเหลือตัวเธอเอง” เสียงของซิสเตอร์แ่เบาราบเรียบ“รู้ไหมว่าสิ่งที่เธอทำลงไปนั้นมันเป็ความผิด...ผิดอย่างมากด้วย”
ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านไปทั่วร่างั้แ่เกิดมา ผมไม่เคยได้ััความอบอุ่นเช่นนี้มาก่อนอยู่ในอ้อมอกของผู้หญิงที่เคยเห็นเธอเป็ครูคนหนึ่งเท่านั้นแต่พลังหรืออานุภาพแห่งความอบอุ่นนั้น ช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกินผมก้มลงเบียดซุกใบหน้าลงกับทรวงอกของเธอ ซิสเตอร์แอนน์ก้มลงมองดูผมอย่างประหลาดใจและผมก็เงยขึ้นมองหน้าเธอด้วย
“เธอต้องสัญญาว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีก”
“ครับผมสัญญา”ผมตอบออกไปโดยอัตโนมัติซิสเตอร์แอนน์จึงเดินเข้าไปหาคุณพ่อเบิร์นฮาร์ท
“เขาได้รับการลงโทษเพียงพอแล้วค่ะและให้สัญญาแล้ว ว่าต่อไปนี้จะประพฤติตนเป็คนดี ดิฉันจะอธิษฐานให้จิติญญาของเขาด้วยค่ะ”เธอผลักผมให้ออกห่างและเดินออกไปจากห้อง
ผมหันไปทางคุณพ่อเบิร์นฮาร์ทท่านมองดูผมอยู่ครู่สั้นๆ แล้วก็บอกว่า
“ไปกินซัปเปอร์เสีย”
จากนั้นท่านก็เดินนำออกไปทางห้องอาหาร
ผมอายุ 13ปีแล้ว ตัวโตกว่าวัยมากและเชื่อว่า บนท้องถนนไม่มีใครตัวใหญ่เกินผมแน่วันนี้เพิ่งจะเป็วันแรกที่ไม่ได้ไปเล่นดำน้ำมันมีความสุขอย่างเหลือเกินเวลาที่เราปล่อยให้ตัวลอยไปตามผิวน้ำแต่วันนี้ผมจะตั้งใจใหม่ ทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับซิสเตอร์แอนน์ว่าจะเป็คนดีตั้งอกตั้งใจเรียน มันตงิดๆ อยู่ในใจอย่างไรไม่รู้ตอนที่ผมเพิ่งค้นพบความเป็ผู้หญิงของซิสเตอร์ทั้งๆ ที่ผมเพิ่งอายุ 13ปีเท่านั้น
ตอนที่ผมลงไปที่สนามหน้าโรงเรียนนั้นเด็กๆ ยังไม่ได้เข้าแถว ใกล้กับประตูใหญ่เกมลูกบอลกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นแต่เจอรี่ โควานกับพวกกำลังเดินตามาข้างหลังผมได้ยินเสียงหัวเราะก็เลยเหลียวหลังไปมอง
“ขันอะไรกันนักหรือวะ?”ผมถามพาลๆ
“อ๋อ...ใช่...ก็เื่หนังสติ๊กนั่นไงคิดว่าฉันไม่รู้สิท่าว่าเป็ฝีมือนาย”
“เออวะ...ยังไงก็ได้”
“เฮ้ย...!” เจอรี่หัวเราะลั่น
แล้วเราก็นั่งลงด้วยกันที่ขอบสนามดูเขาเล่นบอลกันจนโรงเรียนเข้า เจอรี่ โควาน เป็ลูกชายนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กส่วนผมคือไอ้เหียกตัวหนึ่งจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของเซ้นท์ เทอเรซซึ่งพระเ้าจับให้เราเข้ามาอยู่ในโรงเรียนเดียวกันแล้วยังแถมเป็เพื่อนสนิทกันอีกด้วย...ชีวิตนี้ช่างน่าแปลกเสียจริง...