เด็กชายหันกลับไปสบตาเขาเนิ่นนานเงียบเชียบ
ไม่มีความกลัว ไม่มีความระแวง เพียงแต่ชื่นชมและเหม่อลอยในบางคราว
เงือกยันตัวอยู่ข้างหินอย่างใจเย็น ราวกับเคารพในถิ่นของอีกฝ่าย ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้กว่านั้น เพียงแต่ความใคร่รู้และความสนใจในแววตากลับทวีความรุนแรง
รอบด้านปลอดคน มีเพียงเสียงร้องของนกนางนวลที่ไม่เคยหยุด เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งฤดูร้อน สงบนิ่งราวกับเป็่เวลาอันแสนร่มเย็น ให้ความรู้สึกไร้กังวล
ในที่สุดเด็กชายก็ยืนขึ้น เข้าไปหาเงือกทีละก้าว…ทีละก้าว
เงือกแหงนหน้ามองจดจ้องเขาอยู่ตลอด รอยยิ้มในแววตางามหมดจดชวนหลงใหล
แยกไม่ออกว่าจริงใจหรือเสแสร้ง
หลังเด็กชายเข้าใกล้ จู่ๆ เงือกก็สะบัดหาง ริ้วสีฟ้าครามสดใสวาดผ่านผืนสมุทร ภายใต้แสงแดดทองอร่าม เกล็ดของมันทอประกายสีม่วงเลือนราง เฉิดฉันน่าหลงใหล สมกิตติศัพท์ปีศาจทะเล
เกล็ดนั้นเรียงตัวสวยงาม หางปลาที่เรียกได้ว่ามหึมาวาดเส้นโค้งอันแทบไร้ที่ติกลางอากาศ หยาดน้ำที่กระเซ็นขึ้นมาระเหยกลายเป็หมอก คล้ายจับตัวเป็สายรุ้ง
หอยสังข์มโหฬารขอนหนึ่งถูกคลื่นน้ำซัดขึ้นมา
เงือกใช้ครีบมือรับหอยสังข์แล้วยื่นให้เด็กชายราวกับกำลังมอบสมบัติ “Questo è per te…Soffiare il Conch…Io verrò a voi…”
…ยกให้นาย เป่าหอยสังข์นี่ แล้วฉันจะไปหา…
เด็กชายรับมาพินิจพิเคราะห์ในมือ สุดท้ายก็ไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของเงือก
“ฟังดูอย่างกับนิทานปรัมปรา”
เงือกเพียงยิ้มโดยไม่พูดจา
เด็กชายเดินไปยังอีกด้านของก้อนหิน สอดด้านเรียวยาวของหอยสังข์เข้าปากแล้วเป่าเบาๆ
นั่นเป็เสียงเรียกจากดินแดนอันแสนไกล เป็ของกำนัลจากเทพสมุทร
ทั้งที่แสงแดดแสนเจิดจ้า แต่กลับไม่อาจ่ชิงประกายไปจากเขา ทว่าอาบไล้ประภาผ่องอำไพให้เขาด้วยความโปรดปราน ชะล้างความสะบักสะบอมและมลทินโสมม
เงือกมองค้างอย่างใจลอย ในหัวใจหลงเหลือเพียงเงาร่างผู้ได้รับประทานพรจากแสงและทะเล ั์ตาค่อยๆ อาบย้อมความหมกมุ่นคลุ้มคลั่ง
“Vuoiandare a casa? tiaccompagno a casa…”
…นายอยากกลับบ้านไหม ฉันจะพาไปส่ง…
ความทรงจำหลังจากนั้นเลือนรางตามกาลเวลา ต่อให้หอยสังข์ยังอยู่ก็ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่านี่เป็เพียงฝันอันแสนหวานหรือไม่
เขาจำได้รางๆ ว่าระหว่างทางกลับ เสียงของเงือกแทรกซึมเข้าไปในหัวใจ พึมพำตะกุกตะกักผะแ่ด้วยภาษามนุษย์ “ฉันชื่อ…อันเหลิ่ง…แล้วเจอกันวันหลัง…”
ต่อมาเขากลับไม่เคยเป่าหอยสังข์อีก หรือบางทีอาจเคยเป่า เพียงแต่ตนคงจำไม่ได้แล้ว
เขาไม่เคยพบอันเหลิ่งอีกเลยจริงๆ
“ฉันชื่อซูหลิงอิน…”
เขาพึมพำเบาๆ
เพราะอย่างนั้นฉันถึงเข้าใจภาษานาย เสียงเพลงของนาย…
หลายสิบนาทีหลังจากนั้น พวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก
กระนั้นอันเหลิ่งก็ไม่ได้ไปไหน เอาแต่ลอยตัวอยู่ในทะเลไม่ใกล้ไม่ไกล จ้องมองซูหลิงอินเงียบเชียบ เพียงทอดมองจากที่ไกลๆ แบบนี้ จึงจะช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในหลายปีที่ผ่านมา
ชาวประมงคำนวณเวลาแล้วกลับมารับซูหลิงอิน วินาทีก่อนหน้านั้น ราวกับอันเหลิ่งสังหรณ์ใจบางอย่าง พริบตาเดียวก็ดำดิ่งลงไปในทะเลลึก หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ซูหลิงอินปรายตามองจุดที่อีกฝ่ายหายไปด้วยแววตาเรียบเฉย
หลังจากเขากลับถึงตระกูลซูก็เริ่มค้นหาของเก่าๆ
สถานการณ์วัยเด็กของเขาในที่แห่งนี้แทบจะเรียกได้ว่ากระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด ความปลอดภัยของตัวเองยังแทบรักษาไม่ได้ จึงเก็บของส่วนใหญ่ไว้ไม่อยู่ด้วยเหตุนี้
เขากำลังเดิมพัน
เดิมพันว่าหอยสังข์ของอันเหลิ่งสำคัญกับตัวเขาในอดีตจริงหรือไม่ พูดให้ถูกคือมันสำคัญแค่ไหน
เพราะมีเพียงของสำคัญที่สุด เขาถึงจะคิดหาวิธีซ่อน จึงมีโอกาสเก็บมาได้จนป่านนี้
หลังจากรื้อค้นอยู่พักหนึ่ง
เขามองสภาพห้องที่ข้าวของกระจัดกระจายแล้วก็อดพึมพำไม่ได้ “ตอนนั้นฉันไม่ได้เสียสติไปใช่ไหม…”
ยังดี สุดท้ายก็หาเจอ
…ต้องยอมรับว่าในอดีตเขาระมัดระวังจริงๆ ซ่อนของจนตัวเองยังเกือบหาไม่เจอ บางทีตอนนั้นนี่คงเป็แสงสว่างสำหรับเขาจริงๆ ละมั้ง ครั้งหนึ่งเขาเคยใกล้ชิดกับความตายอย่างแท้จริง…น่าเสียดาย กลับเป็เพียงอดีตที่นึกไม่ออกอีกแล้ว
สิ่งของงดงามประณีตแบบนี้ เข้ากับรูปลักษณ์ของอันเหลิ่งจริงๆ ด้วย
อวี้เคอที่อยู่บนต้นไม้ได้ยินเสียงดังโครมคราม จึงอดไม่ได้ที่จะเคลื่อนตัวลงมา โผล่ไปยังหน้าห้องอย่างเงียบๆ “นี่ ทำอะไรอยู่เหรอ”
“หาของ” ซูหลิงอินตอบด้วยเสียงไร้อารมณ์ แม้ว่าประโยคนี้จะฟังดูราบเรียบไม่มีนัยสำคัญอะไรก็ตาม
อวี้เคอฟังแล้วกลับรู้ได้ทันทีว่าเขาไม่อยากตอบ
เอาเถอะ ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ ตัวเขาเองใช่ว่าจะไม่มีตา
อ้อ หอยสังข์ขอนใหญ่…
เอ๊ะ เดี๋ยวนะ
จู่ๆ อวี้เคอก็รู้สึกระแวงและเป็ปรปักษ์ขึ้นมาในใจอย่างอดไม่ได้ พลันขมวดคิ้วพึมพำ “ของจากไหนเนี่ย กลิ่นอายบนนั้นแข็งกร้าวมาก…อย่างกับกำลังแบ่งอาณาเขต ประกาศความเป็เ้าของ…”
“เงือก” ซูหลิงอินเงยหน้ามองอวี้เคอ “เคยเห็นบ้างไหม”
อวี้เคอส่ายหัว “ตอนพวกมันเก็บตัวอำพรางตนฉันยังไม่เกิด…แต่ถ้านายอยากรู้เื่ของพวกมัน พี่ชายคนนั้นของฉันก็พอรู้อยู่บ้าง ขนาดสร้างเื่ไว้ยังได้นั่งตำแหน่งผู้พิพากษาแบบนี้ เกรงว่าคงไม่มีใครทำได้อีกแล้ว”
มือของซูหลิงอินที่ลูบหอยสังข์อยู่ชะงัก “นายชอบพูดถึงเขาอยู่เรื่อย”
อวี้เคอคลี่ยิ้ม “นายก็รู้ว่าเผ่างูของเราชื่นชมคนแข็งแกร่ง”
ซูหลิงอินโบกหอยสังข์ในมือไปมา ถามขึ้นอย่างแฝงความนัย “รวมนี่ด้วยเหรอ”
อวี้เคอถอยออกไประยะหนึ่ง ไม่ปิดบังความยำเกรง พลางขมวดคิ้วเอ่ย “กลิ่นอายแบบนี้ทำให้ฉันอยากศิโรราบเป็เบี้ยล่างอย่างอดไม่ได้ คงเพราะบารมีจากสายเืละมั้ง ต่อให้เป็เงือกก็ไม่น่าถึงขั้นนี้…น่ากลัวว่าจะเป็ของบรรพชนในยุคโบราณกาลสักคน เฮอะ…ฉันไม่แนะนำให้นายไปยุ่งกับเ้าพวกนี้…แค่ฉันต้องเชื่อฟังคำสั่งจากนายคนเดียวก็เหนื่อยพอแล้ว หอยสังข์นี่โยนทิ้งให้ไกลได้เท่าไรยิ่งดี”
เขาทิ้งท้ายด้วยคำพูดนี้แล้วเผ่นกลับขึ้นไปบนต้นไม้อย่างรวดเร็ว ดูท่าจะรู้สึกไม่ดีจริงๆ