บทที่ 23 เถ้าแก่กู้ผู้อืดอาด
เถ้าแก่กู้รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงหันกลับไปมอง พอดีเห็นลูกจ้างในร้านกำลังโบกมือไล่ผู้คนที่มุงดูอยู่อย่างเงียบ ๆ ใบหน้าของเขาก็ดำคล้ำลงทันที
แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะเ้าของร้าน เขาก็ปรับสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว หันไปยิ้มให้หลี่เก๋อเฟย แล้วหมุนตัวโบกมือให้ผู้คนที่ล้อมวงอยู่พูดว่า
"ชาวบ้านทุกท่าน อย่าเพิ่งไปเลย ข้าขอให้ทุกท่านเป็พยานด้วยว่า ข้าคือผู้ที่ดูแลร้านขายยาเซิ่งฟางมาโดยตลอด ไม่ได้ให้ใครมาหลอกลวงแม่นางท่านนี้ ส่วนที่แม่นางบอกว่าร้านใหญ่โกงลูกค้านั้น ยิ่งเป็ไปไม่ได้ใหญ่ที่ร้านขายยาของพวกข้า ดูสิ พวกข้าคือสถานที่รักษาคนไข้และขายยา เป็ธรรมดาที่จะต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีทางที่จะรังแกลูกค้าที่ยากจนและไม่ยอมขายยาให้เด็ดขาด"
พอได้ยินว่าเถ้าแก่ให้อยู่ต่อ ผู้คนที่มุงดูก็ไม่ยอมไปไหน บางคนยังจงใจกลอกตาใส่เด็กรับใช้ที่ไล่พวกเขาไปอีก เหมือนจะบอกว่า 'แกเป็ใครกัน ยังกล้ามาไล่พวกข้าอีก ในเมื่อเถ้าแก่บอกให้พวกข้าอยู่ต่อ'
เด็กรับใช้ก็รู้สึกสิ้นหวัง เถ้าแก่ของเขาเป็คนใจดีกับทุกคนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สาวบ้านนอกคนนี้้าไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา ร้านค้าจะเสียหายมหาศาลแน่ ๆ
"ในเมื่อเป็เช่นนี้ งั้นเรามาคุยกันดี ๆ เถอะ"
หลี่เก๋อเฟยเห็นเถ้าแก่กู้ออกปากห้ามไม่ให้ผู้คนที่มุงดูกลับไป ก็รู้สึกว่าเขาตั้งใจจะแก้ปัญหาจริง ๆ จึงผ่อนน้ำเสียงลงบ้าง
"ใช่แล้ว แม่นาง มีอะไรที่พูดกันดี ๆ อย่าโกรธจนเสียสุขภาพเลย เรามาค่อย ๆ คุยกัน เสี่ยวอวิ๋น ยังไม่ยกเก้าอี้มาให้แม่นางกับคุณชายนั่งอีกหรือ เหตุใดปฏิบัติต่อลูกค้าแบบนี้ได้ อ้อ ใช่แล้ว ไปเอาขนมอร่อย ๆ มาจากข้างหลังด้วย"
อีกสักพักเสี่ยวอวิ๋นกับลูกมือคนอื่น ๆ ก็ยกเก้าอี้กับขนมมา เถ้าแก่กู้เป็คนไปหยิบเก้าอี้มาด้วยตัวเอง เชิญหลี่เก๋อเฟยกับซูจิ่งหยางนั่ง แล้ววางขนมลงด้วยมือตัวเอง
หลี่เก๋อเฟยเห็นท่าทีของเถ้าแก่กู้ก็ดีขึ้น ก็ไม่ได้มองเขาอย่างคาดคั้นเหมือนตอนแรก
เถ้าแก่กู้เห็นสีหน้าท่าทางของหลี่เก๋อเฟยผ่อนคลายลง ก็ยิ่งมั่นใจว่าเป็แค่ความเข้าใจผิด จึงเป็ฝ่ายถามก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น
"แม่นาง เชิญพูดมาเถอะว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีเื่ลำบากใด ๆ ก็บอกมาได้เลย ร้านยาเซิ่งฟางของพวกเราก็มีไว้เพื่อช่วยเหลือผู้คนอยู่แล้ว แม่นางมีเื่อะไรก็พูดมาได้เลย"
"ในเมื่อเป็เช่นนั้น ข้าก็จะพูดแล้วกัน"
"เชิญพูดมาเถิด" เถ้าแก่กู้กระตือรือร้นจริง ๆ หลี่เก๋อเฟยเพิ่งจะพูดไปได้ประโยคเดียว เขาก็รีบเสริมขึ้นมาทันที
"อืม นี่คือสามีของข้า"
"อ้อ ที่แท้พวกเ้าเป็สามีภรรยากันนี่เอง แต่มีเื่ลำบากใจอะไรหรือ?"
พูดจบ เถ้าแก่กู้ก็มองไปที่ซูจิ่งหยางด้วยสีหน้าที่ยังคงนอบน้อมถ่อมตน
ซูจิ่งหยางกลับถูกสถานการณ์ที่พลิกผันกะทันหันนี้ทำให้ตะลึงงัน และเมื่อเห็นเถ้าแก่กู้พูดกับตนเองด้วยท่าทีนอบน้อมเช่นนี้ กลับรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะอย่างไร คนที่สามารถเปิดร้านขายยาใหญ่โตในเมืองหลวงได้ ฝีมือต้องยอดเยี่ยมแน่นอน การรู้จักกับขุนนางใหญ่โตบ้าง ก็เป็เื่ปกติ คนพวกนี้ปกติมักจะหยิ่งยโสโอหังเสียหน่อย ก็เป็เื่ธรรมดา แต่ตอนนี้เถ้าแก่กู้ถ่อมตนเช่นนี้ กลับทำให้ซูจิ่งหยางรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไร
ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก หลี่เก๋อเฟยก็รีบพูดขึ้นมาก่อน
"เช่นนั้นก็ให้สามีของข้าพูดเถิด ข้าจะคอยเสริม"
หลี่เก๋อเฟยะโจนเหนื่อย รู้สึกว่าบรรยากาศแบบสงบสุขเช่นนี้เหมาะที่จะให้ซูจิ่งหยางเป็คนพูดมากกว่า
"อ้อ ใช่ พวกเ้าเป็สามีภรรยากัน ใครพูดก็เหมือนกัน คุณชายเชิญพูดได้เลย พวกเราแค่คลี่คลายความเข้าใจผิดให้กระจ่างก็พอ"
เถ้าแก่กู้ถึงแม้จะมองว่าซูจิ่งหยางดูอ่อนแอง่ายต่อการบีบคั้น แต่ก็ยังคงสุภาพนอบน้อมอยู่ตลอด ทำให้หลี่เก๋อเฟยรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
ซูจิ่งหยางเห็นว่าเถ้าแก่กู้เป็คนพูดจามีเหตุผลจริง ๆ จึงลุกขึ้นยกมือไหว้ตอบรับการทักทายก่อน แล้วจึงนั่งลงพูดช้า ๆ ว่า
"ท่านพ่อของข้าป่วยหนัก ใกล้จะสิ้นใจแล้ว ข้าเป็ห่วงจนแทบคลั่ง จึงไปหาหมอเทวดาท่านหนึ่ง จึงได้ตำรับยามา แต่ส่วนผสมของยาล้วนเป็ของมีค่า ไม่ใช่ของที่หาได้ตามชนบทเล็ก ๆ ได้ยินมาว่าในเมืองหลวงมีทุกอย่าง จึงมาถามดู ใครจะรู้ว่าพอมาถึงร้านของท่าน ลูกจ้างในร้านของท่านกลับไล่พวกข้าไปโดยไม่ฟังเหตุผล พวกข้าเป็ชาวบ้านนอก ไม่มีเสื้อผ้าสวยงามตกแต่ง ดูเซอะซะไปหน่อย ภรรยาของข้าทนไม่ได้จึงมาทำเื่เอะอะที่นี่ จริง ๆ แล้วเป็เื่เกี่ยวกับชีวิตคน พวกข้าร้อนใจมาก จึงมีความหยาบคายไม่สุภาพไปบ้าง ขอท่านเถ้าแก่กู้อย่าได้ถือสาเลย"
"นี่พูดอะไรกัน ที่แท้ก็เป็เื่ที่บิดาป่วยหนักจึงมาซื้อสมุนไพร นี่เป็เื่ปกติของมนุษย์อยู่แล้ว จะมาพูดอะไรกับเื่ถือสาไม่ถือสา ลูกจ้างที่เ้าพูดถึงต้องเป็คนที่เพิ่งมาใหม่ยังไม่รู้กฎระเบียบ ข้าจะให้คนไปจัดการเขา"
เถ้าแก่กู้พูดพลางโบกมือเรียกให้คนไปจับลูกจ้างคนนั้นไป ส่วนจะลงโทษอย่างไร ก็ไม่จำเป็ต้องบอกคนนอก ถึงอย่างไรก็เป็คนที่เขาจ้างมานาน ส่วนตัวเองซื้อสมุนไพรจ่ายเงินแล้วก็จากไป ต่อไปจะได้เจอกันอีกหรือไม่ ก็ยากที่จะพูดได้
หลี่เก๋อเฟยเห็นพวกเขาสองคนคุยกัน แต่กลับไม่ได้พูดถึงประเด็นสำคัญ ในใจก็เริ่มร้อนรนอีกครั้ง จึงลุกขึ้นยืนพูดตรง ๆ ว่า
"พวกข้าสามีภรรยามาซื้อสมุนไพร ไม่ว่าเด็กในร้านของท่านจะรู้หรือไม่รู้กฎระเบียบอะไร ข้าจะพูดแค่ประโยคเดียว ที่นี่มีโสมและหลินจือเกรดดีหรือไม่ พวกข้ายังรอเอาไปช่วยชีวิตคนอยู่"
เถ้าแก่กู้ก็ไม่ใช่คนที่ใช้อำนาจข่มเหงรังแกผู้อื่นจริง ๆ พอได้ยินคำพูดของหลี่เก๋อเฟยก็รีบตอบ
"มี ร้านของพวกเราเป็ร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในเมืองหลวง ถ้าพวกเราไม่มี จะไปหาที่ไหนได้อีก ร้านยาเซิ่งฟางของข้ามียาและสมุนไพรครบที่สุด สมุนไพรที่ฮูหยินพูดถึงแน่นอนว่ามี"
"ถ้ามีแล้วเหตุใดไม่รีบหยิบออกมา ตั้งราคาเลย พวกข้าจะได้ซื้อแล้วรีบกลับไปช่วยชีวิตคน"
หลี่เก๋อเฟยร้อนใจ ถึงแม้ว่าเถ้าแก่คนนี้จะพูดจาดี แต่ก็พูดมากเกินไป ยังพูดอืดอาดอีก พูดมาเยอะแยะแต่ก็ยากที่จะเข้าประเด็น หลี่เก๋อเฟยพูดจบก็ยื่นมือออกไป ตั้งใจจะให้เถ้าแก่ร้านรีบหยิบมาให้
แต่เขาก็ยังพูดอืดอาดอยู่ ไม่มีท่าทีจะไปหยิบสมุนไพร และไม่มีท่าทีจะหันหลังไปสั่งเด็กในร้าน
เกิดอะไรขึ้น หลี่เก๋อเฟยร้อนรนใจ
"ฮูหยินอย่าร้อนใจ หลินจือชั้นดีนี้หาได้ง่าย อยู่ลึกในคลังยาหลังร้าน ต้องหาสักหน่อย ส่วนโสมนั้น ฮูหยินคงต้องรอสักพัก"
"หมายความว่าอย่างไร?"
หลี่เก๋อเฟยร้อนใจจริง ๆ เถ้าแก่ร้านพูดช้าเกินไป หลี่เก๋อเฟยร้อนใจจนอดไม่ได้ที่จะขัดคำพูดของเขา
ซูจิ่งหยางเห็นเถ้าแก่ร้านพูดจาดีขนาดนี้แล้ว ตนเองจะใจร้ายบังคับเขาได้อย่างไร จึงยื่นมือไปจับมือหลี่เก๋อเฟยที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศกลับมา ไม่อยากให้หลี่เก๋อเฟยใจร้อนขนาดนั้น
"อ้อ คุณเ้าของร้านพูดช้า ๆ หน่อย พวกเราฟังอยู่ ขอเพียงมียาสมุนไพร อะไรก็ตกลงได้หมด"
เถ้าแก่เป็คนใจดีอ่อนโยนอยู่แล้ว ไม่แปลกใจที่จะปล่อยให้ลูกจ้างเหิมเกริมได้ขนาดนั้น
เห็นหลี่เก๋อเฟยมีท่าทีบังคับ ก็อยากจะรีบแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ให้เร็วที่สุด ใครจะไปคิดว่าคุณเ้าของร้านจะเป็คนพูดช้า ในใจร้อนรนแต่ภายนอกกลับแสดงออกไม่ได้ ร้อนใจจนเหงื่อไหลโซมศีรษะ
เช็ดเหงื่อแล้ว เถ้าแก่กู้ก็พูดต่อ
"หลินจือชั้นดีนี้วันนี้ก็หาได้ โสมนั้นหายาก เป็สมุนไพรที่พวกเราตามหามาหลายปี ร้านเราก็เก็บมานาน เป็ของหายากอยู่แล้ว สิ่งบำรุงขนาดนี้ ผู้ที่้าก็มีมาก แต่ผู้ที่้าอย่างเร่งด่วนกลับมีน้อย ดังนั้นร้านเราจึงเก็บรักษาสรรพคุณของโสมไว้ สถานที่เก็บจึงเป็ความลับอย่างยิ่ง"