มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 183 ด่านทดสอบจิตใจ

    บทที่183 ด่านทดสอบจิตใจ

             

            เสียงเอะอะโวยวาย พร้อมเสียงดาบเสียงกระบี่ที่กระทบกันจนดังกึกก้องแสบแก้วหูปลุกให้สติสัมปชัญญะของฮุ่ยจวินได้ฟื้นคืนชายหนุ่มเปิดเปลือกตาที่ปิดสนิทเผยให้เห็นแสงอันเจิดจ้าแยงตา จึงรีบยกฝ่ามือขึ้นมาปิดที่แท้นี่ก็คือดวงอาทิตย์ที่อยู่บนผืนนภา

             

            มันขึ้นมาจากบึงลี้ลับได้แล้ว?

             

            ฮุ่ยจวินปรากฏแววความงุนงง เท่าที่จำความได้ก่อนที่จะมาอยู่ตรงนี้มันยังดึงดูดแย่งชิงกฎเกณฑ์แห่งบรรพชนในบึงลี้ลับอยู่เลย มันและมวลพลังอันมหาศาลดึงดูดซึ่งกันจนประจันซึ่งหน้าร่างสัมผัสเข้ากับมวลพลังอย่างถนัดถนี่ ตอนนี้ร่างกายที่ระบบรวดร้าวเป็นคำยืนยันชั้นดีว่ามันไม่ได้ฝัน

             

            พอคิดมาถึงตรงนี้ มันค่อยสัมผัสได้ถึงว่านอกจากความระบมของร่างกายภายในวิถีแห่งพลังญาณของมันก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ตลอดมาพลังญาณที่แล่นในมหาวิถีเจ็ดดาราของมันคือแพที่ต่อขึ้นจากขอนไม้ขนาดใหญ่บัดนี้แพนั้นเสมือนแปรเปลี่ยนเป็นเรือลำใหญ่ที่ถูกทำขึ้นจากโลหะชั้นดีแล้ว กฎเกณฑ์แห่งพลังญาณมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างเท่าทวีคูณหรือเหตุการณ์ต่อจากที่มันสัมผัสเข้ากับมวลพลังแห่งบรรพชนนั้น มันสามารถดึงดูดเอากฎเกณฑ์ที่แสนลึกล้ำมาไว้ในกายได้แล้ว

             

            ฮุ่ยจวินมองฝ่ามือทั้งสองข้าง สัมผัสได้ถึงไฟในโลหิตที่กำลังเดือดพล่านนี่ยิ่งแสดงให้เห็นว่า ระดับพลังญาณของมันฝ่าทะลวงจนยากจะประมาณ

             

            เมื่อรู้ว่าได้พลังแห่งบรรพชนทั้งหมดมา ฮุ่ยจวินก็ตระหนักรู้ว่าบึงลี้ลับบัดนี้คงจมสู่ก้นบาดาลไปแล้วพอนึกถึงเรื่องนี้หัวใจก็เจ็บแปลบ รอยยิ้มที่มีความสุขของทุกคนมันย่อมจดจำได้ ชีวิตอันสงบสุขของครอบครัวของมันล้วนอยู่ที่นั่นทว่าท้ายที่สุดต้องจบลงด้วยต้นเหตุที่มาจากเทวะวจนะ

             

            ฮุ่ยจวินคุกเข่าโขกศีรษะไปทางบึงลี้ลับ

            “ข้าจะสืบทอดและนำพาปณิธานของพวกท่านไปสู่โลกใหม่ที่มีแต่ความผาสุขด้วยกัน"

             

            หลังโขกศีรษะพร้อมคำปฏิญาณ ฮุ่ยจวินก็ลุกขึ้นพร้อมแววตาที่มุ่งมั่นมันไม่รู้ว่าตนอยู่ที่ไหน ขึ้นมาจากบึงลี้ลับด้วยวิธีใด แต่ตอนนี้เสียงเอะอะโวยวายและเสียงอาวุธกระทบกันยิ่งมายิ่งเด่นชัดไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่ทิศทางดังกล่าว แต่มันไม่รอช้ารีบพุ่งทะยานออกไปในทันทีเพราะในเสียงเหล่านั้นอาจมีผู้ต้องการความช่วยเหลือก็เป็นได้

             

            แรกตั้งใจเมื่อมาถึงมันจะจับตาสังเกตุการณ์ดูท่าทีไปก่อนหากเห็นเรื่องราวไร้มนุษยธรรมมันจะสอดมือช่วยเหลือทันที ทว่าพอมาถึงกลับพบว่า ท่ามกลางคนจากนิกายเทวะวจนะกำลังโอบล้อมกลุ้มรุมทำร้ายเป็นท่านย่าและเหล่าพี่น้องบุญธรรมของตนฮุ่ยจวินจึงไม่มัวชักช้ารีบซัดหมัดทะลวงนภาออกไปในทันที

             

            “ท่านย่า พี่หญิง น้องเล็ก ดีจริงๆ ที่พวกท่านยังปลอดภัย"

             

            หมัดทะลวงนภาที่ก่อเกิดจากลมปราณเจ็ดดาราดวงที่ห้าสมควรจะกำราบเหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะได้ในพริบตาทว่าเมื่อเสาอากาศทอดออกไปได้แค่ครึ่ง พลังปาฏิหาริย์แห่งวจนะมุทราที่ราวหลุดมาจากฟากฟ้าก็แผดแสงเข้าขัดขวางแสงนี้คือมุทราเทพอันศักดิ์สิทธิ์ ซ้ำยังเกิดจากตัวตนระดับธรรมบาล!

             

            หนึ่งในกลุ่มคนจากนิกายเทวะวจนะมีธรรมบาลมุทราดำรงอยู่!

             

            ฮุ่ยจวินเคยพบพานธรรมบาลมุทราครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่หาทางรักษาพิษให้แก่ฮุ่ยไป๋วัยเด็กเมื่อหลายปีก่อนที่ทุ่งร้างพบครั้งเดียวจึงจดจำใบหน้าไม่ค่อยได้ แต่ถึงแม้ใบหน้ายากจดจำ ทว่าพลังฝีมือยากลืมเลือนมุทราระดับนี้ รูปแบบและกฎเกณฑ์แห่งพลังปาฏิหาริย์ที่สูงส่งเช่นนี้ หากมิใช่ระดับธรรมบาลมุทราแล้วจะเป็นใคร!

             

            ลมปราณเจ็ดดาราทะลวงผ่านดวงที่ห้าจ่ออยู่ดวงที่หกก็จริงแต่ก็เพียงพึ่งฝ่าระดับไม่สมดุลดี อีกทั้งมันพึ่งใช้ดึงดูดกับมวลพลังแห่งบรรพชน พลังความแกร่งกร้าวและต่อเนื่องจึงไม่ได้เหนือกว่าธรรมบาลมุทรานัก

             

            “ที่แท้เจ้าก็เป็นลูกหลานสืบทอดวิถีมารตกตายไปพร้อมกับพวกมันเถิด"

             

            ธรรมบาลมุทราลงมือต่อเนื่อง สกัดแลรุกไล่ฮุ่ยจวินจนเดินหน้ามิได้นอกจากพลังมุทราแล้ววิชายุทธ์ของนางก็ไม่ธรรมดา ท่าร่างปราดเปรียววกทำร้ายสองพี่น้องบุญธรรมของมันจนกระอักโลหิตกระเด็นกระดอนไปคนละทิศจากนั้นก็มุ่งไปกำชับลำคอของท่านย่าของมันพุ่งอัดกระแทกต้นไม้ใหญ่จนหักโค่น ฮุ่ยจวินเห็นอาการท่านย่าไม่สู้ดีจึงกระหน่ำออกด้วยเคล็ดวิชาแฝงที่อยู่ในดวงดาราแต่ละดวง

             

            ดาราไร้เงา!

             

            ดาราสลายจันทร์!

             

            ดาราแบ่งแยก!

             

            สุดยอดวิชาแฝงเมื่อถูกปลดปล่อยความกึกก้องกัมปนาทก็ตามมาเหล่าคนแห่งนิกายเทวะวจนะที่หวังกลุ้มรุมสังหารสองพี่น้องต้องระเนระนาดไป ส่วนธรรมบาลมุทราต้องเบิกตากระชากร่างของท่านย่ามารับพลังไว้แทนเป็นเหตุให้ฮุ่ยจวินต้องรีบสลายพลัง

             

            “การกระทำของท่านช่างต่ำช้านัก!”

             

            “มารชั่วอย่างพวกเจ้ามีสิทธิ์ว่าผู้อื่นต่ำช้าอยู่หรือมารน้อย ไม่คิดว่าผ่านไปไม่นานพลังฝีมือเจ้าจะรุดหน้าเพียงนี้ คงเป็นเพราะวิชานอกรีตสินะดี ข้าจะล้างบางชนชาวนอกรีตให้หมดสิ้นเดี๋ยวนี้”

             

            ธรรมบาลมุทราประกบดรรชนีจ่อที่แผ่นหลังของท่านย่าของฮุ่ยจวินพลังปาฏิหาริย์แห่งวจนะกอปรรวมจนเจิดจ้า มันแผดแสงอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถทะลวงไปสู่สรวงสวรรค์พลังปาฏิหาริย์นี้หากสัมผัสกับร่างของท่านย่าตน ผลลัพธ์ก็คงร้ายมากกว่าดี

             

            ฮุ่ยจวินฝืนปลดปล่อยพลังแฝงแห่งดาราดวงที่สามดาราเบ่งบานผุดขึ้นตามบาดแผลของท่านย่ามัน ก่อเกิดบุปผาที่ราวกับดวงดารา นอกจากมันจะดูดซับเอาอาการบาดเจ็บฟื้นฟูร่างกายให้คนมันยังสามารถดูดซับเอาพลังแห่งมุทราที่แผดแสงออก ผ่อนหนักให้เป็นเบาสามารถรักษาชีวิตท่านย่าได้อย่างทันท่วงที

             

            “ฝีมืออันร้ายกาจ!”

             

            แม้แต่ธรรมบาลมุทรายังคงมิอาจเชื่อในสิ่งที่สายตามองเห็นวจนะมุทราของนางกลับถูกหยุดได้ด้วยพลังสามัญของบุรุษหนุ่มธรรมดาผู้หนึ่ง ซึ่งจังหวะที่นางกำลังงุนงงอยู่นี้ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาก็ไหวออก ร่างเลือนหายเพียงชั่วพริบตาเดียวก็ปรากฏขึ้นกึ่งกลางของท่านย่าและธรรมบาลมุทราแต่ธรรมบาลมุทราเป็นยอดคนในระดับใด แม้งุนงงแต่ก็ยังตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมในรัศมีได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้นจังหวะที่ฮุ่ยจวินปรากฏกายออกมาจากท่าเท้าเหยียบม่านเมฆา ฝ่ามือหนึ่งของนางก็ฟาดออกเสียงที่ราวกับอัสนีกึกก้องก็กระทบลงที่แผ่นหลังของฮุ่ยจวินทันใด!

             

            เปรี้ยง!!!

             

            หากมิใช่เพราะต้องการช่วยท่านย่าจากเงื้อมมือของธรรมบาลมุทราฝ่ามือนี้ชายหนุ่มยังพอจะต้านรับได้ทัน แต่หากมันทำเช่นนั้น ผลกระทบจากการสะท้อนของพลังสองสายได้ทำให้ท่านย่ามันประสบอันตรายถึงชีวิตแน่ดังนั้นจึงผนึกลมปราณเจ็ดดารามาที่แผ่นหลัง ใช้ออกเป็นพลังป้องกันที่เรียกว่าดาราแบ่งแยกสลายพลังโจมตี และชิงอาศัยจังหวะนี้เป็นแรงส่งหยิบยืมสภาวะพาท่านย่าและพี่น้องบุญธรรมของตนหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

             

             แต่ขณะที่ฮุ่ยจวินจะหลุดพ้นจากรัศมีแห่งมุทราของธรรมบาลมุทราได้แล้ว มันกำลังพาญาติพี่น้องทั้งสามหนีไปภาพเบื้องหน้าก็พบว่ามีกองไฟขนาดใหญ่กำลังแผดเผา กองไฟนั้นหากมองผิวเผินก็เสมือนไฟไหม้ป่าทั่วไปแต่หากพินิจมองให้ดี มองผ่านม่านเปลวไฟจะเห็นเสาไม้แท่งหนึ่ง เสาไม้แท่งนั้นมีคนสิบคนถูกมัดรวมพวกมันล้วนถูกมัดให้ถูกไฟเผาทั้งเป็น!

             

            คนเหล่านั้นเมื่อมองให้ดีล้วนแล้วแต่เป็นชาวบ้านที่มันไม่รู้จักทั้งสิ้นเป็นชาวบ้านที่ดูแร้งแค้นไม่ต่างจากขอทาน ดูไปแล้วแทบเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่ควรค่าพอที่จะให้ผู้อื่นใส่ใจหากฮุ่ยจวินมองผ่านพวกมัน มองผ่านเปลวไฟ มองคนไร้ค่าเหล่านี้อย่างไม่มีตัวตน มันจะสามารถพาท่านย่าและพี่น้องบุญธรรมของมันรวมถึงตัวมันเองได้หนีรอดอย่างปลอดภัยจากเงื้อมมือของธรรมบาลมุทรา

             

            ฮุ่ยจวินมีสีหน้าลังเล ย่าของมัน พี่น้องของมันล้วนยืนบนเส้นด้ายเป็นตายครึ่งต่อครึ่งหากมันช้ากว่านี้โอกาสรอดย่อมลดน้อย แต่จะให้มันมองไม่เห็นเปลวไฟตรงหน้าอย่างนั้นหรือ

             

            “คนจากนิกายเทวะวจนะเหตุใดจึงโหดเหี้ยมเพียงนี้เพียงเพราะแตกต่างถึงขั้นต้องล้างบางอย่างนั้นหรือ"

             

            เสียงธรรมบาลมุทราดังไล่หลัง

            “นี่คือชะตากรรมของพวกเจ้า ชีวิตพวกเจ้าไร้ทางเลือกตั้งแต่หันหลังให้แก่เทวะวจนะแล้วเป็นมารก็ต้องตาย สิ่งนี้คือสัจธรรม… เจ้าในตอนนี้อาจโชคดี สามารถรอดเงื้อมมือข้าได้แต่ซักวันหนึ่งเจ้าก็จะต้องพานพบชะตากรรมเดียวกับพวกมัน มองภาพของคนที่ถูกไฟผลาญให้ดีๆล่ะ ต่อให้เจ้าหนีเอาตัวรอดในที่นี้ได้ พาคนที่รักเอาตัวรอดได้ ทว่าซักวันข้าจะก็ไล่ล่าและนำพวกเจ้ามาเผาทั้งเป็นคอยดู!”

             

            เสียงของน้องบุญธรรมของมันดังขึ้น

            “พี่รองรีบพาพวกเราหนีไปเถอะ เสียงของธรรมบาลผู้นั้นเริ่มใกล้มาแล้ว"

             

            พี่หญิงบุญธรรมของมันกล่าวเสริม

            “ถูกแล้วน้องรอง หากช้ากว่านี้ท่านย่าและพวกเราได้ถูกเผาทั้งเป็นดั่งคนเหล่านั้นแน่"

             

            ไม่นานเสียงชราที่ดูอิดโรยของท่านย่าของมันก็ดังมา

            “เจ้าอย่าได้ใส่ใจคนเหล่านั้น พวกมันมีตัวตนก็เหมือนไม่มีชีวิตเจ้าสำคัญที่สุด เจ้าคือความหวังของพวกเรา มีแต่เจ้าที่รอดชีวิตจึงจะมีประโยชน์"

             

            วาจาของคนทั้งสามแทนที่จะทำให้ฝีเท้าของฮุ่ยจวินเร่งรีบกลับทำให้เท้าคู่นี้หยุดชะงักลง ฮุ่ยจวินสูดลมหายใจเข้าลึก มองเปลวเพลิงที่โชติช่วงและเสียงโหยหวนด้วยความร้อนลวกของกลุ่มคนตรงหน้าก่อนสาดสายตามองคนจากนิกายเทวะวจนะที่ไล่หลัง

            “หากข้าเห็นแก่ตัวเอาชีวิตรอดโดยละทิ้งผู้อื่นข้าจะต่างจากคนเหล่านี้ตรงไหน เพื่อประโยชน์ส่วนตนแล้วไม่สนสรรพสิ่ง ไม่สนชีวิตผู้อื่นไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งใด ข้าก็คงไม่ต่างจากกลุ่มคนที่ถือตนว่ายืนอยู่บนแสงสว่างแต่จิตใจอยู่ที่มืดอย่างพวกมันแล้ว...ข้าตั้งปณิธานเพื่อปลดปล่อย หากแม้นมิอาจช่วยคนสิบคนตรงหน้า หรือแม้แต่พวกท่านข้ายังมิอาจปกป้องแล้วข้าจะมีหน้าไปปลดปล่อยคนทั้งโลกได้อย่างไร… ข้าหนีมามากพอแล้วจากนี้ข้าจะไม่หนีอีก และข้าจะไม่ทิ้งใครอยู่เบื้องหลังอีก!”

             

            สิ้นเสียงคำราม ร่างของฮุ่ยจวินก็ลุกวาวแลโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิงสีทองนี่ก็คือเพลิงเทวะผลาญโลหิต วิชาที่สืบทอดประจำสายเลือด เมื่อมันแผดเผาขึ้น เปลวไฟทุกเปลวไฟบนโลกก็ย่อมศิโรราบไม่มีไฟใดอาจหาญเทียบเคียง ไฟที่แผดเผาคนทั้งสิบจึงดับไป คล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างก็มอดตาม

             

            ธรรมบาลมุทราผู้ร้ายกาจและคนของนางเลือนหายคนไร้ค่าที่ราวกับขอทานซึ่งร้องขอชีวิตท่ามกลางกองเพลิงก็กลับกลายเป็นธาตุอากาศ แม้แต่ท่านย่าและพี่น้องบุญธรรมของมันก็กลับกลายเป็นสายลมสิ่งที่เกิดทั้งหมดเป็นเสมือนภาพลวงตา แต่เพลิงเทวะผลาญโลหิตที่แผดเผาขึ้นบนกายมันกลับเป็นของจริงมิหนำซ้ำดูเหมือนมันจะได้รับการหนุนเสริมจากมวลพลังแห่งบรรพชนบึงลี้ลับจนมีอานุภาพเพิ่มพูนอย่างก้าวกระโดดฮุ่ยจวินสัมผัสได้ถึงมวลพลังญาณอันมหาศาลที่ทะลักไหลในร่าง ชายหนุ่มแสดงสีหน้างุนงงก่อนในหูคล้ายจะได้ยินแว่วเสียงของเหล่าคนชรามากมายที่สะท้อนอึงอนราวเสียงหมู่ภมรขับขาน

             

            “เจ้าผ่านการทดสอบแล้ว"

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             
             

     

     

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน