บทที่ 117 ตบหน้ากลับ
“คุณชายหลี่ช่างไร้เมตตาจริงๆ” จางหลิวอี้ส่ายหน้า นางยังแสดงท่าทางสูงส่งของตนเองออกมาในขณะที่มองดูสาวใช้ถูกลากออกไป
ด้วยท่าทางปลงตกของนางเช่นนั้น ราวกับต้องการจะบอกกับพวกทหารทั้งหลายว่าพวกเจ้าน่าสงสารแล้ว ต่อไปจะมีเขาเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาหรือทำให้ไม่พอใจ ย่อมต้องถูกทารุณเอาได้ง่ายๆ
การแสดงออกของจางหลิวอี้นั้นค่อนข้างดี ทหารหลายคนก็เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ไม่รู้ว่าเพราะคิดว่าการกระทำของคุณชายผู้นี้รุนแรงเกินไป หรือเป็นเพราะทักษะพลังของจางหลิวอี้กันแน่ สายตาของพวกเขามองมาที่หลี่ชิงหมินอย่างไม่พอใจ ก่อนหน้านี้ทุกคนได้ยินว่าคุณชายหลี่ผู้นี้ก็คือผู้ที่ช่วยให้ท่านแม่ทัพใหญ่เอาชนะสงครามมาได้ ทั้งยังเชิดชูเขาที่เป็นคนคิดยาอัมพาตขึ้นมา ทำให้พวกเขาไม่ต้องทนกับความเจ็บปวดอีก แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้าใจนิสัยของคุณชายหลี่ผิดไป
แน่นอนว่าทหารจำนวนมากซึ่งรู้จักหลี่ชิงหมินอยู่ก่อนแล้วก็แปลกใจเช่นกัน พวกเขาไม่ได้แปลกใจเกี่ยวกับคำลงโทษนี้ ไม่แคลงใจในเรื่องความเสียสละของคุณชายหลี่ด้วย แต่ที่พวกเขากำลังแปลกใจอยู่ก็คือ...คุณชายหลี่ที่พวกเขารู้จัก คนผู้นี้ไม่ใช่ว่าเป็นพวกที่อยากจะกินและนอนไปวันๆหรอกหรือ?
ทุกคนแอบตั้งฉายาให้กับเขาว่าเป็นคุณชายปลาเค็มในช่วงแรกๆที่มาอยู่ในค่ายด้วยซ้ำ คุณชายผู้นี้ถ้าวันไหนได้ขยับตัวมากหน่อยก็ถือว่าเป็นวันที่มีเรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะจนใจต้องลุกมาทำงาน เขายังอยากที่จะนอนอยู่บนเตียงจนกว่าจะได้เวลาอาหาร
แล้วคนที่มีนิสัยเรียบง่ายเช่นนี้ วันนี้เลือกที่จะลงมือต่อคนของสกุลจางด้วยตนเอง ไม่ใช่ว่าระหว่างพวกเขามีอะไรมากกว่าที่ตาเห็นหรอกหรือ?
“ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว พวกเราก็รีบเข้าไปเถอะ” หลี่ชิงหมินไม่สนใจที่จะต่อล้อต่อเถียงกับจางหลิวอี้อีก เขาเพียงกลับเข้าไปในรถม้าแล้วปิดม่านลงเช่นนั้น ขนาดคำพูดตำหนิที่ส่งมาถึงเขาโดยตรง หลี่ชิงหมินก็ยังทำเป็นไม่ได้ยินเลย
“คุณชายหลี่” จางหลิวอี้กัดฟันกรอด นางยืนอยู่ด้านหน้ารถม้าและไม่ยอมขยับไปไหน
คนขับรถม้าของหลี่ชิงหมินทำได้แค่ลอบกลืนน้ำลายเท่านั้น ก่อนหน้านี้สาวใช้ถูกลากตัวออกไปเพราะกระโดดออกมาก่อเรื่อง แต่ตอนนี้คุณหนูจางหลิวอี้ คุณหนูจากตระกูลใหญ่ยืนอยู่บนถนนอยู่ก่อนแล้ว นางไม่ถือว่าทำผิดอะไร แถมด้วยตำแหน่งตระกูลจาง....ต่อให้เป็นผู้นำตระกูลหลี่มาเอง ก็ยังต้องสุภาพกับอีกฝ่ายเลย
“หืม? ยังมีคนขวางทางอีกหรือ? เช่นนั้นก็ช่างเถอะ” หลี่ชิงหมินรู้สึกว่ารถม้าไม่อาจจะเคลื่อนตัวไปได้ เขาจึงชะโงกหน้าออกมาดู เห็นแล้วว่าคุณหนูจางผู้นี้ดื้อรั้นมากขนาดไหน
คนตัวสูงกว่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ หญิงสาวผู้นี้ช่างเข้าใจเล่นจริงๆ นางคิดจะเอาชนะเขาด้วยการยืนให้รถม้าเหยียบหรือ? น่าขันยิ่ง...
หลี่ชิงหมินก้าวเท้าลงจากรถม้าอีกครั้ง เขาเรียกฝูเซ่ามาด้วยกันแล้วหันไปออกคำสั่ง
“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว พวกเจ้าก็รออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ข้าจะเดินเข้าไปข้างในเอง” ชิงหมินไม่คิดจะต่อสู้เหมือนกับเด็กน้อย จางหลิวอี้ที่คิดว่าจะยอมยืนจนขาแข็ง แต่ไม่ปล่อยให้รถม้าของหลี่ชิงหมินเข้าไปด้านในได้ก็อ้าปากค้าง
มองดูคนหน้าหนาที่จู่ๆก็เดินผ่านหน้าของนางไปเสียอย่างนั้น เขากล้าที่จะทำตัวขี้ขลาดเช่นนี้ได้อย่างไร! ไม่ใช่ว่าพวกนางจะต้องโต้เถียงและลงมือต่อกันอีกสักหน่อยหรือ? การที่ยอมเดินลงมาง่ายๆเช่นนี้มันไม่ต่างกับการยอมแพ้เลย แต่ทำไมกันล่ะ...จางหลิวอี้กลับรู้สึกว่าเป็นฝ่ายตนต่างหากที่กำลังพ่ายแพ้!!
“ฮู้ว!!!” อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จางหลิวอี้จะเข้าไปขวางทางของชิงหมินอีกครั้ง จู่ๆเสียงร้องที่ทรงพลังก็ดังขึ้นจากด้านในค่าย สายลมเส้นหนึ่งพุ่งออกมา ไม่มีใครมองเห็นทันด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น พริบตาเดียว...สิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือสัตว์ดุร้ายขนาดมหึมากำลังปรากฏตัวต่อหน้าของพวกเขาแล้ว
“กรี๊ด!!” จางหลิวอี้ไม่ทันระวัง นางอยู่ใกล้กับสิงโตตนนั้นมากเกินไปและถูกหางของมันฟาดเข้าเต็มแรงจนกระเด็นไปด้านหลัง ถ้าไม่ใช่เพราะองค์รักษ์ที่ตระกูลจางส่งมารวดเร็วพอ นางอาจจะกระเด็นไปชนต้นไม้ด้านหลังแล้วเจ็บหนักเอาก็ได้
“นะ นั่น สัตว์ร้าย!!” จางหลิวอี้ที่รู้สึกว่าเพิ่งรอดพ้นจากความตายชี้นิ้วที่สั่นเทาของตนเองไปยังสัตว์ที่น่ากลัวตรงหน้า
เพราะร่างที่ใหญ่โตของมันบังหลี่ชิงหมินจนมิด นางจึงไม่ได้เห็นว่าสัตว์ดุร้ายน่ากลัวที่ว่า ตอนนี้กำลังเลียเจ้านายของมันอย่างประจบประแจง ความคิดถึงที่มันไม่ได้เจอเจ้านายมาเป็นเวลานานทำให้มันอยากจะเลียเขาไปทั้งตัวด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะหลี่ชิงหมินดุมันเสียก่อน ตอนนี้เสื้อผ้าของเขาคงจะเปียกไปทั้งตัว
“เจ้ามาแล้วหรือ?” ตามด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้มของผู้เป็นใหญ่ที่สุดในที่แห่งนี้
จางหลิวอี้ที่ยังตื่นตระหนกและหวาดกลัวในครั้งแรกรีบตั้งสติของตนเองในทันที เจ้าของเสียงนั้นก็คือคนที่นางอยากจะพบมากที่สุด น่าเสียดายที่หลายวันมานี้ นางไม่มีโอกาสได้เห็นแม้แต่เส้นผมของเขาเลย คิดไม่ถึงว่าเวลานี้เขาก็จะอยู่ในค่ายด้วย
“ท่านแม่ทัพใหญ่ สัตว์ดุร้ายนี้...” จางหลิวอี้อยากจะใช้ความอ่อนแอและอาการบาดเจ็บของตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจ นางให้องค์รักษ์รีบพาไปหาเขา ทว่า...เสียงของนางต้องหยุดลงเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า
ราวกับคู่รักเทพเซียนที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาหวานซึ้ง คนหนึ่งเป็นบุรุษที่ผ่านการต่อสู้มามากมาย ร่างกายของเขากำยำและดูแข็งแกร่งมาก ใบหน้าที่ดุร้ายเสมอนั้นตอนนี้กลับมีประกายความอบอุ่นปรากฏอยู่ ช่างชวนให้หลงใหลเสียจริง ส่วนอีกคน...ถึงไม่อยากจะยอมรับ แต่เมื่อยืนเคียงข้างกันแล้ว ราวกับเป็นโลกอีกใบที่น่ามอง ความแตกต่างของพวกเขาทั้งสองคนส่งผลให้บุรุษที่ตัวเล็กกว่าโดดเด่นขึ้นมามาก
ในขณะที่ด้านหลังของบุรุษร่างผอมนั้นมีสัตว์ทรงพลังอยู่ด้านหลัง เสริมพลังอำนาจลึกลับให้แก่เขาจนทำให้ดูน่าค้นหาอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้เองที่จางหลิวอี้ได้รู้ว่าเจ้าสัตว์ร้ายที่น่ากลัว แท้จริงแล้วเป็นมิตรมากขนาดไหน
“แท้จริงแล้วสัตว์ร้ายตนเองนี้เป็นของคุณชายหลี่หรือ?” จางหลิวอี้กัดปากตนเองจนห้อเลือด นางผละออกจากองค์รักษ์ของตระกูลจางแล้วพุ่งเข้าหาหลี่ชิงหมินโดยไม่เกรงกลัวเจ้าสัตว์ร้ายอีกต่อไป
“คุณชายหลี่ เจ้าตั้งใจควบคุมสัตว์ร้ายตนนี้ให้จู่โจมข้าหรือ?” หญิงสาวร้องถามด้วยความโกรธ
“หรือว่า...สัตว์เลี้ยงตนนี้ เจ้าจะบอกว่าตนเองก็ควบคุมไม่ได้กันล่ะ!!” นางยื่นข้อเสนอให้ ไม่ว่าจะตอบแบบไหน ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงจะต้องมีความผิดติดตัว!!
จางหลิวอี้บอกว่าจะเอาคืน นางก็ต้องเอาคืนให้ได้ แน่นอนว่าครั้งนี้หลี่ชิงหมินกล้าทำให้นางเจ็บตัว ถึงจะเป็นเพราะสัตว์ร้ายของเขาก็เถอะ ทว่า...เขาจะต้องรับผิดชอบกับการกระทำนี้ด้วยเช่นกัน!!
หากบอกว่าตั้งใจให้สัตว์ร้ายนี้จู่โจมนาง เช่นนั้นเขาก็มีเจตนาที่จะทำร้ายคนอื่น ทั้งยังเป็นขุนนางในระดับที่สูงกว่า โทษของเขาจะไม่น้อยแน่ แต่ถ้าบอกว่าไม่ได้เจตนา มันเป็นผลมาจากเขาควบคุมสัตว์ร้ายได้ไม่ดี อย่างนั้น...เขาก็จะมีความผิดจากการที่ไม่สามารถดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเองให้ดี ไม่ว่าจะเพราะความประมาทหรือไร้ความสามารถ เขาก็จะต้องรับผิดชอบ อีกทั้งสัตว์ดุร้ายที่ควบคุมไม่ได้นี้ มันจะต้องถูกกำจัดออกไป
ไม่ว่าจะทางเลือกไหน ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่รุนแรงสำหรับหลี่ชิงหมินทั้งนั้น ก่อนหน้านี้เขากล้าตบหน้านางด้วยการกระทำของสาวใช้ผู้หนึ่ง เช่นนั้นครานี้นางก็จะตบหน้าเขากลับด้วยสัตว์เลี้ยงตนหนึ่งเหมือนกัน
“คุณหนูจาง ดูท่าแล้ว...ท่านคงอยากจะเป็นศัตรูกับข้าจริงๆใช่ไหม?”
“หือ? คุณชายหลี่พูดอันใดกัน ข้าน่ะหรือที่จะอยากเป็นศัตรูกับผู้ใด ทั่วทั้งเมืองหลวงนี้รู้ดีว่าข้ามีนิสัยเช่นไร ข้าไม่เลือกคนที่จะคบหาเป็นสหาย ต่อให้ยากดีมีจนก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ เช่นนั้น...คุณชายหลี่อย่าได้อคติต่อข้า คิดว่าข้าจะอยากเป็นศัตรูกับท่านเลย”
จางหลิวอี้ไม่คิดว่าหลี่ชิงหมินจะถามออกมาตรงๆเช่นนี้ การกระทำของพวกนางไม่ชัดเจนแล้วหรอกหรือ? คนอื่นเกลียดชังกัน วางแผนเป็นศัตรูกันก็ยังไม่ต้องพูดออกมาตรงๆเลย นางเพิ่งจะเคยเจอคนอย่างหลี่ชิงหมินนี่แหละ
“งั้นหรือ? แรกเริ่มเดิมทีข้าไม่คิดจะยุ่งกับท่านหรอกนะ ไม่ว่าท่านจะหมายตาตำแหน่งฮูหยินรอง หรือคิดจะควบคุมอำนาจตระกูลหวงหลังจากที่ให้กำเนิดบุตรก็ตาม มันเป็นเรื่องของท่านที่จะต้องทำงานหนักต่อไป แต่....ในเมื่อท่านคิดจะเป็นศัตรูกับข้า ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้แล้ว เช่นนั้น...ข้าก็ไม่ขอไว้หน้าท่านอีกต่อไป”
หลี่ชิงหมินพูดความคิดของตนเองออกมาทั้งหมด คำพูดของเขาแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่เข้าใจความคิดของจางหลิวอี้ เช่นนั้นที่ผ่านมา...เขาวางตัวเฉยไม่ใช่เพราะเขาซื่อบื้อ แต่ทั้งหมดเป็นเพราะเขากำลังคาดหวังว่าเสือสองตัวจะอยู่ถ้ำเดียวกันได้ และวางแผนที่จะใช้สามีร่วมกันอย่างนั้นหรือ?
จางหลิวอี้ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของหลี่ชิงหมินนัก นางกำลังมองว่าเขาเหมือนกับคนที่สติไม่สมประกอบ แต่หลี่ชิงหมินไม่สนใจ...
เดิมทีคิดว่าเขาจะเป็นผู้ชงชาในจวนสกุลหวง ส่วนตำแหน่งภรรยาและให้กำเนิดบุตรนั้นยกให้คนอื่นก็ได้ หากจางหลิวอี้ต้องการขนาดนั้น และศักยภาพของนางก็ไม่ได้แย่ที่จะต่อกรกับตระกูลหวง เขาก็ไม่คิดขัดขวางนาง เพียงแต่ตอนนี้สถานการณ์ต่างออกไปแล้ว หลี่ชิงหมินไม่อาจจะอยู่อย่างสงบกับนางได้ เช่นนั้น...เขาก็จะทำทุกวิธีทางเพื่อจัดการปัญหาออกไปเช่นกัน
“คุณหนูจาง ท่านถามข้าว่าข้าเจตนาให้สิงโตน้อยโจมตีท่านหรือไม่ใช่ไหม? เช่นนั้น...เมื่อครู่ท่านได้เห็นแล้วหรือว่าข้าเป็นคนสั่งให้เขาโจมตีท่าน? การตั้งคำถามต่อผู้อื่นโดยที่คำถามนั้นอาจจะนำพาหายนะมาได้ ท่านควรจะต้องคิดให้ดีสักหน่อย ไม่อย่างนั้นข้าอาจจะตั้งคำถามต่อท่านว่า...ท่านสั่งให้สาวใช้ลอบโจมตีข้าด้วยการกระโดดออกมาขวางรถม้าของข้าหรือไม่? นี่ก็ย่อมได้หรือ?”
“คุณชายหลี่!!”
“เอาเถอะ นี่เป็นสิ่งที่ข้าต้องการเตือนเท่านั้น ถ้าไม่คิดจะใส่ใจก็แล้วไป ส่วนคำถามที่ว่า...ข้าควบคุมเจ้าสิงโตน้อยไม่ได้หรือ? ข้านั้นคงจะต้องบอกว่า ใช่” หลี่ชิงหมินยอมรับโดยตรง
“คุณชายหลี่ เช่นนั้นสัตว์ร้ายตนนี้ก็ไม่อาจจะควบคุมได้หรือ? แม้ว่าอาณาจักรเซินจะเปิดโอกาสให้ครอบครองสัตว์ร้ายในฐานะสัตว์เลี้ยงได้ แต่จะต้องมีเงื่อนไขเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือท่านจะต้องควบคุมได้ และไม่ปล่อยให้สัตว์ร้ายโจมตีผู้อื่น ไม่อย่างนั้นแล้วท่านจะมีความผิดอาญาทันที”
จางหลิวอี้ขมวดคิ้ว นางคือเหยื่อของเรื่องนี้ ซึ่งหลี่ชิงหมินไม่อาจจะหนีความผิดไปได้ อย่างไรก็ตาม...เขากลับไม่ได้แสดงสีหน้าหวาดกลัวอย่างที่คิด ทั้งยังมีรอยยิ้มหยันให้ได้เห็นด้วยซ้ำ
“คุณหนูจางพูดมาไม่ผิดเลย”
“............” จางหลิวอี้เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี นางเหมือนกับต่อยหมัดอย่างแรงลงไปที่ปุยนุ่น รู้สึกว่าหมัดนี้เบาหวิวเหลือเกิน
“แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่ใช่เจ้าของที่จะควบคุมสิงโตน้อยได้หรอก” ชิงหมินเผยรอยยิ้มหยันออกมา เขามองไปยังหวงซีเฉิงด้วยสายตาแน่วแน่
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านปล่อยให้คนอื่นมาสร้างความวุ่นวายหน้ากองทัพของท่านเช่นนี้ก็ได้หรือ? เจ้าสิงโตน้อยตัวนี้ยังอยู่ในการฝึกฝนเพื่อเป็นสัตว์อสูรพร้อมรบของกองทัพ ถ้ามันหลุดออกมาแล้ว “ทำร้ายคุณหนูจาง” ท่านจะรับผิดชอบอย่างไรไหว” ชิงหมินตำหนิหวงซีเฉิงโดยตรง
และใช่! ก่อนที่พวกเขาจะกลับเข้ามาในเมืองหลวง สัตว์ร้ายระดับสูงเช่นนี้ไม่อาจจะกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของชิงหมินได้ อย่างน้อยๆก็หมายถึงในรูปแบบเอกสาร ดังนั้นเพื่อให้สิงโตน้อยสามารถอยู่อย่างสบายใจในเมืองหลวง จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนมันให้กลายเป็นสัตว์ร้ายของกองทัพ
ไม่อย่างนั้นมันจะใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพอย่างสุขสบาย มีคนเลี้ยงดูและมอบอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อเช่นนี้หรือ
คำพูดของหลี่ชิงหมินทำให้หวงซีเฉิงตวัดสายตาดุดันไปยังจางหลิวอี้ทันที อันที่จริง...เขาก็คร้านที่จะใส่ใจสตรีผู้นี้ นางตามเขามาถึงที่นี่อย่างไร้ยางอาย หวงซีเฉิงไม่ตำหนิเพราะกองทัพได้ประโยชน์ เพียงแต่...นางไม่ได้ทำเพียงเรื่องดีๆเท่านั้น ก่อนหน้านี้เขาก็ได้เห็นมาตลอด นางคิดจะรังแกคนของเขา คงไม่อยากจะอยู่ดีแล้วกระมัง
“ที่นี่เป็นอาณาเขตของกองทัพ สิงโตตัวนี้เป็นสัตว์ร้ายของกองทัพ มันกำลังได้รับการฝึกฝนอยู่ คนอื่นที่ไม่เกี่ยวแล้วมาวุ่นวายสุ่มสี่สุ่มห้า ข้าย่อมไม่รับประกันความปลอดภัย” หวงซีเฉิงไม่ได้พูดเปล่า เขายังส่งสัญญาณลับๆให้เจ้าสิงโตน้อยอีกด้วย
ราวกับว่าช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา สิงโตน้อยผู้นี้ที่ชื่นชอบการกินอาหารเป็นชีวิตจิตใจได้รู้จักแล้วว่าจะต้องประจบประแจงผู้ใดเพื่ออาหารมื้อใหญ่ ดังนั้นมันจึงเชื่อฟังหวงซีเฉิงเป็นพิเศษ รองลงมาจากเจ้านายของมันเลยก็ว่าได้
“ฮู่ว!” เจ้าสิงโตตัวใหญ่ส่งเสียงร้องอีกครั้ง ก่อนจะกระโดดไปรอบๆแล้วค่อยๆทำลายแผงอาหารตรงหน้าจนหมด เหล่าทหารและคนของสกุลจางหนีตายกันจ้าละหวั่น ในขณะที่จางหลิวอี้หน้าเปลี่ยนสี
นางมองดูถ้วยชามและอาหารที่อุตส่าห์ใช้เงินทองหาซื้อมาในช่วงข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะถูกสัตว์ตัวหนึ่งทำลายไปจนหมด
………………………………………………..