บทที่ 69 ความจริงถูกเปิดเผย
ความแตกตื่นของผู้คนหลังจากที่พบว่าแม่ทัพใหญ่ของพวกเขาหายไปนี้สร้างความเดือดร้อนและผลกระทบมากกว่าที่คิด เดิมทีพวกขุนนางรวมถึงองค์จักรพรรดิคิดว่าข่าวเรื่องการตายของแม่ทัพใหญ่และบุตรชายของเขาหายตัวไปนี้ อาจจะสร้างความตื่นตระหนก แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดเลยว่ามันจะทำให้ชาวบ้านขวัญหนีดีฟ่อกันไปแล้ว
ตระกูลหวงออกมาประกาศความจริงที่เกิดขึ้น ผลกระทบนี้เหมือนระลอกคลื่นใหญ่ เมื่อชาวเมืองรู้ว่าเทพสงครามของพวกเขาจากไป ปีศาจสงครามก็ยังหายตัวไปด้วย ความคิดที่ว่าบ้านเมืองจะสงบสุขก็หายไปทันที ท้ายที่สุดแล้ว...พวกเขาเชื่อมั่นในสองพ่อลูกตระกูลหวง มากกว่าเชื่อมั่นในพระปรีชาสามารถขององค์จักรพรรดิเสียอีก
ถึงแม้ว่าผู้สูงศักดิ์จะหน้าเสียและหงุดหงิด แต่พระองค์จะทำอันใดได้ นอกจากประกาศออกไปให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และรับปากว่าจะตามหาบุตรชายของแม่ทัพใหญ่อย่างเต็มกำลัง
แต่...คำประกาศก็เป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง ชาวบ้านมากมายจะเชื่อถือได้อย่างไร พวกเขาหวั่นวิตกกันมาก บางคนถึงกับเตรียมลู่ทางที่จะอพยพเดินทางหนี บางคนก็กักตุนสินค้าด้วยเข้าใจว่าหากไม่มีแม่ทัพใหญ่และปีศาจสงครามผู้นั้น การจัดการกบฏและปัญหาสงครามรอบเมืองไม่ควรจะจบลงอย่างรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมา
แน่นอนว่าพวกเขาคิดได้ถูกต้อง ทว่าการตระเตรียมการของประชาชนจำนวนมากนั้นทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในทันที หากพวกเกษตรกรไม่ยอมขายสินค้าเกษตรของตน หากพวกทอผ้าไม่ยอมปักผ้าเพื่อขายอีก ระบบเศรษฐกิจที่พังทะลายเช่นนี้ ย่อมทำให้สถานการณ์ในเมืองพังทลายตามไปด้วย
ใช้เวลาไม่นาน ข้าวหนึ่งถ้วยจากที่มีราคาเพียง 0.1 เหรียญ ก็เพิ่มเป็น 0.5 เหรียญ เพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่าในรวดเดียว เมื่อเทียบจากสิ่งนี้ จะเห็นได้ทันทีว่าเกิดความเดือดร้อนมากมายขนาดไหน
“คุณชายขอรับ ได้ยินว่า...นอกจากกบฏที่หัวเมืองเป่ยแล้ว ดูเหมือนเมืองอื่นรอบๆก็แสดงท่าทางต่อต้านเหมือนกันขอรับ” ฝูเซ่ารายงานข่าวของวันใหม่
หลี่ชิงหมินจัดการชาในมือของตนเองเสร็จ เขาก็ถอนหายใจออกมา เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น แต่เดิมยังคิดว่าตนเองจะอยู่สบายๆในจวน รอเวลาที่นางเอกจะมาขอความช่วยเหลือ คอยยินดีเมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จ แล้วก็รอส่งนางเอกเข้าเมืองมาต่อสู้ชิงความรักและร่วมแก้แค้นไปกับพระเอก ทั้งหมดนี้ควรจะเป็นเรื่องง่ายๆใช่ไหม? ทว่า....ความรู้สึกของเขาในตอนนี้มันช่างแตกต่างเหลือเกิน
เสียงตะโกนรอบๆจวนของพวกชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้รับการเยียวยาใดๆจากทางการ แล้วยังมีหมายเรียกให้คัดเลือกบุรุษที่อายุมากกว่า 20 ปี เข้าร่วมกองทัพ
แม้จะบอกว่ายังไม่ได้ส่งไปสู้รบใดๆ แต่เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและฝึกฝนให้รู้จักยุทธวิธีในกองทัพก็เถอะ กระนั้นทุกคนก็รู้ดี หลังจากนี้...ถ้าสงครามยังหยุดไว้ไม่ได้ ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์ไปก็คือหนึ่งในคนที่ต้องออกไปสู้รบแนวหน้า และพวกเขาก็อาจจะตายได้ทุกเมื่อ
นอกจากเรื่องเกณฑ์คนเข้ากองทัพเพิ่มแล้ว พวกเขายังให้เรียกเก็บภาษีสงครามเข้าคลังเพิ่มอีกเป็นเท่าตัวเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะรุนแรงขึ้น
สาเหตุหลักๆเป็นเพราะข้าวของทุกอย่างมีราคาสูงขึ้น เงินในคลังเท่าเดิมกลับใช้จ่ายได้น้อยลง เป็นเช่นนี้ก็ต้องมีมาตรการเพื่อนำรายได้เข้าสู่คลังเพิ่มเติม ทว่าคนที่เดือดร้อนที่สุดกลับเป็นประชาชน ในขณะที่พวกขุนนางเงินหนาได้เตรียมพร้อมตุนอาหารเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก
สกุลหลี่เองก็ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากเดิมเป็น 2 เท่าเหมือนกัน แต่ 2 เท่าของพวกเขาจะเท่ากับ 2 เท่าของคนไม่มีอันจะกินได้อย่างไร เจียดเงินเพียงเล็กน้อยก็เอาไปจ่ายภาษีได้แล้ว ทั้งการที่สงครามร้อนระอุมากขึ้น ก็ทำให้สมุนไพรของพวกเขาขายได้ราคาดีขึ้นด้วย เรียกว่ามันกลายเป็นช่วงกอบโกยมากกว่าจะเสียผลประโยชน์เสียอีก
หลี่ชิงหมินไม่รู้ว่านางเอกและพระเอกของเรื่องกำลังดำเนินชีวิตไปในทิศทางไหน แต่ต่อให้นิยายยังดำเนินต่อไปเหมือนปกติ ก็กินเวลากว่า 1-2 ปี เรื่องราวทั้งหมดถึงจะจบลง และทัพอิสระที่นำโดยหวงซีเฉิงก็กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ทวงบัลลังผู้มีอำนาจสูงสุดของตระกูลหวงกลับมาได้อย่างง่ายดาย
เขารู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดต้องจบลงด้วยดี แต่เขาก็เห็นเช่นกันว่าตอนนี้ผู้คนกำลังเดือดร้อนมากแค่ไหน
เพียงประกาศออกไป 1 เดือนว่าสองพ่อลูกจากตระกูลหวงหายไปจากอาณาจักรนี้แล้ว บ้านเมืองก็ร้อนเป็นไฟ สงครามที่รอวันปะทุก็ถูกประกาศออกมาจากทั่วทุกหัวมุมเมือง
นี่เป็นเพราะการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย ก่อนหน้านี้พวกหัวเมืองอื่นๆไม่กล้าหือก็เพราะเกรงกลัวความสามารถของสองพ่อลูกตระกูลหวง หากเหล่าผู้นำในอาณาจักรไม่แก่งแย่งกันเองจนไม่สนใจความเป็นอยู่ของหัวเมืองต่างๆหลังจากที่ยึดมาได้แล้ว ชาวเมืองจะสนับสนุนการตัดสินใจก่อกบฏทันทีหรือ?
“คุณชายขอรับ ตอนนี้พวกร้านค้าต่างๆก็ทยอยปิดกันแล้ว พวกเราเองก็ควรจะปิดร้านชาด้วยหรือไม่ขอรับ” เนื่องจากการประท้วงหนักของพวกชาวบ้าน ร้านค้าบางร้านที่สร้างความเกลียดชังมานานก็ถูกทำลายข้าวของไปไม่น้อย
ได้ยินว่ามีร้านขายข้าวสารแห่งหนึ่งถูกเผาไหม้ เพราะชาวบ้านโกรธจัดเมื่อเห็นราคาสินค้าที่พวกเขานำออกขาย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ซื้อสินค้าพวกตนไปในราคาต่ำ เมื่อถึงเวลา....พวกเขากลับขายออกโดยสร้างกำไรสูงเกินไป ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถซื้อสินค้าใช้ได้เลย
ความโกรธแค้นนี้ทำให้พวกชาวบ้านแอบลงมือเผาร้านขายข้าวสารนั้นจนวอดวาย แม้ทางการจะตามจับตัวอยู่ แต่แบบอย่างความรุนแรงนั้นได้กระตุ้นความสะใจของผู้คนแล้ว
จากร้านเดียวที่โดนเผา ก็มีร้านอื่นๆที่ถูกขโมยขึ้นร้านบ้าง บางร้านก็เกิดปัญหาอย่างการที่ถูกชาวบ้านปิดหน้าร้านไม่ยอมให้ขายสินค้า เรียกว่าเดือดร้อนกันถ้วนหน้า จนต้องทยอยปิดร้านเพื่อลดปัญหาลง
ร้านค้าสกุลหลี่เป็นร้านค้าของพวกชนชั้นสูงจึงยังไม่พบเจอปัญหานี้ แต่ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง อีกไม่นานพวกเขาก็อาจจะเจอกับสถานการณ์เดียวกัน
พวกชาวบ้านต้องส่งบุรุษร่างกายแข็งแรงและมีกำลังทำงานมาเป็นทหาร ไหนจะต้องเร่งหาทรัพยากรเพื่อมาจ่ายภาษีอีก ที่บ้านเหลือเพียงเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่า 20 ปี แม้จะยังเป็นกำลังให้ได้บ้าง ทว่าในครอบครัวที่เหลือเพียงคนเฒ่าคนแก่ สตรี และเด็ก หนุ่มน้อยที่อยู่ในวัย 20 ปีเหล่านี้จะแบกรับภาระผู้นำครอบครัวทั้งหมดได้อย่างไร
สุดท้ายแล้วปัญหาที่ทำให้พวกเขาออกมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ คงหนีไม่พ้นการที่ไม่มีอะไรจะกินนั่นแหละ
“ปิดร้านไปก่อนก็แล้วกัน ช่วงนี้ก็ไม่มีขุนนางคนไหนออกมาซื้อของอยู่แล้ว” ชิงหมินเห็นด้วย
ร้านรวงรอบๆก็ทยอยปิดกันหมดแล้ว หากไม่ใช่เพราะเขาขายชาทำกำไรได้มากมายไปก่อนหน้านี้ ร้านค้าสกุลหลี่ก็อาจจะเหมือนร้านอื่นๆที่ต้องยอมขาดทุนค่าเช่าร้านไปก่อนชั่วคราว เพื่อไม่ให้สินค้าในร้านต้องเสียหายไปด้วย
“อ้อ แล้วก็ได้ยินว่าคุณหนูจางผู้เป็นคุณหนูใหญ่ของจวนสกุลจางกำลังรวบรวมเงินและข้าวของสำหรับการตั้งโรงทานเลี้ยงผู้ยากจนขอรับ ไม่ทราบว่าคุณชายอยากจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่?”
ฝูเซ่าพูดเรื่องที่เขาได้ยินมาอีกเรื่อง ส่งผลให้ชิงหมินต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ
เขาได้ยินชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่สกุลจางมาจากก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีจดหมายของคุณหนูอันลี่ฉินที่แลกเปลี่ยนพูดคุยกับเขาในไม่กี่วันมานี้ด้วย นางกล่าวถึงคุณหนูใหญ่สกุลจางผู้นี้ค่อนข้างบ่อย กล่าวว่าอีกฝ่ายเป็นสตรีที่ชื่อเสียงดีงาม แม้ว่าอันลี่ฉินจะไม่เคยพบเจอตัวจริงของคุณหนูจาง ทว่า...คุณงามความดีของอีกฝ่ายที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ ก็ทำให้นางกลายเป็นสตรีอันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้
หากไม่ใช่เพราะว่านางป่วยก่อนเข้าร่วมงานชมบุปผา ชิงหมินก็คงจะมีโอกาสได้พบหน้านางไปแล้ว เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าสตรีที่งดงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงผู้นี้จะงดงามกว่านางเอกของเรื่องที่ผู้เขียนพยายามปั้นแต่งให้กลายเป็นเทพธิดาผู้กล้าหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การรวบรวมทรัพยากรจากพวกคุณหนูคุณชายขุนนางเพื่อตั้งโรงทานบริจาคอาหารแก่ผู้ยากไร้นี้ สำหรับหลี่ชิงหมินมองว่ามันเป็นการเพิ่มปัญหาเสียมากกว่า
เขาไม่อยากจะคิดในแง่ลบมากเกินไป แต่อาศัยความรู้จากโลกเดิม เมื่อประชาชนเริ่มได้รับประโยชน์จากการหาเสียงของพวกนักการเมืองจนเคยชิน พวกเขาก็จะเริ่มมองหาพรรคการเมืองใหม่ๆที่ให้ผลประโยชน์มากกว่า โดยไม่สนใจว่าพวกนักการเมืองจะสร้างปัญหาอะไรให้สังคมหรือไม่
หลี่ชิงหมินกลัวว่ารูปแบบนี้อาจจะเหมือนกัน เมื่อเคยได้รับจากคุณหนูสกุลจางครั้งหนึ่ง พวกเขาอาจจะเรียกร้องพวกขุนนางคนอื่นเพิ่มอีก ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถทำสิ่งใดได้แล้ว ผลักดันให้ปัญหาทางสังคมไปในจุดที่มีการทำลาย ใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น อย่างนั้น...ถ้าจะกดดันให้ขุนนางสักคนออกมาตั้งโรงทานในเมือง ทำไมพวกเขาจะไม่กล้าทำ
ชิงหมินเกรงว่า ตัวอย่างนี้จะกลายเป็นปัญหาถาวร และสร้างความเกลียดชังในสังคมเพิ่มมากขึ้นไปอีก
แต่ก็นั่นแหละ เขาภาวนาให้ตัวเขาคิดมากเกินไป ในนิยายไม่ได้พูดถึงสถานการณ์ของเมืองหลวง ตอนนี้พวกพระนางคงกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถในมุมของตนเอง พระเอกก็ซ่อนตัวอยู่กับกองทัพอิสระ ได้รับการสนับสนุนสมุนไพรดีๆจากนางเอก สร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายตนเองอย่างมาก
ในขณะที่นางเอกก็เริ่มกลายเป็นผู้เพาะปลูกสมุนไพรที่มีชื่อเสียง นางสามารถทำกำไรได้มากมายจากสถานการณ์นี้ และก้าวขึ้นอยู่ความยิ่งใหญ่ในฐานะผู้เพาะปลูกสมุนไพร ไหนจะความสามารถอื่นๆที่เพาะปลูกพืชผักได้ นางกลายเป็นเสาหลักของเมือง เพาะปลูกหัวมันที่กินได้หลายคนทั้งยังให้พลังงานค่อนข้างมาก กลายเป็นผู้มีพระคุณที่ทำให้ทุกคนในเมืองไม่ต้องอดตาย
นี่คือสิ่งที่ชิงหมินรู้ แต่เขาไม่รู้ว่าในจุดที่เขาอยู่ตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาคงได้แต่หวังให้คุณหนูจางผู้นี้ประสบความสำเร็จก็เท่านั้น
หลังจากที่ชิงหมินปล่อยวางปัญหารอบๆตัวของเขาแล้วให้ความสนใจกับการทำถุงหอมรวมถึงชาให้มากขึ้น เขาถือโอกาสนี้เพื่อจ้างเหล่าสตรีที่เข้ามาขอทานในเมืองมาเป็นผู้เพาะปลูกดอกไม้ชั่วคราวให้กับตน
ชิงหมินลงทุนเช่าพื้นที่ในเมืองหลวงขนาดย่อม เปลี่ยนเป็นแปลงวานโต่วฮวา (ดอกอัญชัน) ว่านโซ่จู๋ (ดอกดาวเรือง) เซี่ยงรื่อขุย (ดอกทานตะวัน) และเชียนรื่อหง (ดอกบานไม่รู้โรย) ซึ่งเป็นดอกไม้จากต่างเมืองทั้งหมด
ตอนนี้เขากำลังวางแผนที่จะพัฒนาความสามารถของตนเองในช่วงที่ยุ่งๆนี้ แต่ความจริงแล้ว...ชิงหมินก็แค่อยากจะจ้างสตรีที่ไม่มีที่ดินทำกินเหล่านี้ให้มีงานทำในช่วงที่สามีของตนเองต้องไปเข้าร่วมกองทัพ ไม่มีคนขึ้นเขาหาของป่าก็เท่านั้น
เขาไม่ถือว่าเป็นคนใจดี สิ่งที่เขาจ่ายออกไปก็สมควรจะได้รับตอบแทนกลับมาด้วย นี่จึงเรียกว่าเป็นการกระทำ “วิน-วิน” กันทั้งสองฝ่าย สตรีเหล่านั้นเองก็ยินดีที่จะอยู่ในพื้นที่เพาะปลูกดอกไม้เหล่านี้ พวกนางรวมแล้วได้ 7 คน ทำงานกันอย่างตั้งใจ เช้าเย็นต้องเดินดูแลดอกไม้ทุกต้น ราวกับกลัวว่าจะไม่คุ้มค่าจ้างแล้วถูกไล่ออกไป
บางคนนำลูกๆมาเลี้ยงที่นี่ด้วย เนื่องจากชิงหมินมีอาหารให้กิน โดยเขาจะจ่ายเป็นค่าตอบแทน หนึ่งวันจะสามารถเบิกค่าตอบแทนเป็นข้าวสารหรือเมล็ดข้าวโพดได้จำนวนหนึ่ง หากต้องการข้าวสารก็จะได้ 2 กำมือต่อวัน แต่ถ้าต้องการข้าวโพดก็จะได้ 4 กำมือต่อวัน
ยุคนี้ข้าวสารหาได้ยากมากกว่า ข้าวโพดมีราคาถูกกว่า อัตราการแลกเปลี่ยนนี้เป็นการแลกเปลี่ยนที่ราคาต่ำ เหมือนกับยามที่ไม่มีสงคราม
สตรีเหล่านี้สามารถทำโจ๊กหรือน้ำแกงจากข้าวโพดได้ ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะแลกเป็นข้าวโพดมากกว่า ทั้งบางคนที่ไม่ได้มีสมาชิกครอบครัวมากนัก พวกนางยังเหลือเก็บเอาไว้ใช้ในวันหน้าได้อีกด้วย
สวนดอกไม้ขนาดใหญ่ของชิงหมินเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อต้นอ่อนของพวกดอกไม้ทยอยกันขึ้นมาอวดสีเขียวของตน อย่างไรก็ตาม...ในช่วงที่ค่อนข้างสงบนี้ หลี่ชิงหมินก็ได้รับจดหมายเชิญจากคุณหนูสกุลจางเสียแล้ว
อันลี่ฉินได้พูดกับเขาผ่านจดหมายก่อนหน้านี้ว่าคุณหนูใหญ่สกุลจางกำลังร่อนเทียบเชิญไปยังคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เพื่อที่จะพบปะเจรจาขอให้ร่วมกันบริจาค ชิงหมินไม่รู้หรอกว่ายอดบริจาคที่นางต้องการมากมายขนาดไหน บางทีนางอาจจะอยากได้ทรัพยากรสำหรับตั้งโรงทาน 1 เดือนก็ได้ ไม่เช่นนั้นจะต้องจัดงานใหญ่โตขึ้นมาทำไม
ถึงแม้เขาจะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องของเขา ทั้งอันลี่ฉินก็กล่าวเป็นนัยๆว่านางไม่ต้องการเข้าร่วม ต่อให้เข้าร่วมก็ไม่มีปัญญาจะไปบริจาค ผู้เชิญนั้นจงใจส่งมาให้พวกพี่หญิงของนางมากกว่า แต่ที่ต้องเชิญนางไปด้วยก็เพื่อไม่ให้ผิดใจต่อกัน กลายเป็นว่า...ชิงหมินกลับเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเชิญให้เข้าร่วมเสียอย่างนั้น
เดิมทีเขาคิดว่าพวกเขาต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำงานของตนเอง ไม่คิดเลยว่าจะมีโจทย์ปัญหามาถึงเขาอีกแล้ว ... ลึกๆแล้วชิงหมินไม่เห็นด้วยกับการตั้งโรงทานนี้ แต่ถ้าต้องถูกเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยแรงกดดันให้บริจาค เขาเองควรจะต้องทำอย่างไร? ไหลตามน้ำ? หรือจะบอกเจตนาของตนเองไปโดยตรง?
ในฐานะพ่อค้าชาพิเศษที่ทำเงินได้มากมายช่วงนี้ เขารู้สึกว่าเขาจะต้องถูกจับตามองอย่างมากเป็นแน่
………………………………………………