พวกเขากินอะไรกันนิดหน่อยก่อนที่จะกลับมาที่ตึกพัก เขาได้ซื้อขนมมาสองสามอย่าง ที่เขาสนใจมากๆ ก็คือฟองหวานเย็น มันคล้ายฟองสบู่ด้านในมีไอศกรีมหวานเย็นรสราสป์เบอร์รีที่ไม่ละลายเมื่อเวลาผ่านไป เขากินมันอันเดียวก็อิ่มจนถึงตอนนี้ ก่อนกลับริศบอกว่าพรุ่งนี้จะมีพิธีดื่มยาเพื่อเปิดช่องมานาทำให้สามารถเก็บมานาไว้ในร่างกายได้ ทำให้เขาตื่นเต้นจนยากจะข่มตาให้หลับ แต่ที่สุดเขาก็หลับไปด้วยความเหนื่อยจากการเดินทางอยู่ดี
เช้าวันต่อมาเขารีบอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็วจนเมื่อดูเวลาพบว่าเวลาเพิ่งจะหกโมงเช้าเท่านั้น เขาไม่รู้จะทำอะไรจึงลงไปนั่งเล่น และหาที่นั่งในสวนหย่อมของสำนักงาน เขากินขนมปังเกลือที่ออกจะเค็มไปสักหน่อย
ตอนนั้นเองก็มีหญิงสาวผมสีทองเป็ประกายในชุดสีขาวลายลูกไม้ดูสะอาดตา ใบหน้าถูกคลุมด้วยผ้าบางๆ แต่กระนั้นก็ไม่อาจบดบังรังสีความสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาได้ เธอเดินมาทางภัทร เขาเองคิดว่าคงเป็คนที่มารอติดต่อสำนักงานจึงไม่ได้สนใจอะไรในตอนแรก
“ขอนั่งด้วยได้รึเปล่า”
“เชิญเลยครับ” เขาขยับให้มีที่ว่างบนม้านั่งตัวยาวเธอจึงนั่งลง
พวกเขาสองคนนั่งอยู่ด้วยกันสักครู่แม้จะไม่ได้คุยกันแต่เขากลับไม่รู้สึกอึดอัดใจเลยแม้แต่น้อย จู่ๆ หญิงสาวก็ถามขึ้น
“โลกผู้วิเศษเป็แบบที่เธอคิดหรือเปล่า”
เขาแปลกใจกับคำถามเล็กน้อย เธอคนนี้ต้องอยู่ในหน่วยไม่อย่างนั้นคงไม่รู้เื่นี้
“ไม่เลยครับ ผมคิดว่าโลกนี้ก็ไม่ต่างไปจากโลกของผม มีทั้งคนไม่ดี คนที่เหยียดเรา แล้วก็ยังมีกฎเกณฑ์มากมายที่ต้องทำ” ภัทรตอบตามความจริง
“แล้วเธออยากมีเงินมากมาย อยากมีอำนาจมากมาย หรืออยากมีพลังล้นฟ้ารึเปล่า” เธอถาม
“อืม...” ภัทรคิดอย่างหนัก
“แน่นอนว่าอยากมีครับ” เขาหันไปมองหญิงสาว “ไม่มีเงินผมก็ไม่มีข้าวกิน ไม่มีพลังผมก็ปกป้องใครไม่ได้ ผมไม่อยากเกิดเื่แบบเดียวกับมิ... ส่วนอำนาจ อืม... ไม่จำเป็ต้องมีก็ได้มั้งครับ ผมก็แค่อยากใช้ชีวิตเงียบๆ อย่างกับแม่อย่างมีความสุข”
“ฮึๆ” เสียงหญิงสาวหัวเราะเบาๆ
“ภัทร” เสียงเรียกจากด้านหลังของริศดังขึ้นมา เขาเห็นริศแบกเอกสารมาเต็มไปหมด เขาเลยรีบเดินไปช่วยถือของ
“อรุณสวัสดิ์ครับพี่ริศ”
“สวัสดีจ้ะ เธอยังรู้สึกไม่สบายอยู่เหรอ เห็นนั่งพูดคนเดียวเจื้อยแจ้วเลย”
“เปล่านะครับ เมื่อกี้ผมคุยอยู่กับ....” เขาหันไปที่ม้านั่งพบว่าไม่มีใครอยู่เลย
“เอ๊ะ หายไปแล้ว”
“ตอนฉันมาก็เห็นเธอนั่งพูดอยู่คนเดียวเลย ไม่เห็นว่ามีคนอื่นอยู่นะ”
ภัทรกำลังจะพูดต่อ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าที่นี่คือโลกผู้วิเศษ อะไรก็เกิดขึ้นได้อาจจะเป็ปรากฏการณ์อะไรสักอย่าง เขาจึงเปลี่ยนเื่
“งั้นพวกเราไปเก็บของกันดีกว่าครับ”
“ดีเลย ฉันเมื่อยจะแย่แล้ว” ริศตอบ พวกเขาสองคนเดินเข้าไปในอาคาร
ณ พื้นที่บนอาคารสีขาวที่ซ่อนอยู่แห่งหนึ่ง
“เป็อย่างไรบ้างครับท่านหญิง” ชายชราที่ภัทรเคยเจอพูดกับหญิงสาว
“เป็เด็กที่ดีคนหนึ่ง จิตใจบริสุทธิ์คนหนึ่ง” หญิงสาวตอบ
“ท่านจะเลือกเขาหรือครับ” ชายชรามีน้ำเสียงดูตื่นเต้นเล็กน้อย
“ยังหรอก ยังมีอีกคนที่ฉันสนใจ เด็กคนนี้ไม่ได้อยู่ในคำทำนายเดิม แต่เขามาจากคำขอร้องของชายคนหนึ่ง”
“ชายคนนั้นที่มาหาท่านเมื่อเดือนก่อนน่ะเหรอครับ”
“ใช่” หญิงสาวหยิบแหวนสีเงินวงหนึ่งที่มีรอยแตกร้าวขึ้นมา บนตัวแหวนสลักตราอะไรบางอย่างเอาไว้
พวกภัทรเอาเอกสารมาเก็บที่ห้องทำงานก่อนจะไปเบิกหม้อต้มสมุนไพรกับน้ำกลั่นขวดใหญ่มา
พวกเขามาที่ห้องสำหรับฝึกเวทมนตร์ของหน่วย ด้านในห้องค่อนข้างกว้างเหมือนอาคารกีฬาที่มีชั้นลอยให้ยืนดูจาก้าได้ ผนังถูกบุด้วยโลหะสีทองแดงเพื่อป้องกันความเสียหายและลดการกระแทกแต่กระนั้นก็มีร่องรอยความเสียหายขนาดใหญ่อยู่สองรอย
ริศหยิบหม้อสีดำทั้งใบขนาดพอๆ กับลูกฟุตบอลออกมา ตั้งบนเตาไฟขนาดเล็ก เทน้ำกลั่นลงไปครึ่งหม้อแล้วเริ่มเด็ดใบสมุนไพรลงไป พึมพำสูตร
“ใบหญ้าครามห้าใบ ดอกมะเขือผสานกระดูกสองดอก รากต้นหนูผีสามแง่ง ขึ้นฉ่ายล้างพิษหนึ่งต้น ต้มสิบห้านาที” ริศปิดฝาแล้วนั่งรอข้างภัทร
“เอ่อ การปรุงยามันง่ายขนาดนี้เลยเหรอครับ” ภัทรเกาหัวถามอย่างแปลกใจ
“แน่นอนว่าไม่ใช่อยู่แล้ว นี่แทบจะไม่เรียกว่าปรุงยา ต้องเรียกว่าน้ำต้มสมุนไพรมากกว่า แต่ฉันดูสภาพร่างกายเธอแล้ว แค่ยาครึ่งระดับก็คงไม่ไหว เลยใช้สูตรยาบำรุงที่บ้านฉันนี่แหละ มันจะชำระสิ่งสกปรกเหมือนกัน แต่ฤทธิ์ยาเบากว่า ให้ผลช้ากว่า แต่ไม่อันตรายกับร่างกาย แถมเป็ยาบำรุงกลายๆ ด้วยนะ”
“อย่างนี้นี่เอง” ภัทรพยักหน้า
พวกเขารอจนครบเวลา ก็ดับไฟแล้วรอให้น้ำต้มสมุนไพรเย็นลง เมื่อเปิดฝา เห็นน้ำยาสีฟ้าใส ริศหยิบกระบวยตักน้ำขึ้นมาหนึ่งแก้ว ส่งให้ภัทร ภัทรเองที่อยากรู้อยู่แล้วจึงรับมาแล้วกระดกรวดเดียวหมดแก้ว น้ำยาอุ่นๆ ไหลลงท้องอย่างรวดเร็ว
“เอ่อ..."
“มีอะไรเหรอครับ”
“ฉันเตือนเธอไม่ทัน”
“เตือนเื่อะไร....”
เขารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วร่าง รู้สึกเหงื่อไหลออกอย่างรวดเร็วและรู้สึกมีอะไรออกมาด้วย ชีตาห์ที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงในห้อง เห็นภัทรที่ถือแก้วน้ำกับริศที่กำลังต้มยาอยู่ ก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น หัวเราะก๊ากเสียงดังลั่น
“ผมจะเป็อะไรรึเปล่าครับ” ภัทรเริ่มใจคอไม่ดี
“มันแค่ขับสิ่งสกปรกออกมาทางิัน่ะ แต่มันทำให้เธอต้องไปอาบน้ำใหม่เลยล่ะ”
“ยัง...”
ภัทรไม่ทันพูดจบ คราบคล้ายไขมันสีคล้ำก็ออกมาทั่วร่างกายภัทรเหมือนสิ่งสกปรกทุกอย่างออกมาในทีเดียว ตัวเขาก็เหมือนคนที่ไม่อาบน้ำมาหลายปีจนมีกลิ่นเหม็นที่แม้แต่ริศยังต้องปิดจมูกด้วยสีหน้าจนใจ ส่วนชีตาห์ก็ปิดจมูกแต่ก็ยังหัวเราะไม่หยุด
เวลาผ่านไปไม่นานคราบสกปรกก็เคลือบอยู่ทั่วตัวภัทร กลายเป็เหมือนมนุษย์โคลนคนหนึ่ง ริศเห็นดังนั้นจึงหยิบไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาร่ายคาถา
“อควา มินิม่า (Aqua Minima)”
น้ำสะอาดพุ่งออกจากไม้กายสิทธิ์ของเธอใส่ภัทร ล้างทำความสะอาดตัวเขาจนคราบดำออกไปจนหมดแต่ก็เปียกปอนไปหมดอยู่ดี ริศหยิบชุดสำรองในกระเป๋าให้ภัทรไปเปลี่ยน
“ไม่ร่ายคาถาอบแห้งเหรอครับ"
“ก็มันร้อนนี่ แถมชุดสกปรกแล้ว ใช้เวทมนตร์ก็ไม่ทำให้ชุดสะอาดเท่าไหร่ด้วย”
เขารีบไปเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็วที่ล็อกเกอร์เปลี่ยนชุด เขากลับมาด้วยชุดสีขาวคาดสายรัดสีดำซึ่งเป็ชุดของหน่วยงานของเขา
“เป็ไงบ้างครับ” ภัทรเกาหัวอย่างเก้อเขิน
“ดูดีมาก” ริศยิ้ม
“แต่ฉันว่ามันดูหลวมๆ ไปสักหน่อย...”ชีต้าห์แย้งขึ้น
ป๊าบ!
พูดไม่ทันขาดคำ เสียงดังขึ้นจากการที่ชีตาห์โดนริศตีเข้าที่หลัง ชีตาห์แทบล้มคะมำไปกับพื้น ริศขำน้อยๆ แก้เขิน พวกเขาสองคนมองหน้ากันก่อนหัวเราะตาม หนึ่งสิ่งที่ภัทรเรียนรู้วันนี้คืออย่าขัดใจริศโดยเด็ดขาด
หลังจากจัดการความสะอาดเรียบร้อยแล้วภัทรก็ถามขึ้น
“ผมควรเริ่มเรียนเวทมนตร์เมื่อไหร่เหรอครับ”
ริศหันมาพูด “ไหนภัทรลองร่ายคาถาจุดไฟดูซิ ใช้จนหมดพลังเวทเลย”
เธอหยิบนาฬิกาเรือนสีทองแดงขึ้นมาจับเวลา
ภัทรหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาจากซองตรงเอวและเริ่มร่ายคาถา
“อิกนิส อัคเซนเด”
เปลวเพลิงสีเหลืองอ่อนออกมาจากปลายไม้ มันยังคงอ่อนแร และยังคงริบหรี่อยู่เช่นเดิมแต่ดูคงที่กว่าครั้งก่อน เวลาผ่านไปแป๊บเดียวก็ดับลงพร้อมกับพลังเวทในร่างกายที่หมดลง แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่หน้ามืด
ริศขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไร ชีตาห์เลยแย่งพูดออกมาก่อน “เ้าเด็กนี่พลังเวทน้อยชะมัด”
“แต่อย่างน้อยก็เรียนรู้เร็ว เขาสามารถจุดไฟติดได้ั้แ่ครั้งแรกเลยล่ะ”
“ไม่จริงน่า แต่พลังเวทก็น้อยอยู่ดี” ชีตาห์กอดอก ถอนหายใจ
“น้อยจริง” ริศพยักหน้ายอมรับ
ภัทรสับสนเล็กน้อยก่อนถาม “ปกติคนจะร่ายได้กี่นาทีเหรอครับ”
ชีตาห์แย่งตอบ “ตอนฉันนะ ติดครั้งแรกก็ได้หนึ่งนาทีแล้ว นายสิเวลาสั้นเกินไปแล้ว ริศบอกหน่อยเ้านี่ได้เท่าไหร่”
“สิบวิ... ครั้งแรกห้าวิ”
ชีตาห์หัวเราะ ทำให้ภัทรขาดความมั่นใจมากๆ หันไปมองริศ
ริศส่ายหน้าแล้วพูด “ความจริงคือเธอไม่ควรใช้ได้อยู่แล้ว เธอไม่มีธาตุใดๆ เป็ธาตุประจำตัวเลย การที่เธอร่ายเวทมนตร์ไฟได้ก็นับว่าเป็ปาฏิหาริย์แล้ว งั้นลองคาถาสามัญง่ายๆ อย่างทำให้ของลอยดูมั้ย คำร่ายคือ ‘เลวิอาตัส (Leviatas)’” เธอวางปากกาด้ามหนึ่งกับพื้น
เขาพยักหน้าเดินไปใกล้ๆ แล้วลองร่ายดู
“เลวิอาตัส”
ปากกานิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ริศจับคางคิดอยู่นิดหนึ่งก่อนจะบอก “ลองขยับเข้าไปอีกหน่อยดู” เขาขยับไปใกล้อีกก้าวหนึ่งแล้วร่ายคาถา ปากกาขยับเล็กน้อย
ไม่ต้องให้ริศบอก เขานั่งยองๆ เอาไม้กายสิทธิ์จ่อกับปากกาและร่ายคาถา ปากกาขยับขึ้นมาเหนือพื้นเล็กน้อยสักห้าเิเเห็นจะได้ ประมาณสามวินาทีมันก็ตกลงพื้น
ภัทรเงยหน้ามองริศกับชีตาห์ ริศเม้มปาก ส่วนชีตาห์เลิกทำหน้าล้อเลียนแล้วทำหน้าสงสารแทนแล้วพูด “นายเรียนรู้คาถาไวนะ แต่พลังนายต่ำเกินไปจริงๆ คาถามาตรฐานที่ทุกคนร่ายได้แม้ไม่เรียนรู้เร็วเหมือนนาย แต่ก็ไม่ปวกเปียกขนาดนี้เลย”
“งั้นก็ต้องทดแทนด้วยอย่างอื่น” ริศพูดขึ้น “หลังจากนี้นายจะต้องดื่มน้ำสมุนไพรนี่ทุกวัน และเลิกงานก็ต้องฝึกร่างกายให้แข็งแรงเดี๋ยวให้ชีตาห์ช่วยดูให้”
“อ้าวเจ๊ ผมเหรอ”
“ไม่ใช่นายแล้วจะใคร ฉันเหรอ... งั้นเื่เอกสารที่ค้าง...”
“ผมทำ! ผมทำเอง! ได้ออกกำลังกายด้วยไปในตัว... ภัทร นายเอาพลั่วออกมา”
ภัทรทำหน้างงๆ ก่อนหยิบพลั่วจากกระเป๋าให้ชีตาห์ ชีตาห์กดอะไรบางอย่างทำให้พลั่วมีขนาดลดลงเหลือแค่ขนาดเท่าพลั่วพรวนดินอันเล็กๆ แล้วเอาผ้ามาพันตรงปุ่มกดเพื่อไม่ให้เปลี่ยนคำสั่งก่อนจะส่งให้ภัทร ที่ใกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าแล้วพูดอะไรที่น่ากลัวสุดๆ
“หลังจากนี้นายจะต้องพกพลั่วนี่เก็บไว้ที่หลังตลอดการทำงาน และการฝึกซ้อม ถ้าเห็นเอาลงนายจะโดนหักค่าแรง!!!”