วันเวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปถึงสี่ปีเต็ม จื่อลู่และจิ่นเม่ยหลงยังคงใช้ชีวิตหลบซ่อนเร้นกายอยู่ภายในป่าลึกเฉกเช่นเดิม บัดนี้จิ่นเม่ยหลงเติบโตขึ้นจนอยู่ในวัยที่สามารถรับรู้และเข้าใจเื่ราวของโลกภายนอกได้แล้ว “จิ่นเม่ยหลง สาเหตุที่ตัวเ้ามิอาจััหรือใช้พลังปราณได้นั้น เป็เพราะ... ช่างเถิด อย่าได้เอ่ยถึงเื่นี้อีกเลย” จื่อลู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง ภายในใจของเขามิกล้าแม้แต่จะปริปากบอกความจริงอันโหดร้ายว่า แท้จริงแล้วเป็ตนเองที่ลงมือทำลายเส้นกำเนิดพลังปราณของเด็กน้อยผู้นี้
“ขอรับ ท่านพ่อ” จิ่นเม่ยหลงตอบรับคำด้วยน้ำเสียงสดใสพร้อมกับส่งรอยยิ้มอันบริสุทธิ์กลับไป
“เฮ้อ ข้าเคยพร่ำบอกเ้าไปหลายคราแล้วว่าข้ามิใช่บิดาของเ้า” จื่อลู่ถอนหายใจยาวพลางก้มหน้าส่ายศีรษะ จากนั้นเขาก็จ้องมองเข้าไปในดวงตาของจิ่นเม่ยหลง
“ตามข้ามา ข้าจะชี้แนะวิถีแห่งการฝึกฝนให้กับเ้า แม้ว่าตัวเ้าจะไร้ซึ่งพลังปราณ ทว่าอย่าได้กังวลไป การขัดเกลากายาเนื้อก็ถือเป็วิถีที่สำคัญยิ่งนัก ในยามนี้เ้าจำต้องมุ่งเน้นไปที่การหล่อหลอมร่างกายของตนเองเสียก่อน” จื่อลู่กล่าวอธิบาย
“โปรดชี้แนะข้าด้วย” จิ่นเม่ยหลงประสานมือค้อมศีรษะรับคำอย่างนอบน้อม
จื่อลู่นำพาจิ่นเม่ยหลงเดินลึกเข้าไปในป่าทึบ เบื้องหน้าของทั้งสองปรากฏเป็ผืนน้ำตกขนาดมหึมาที่ไหลทะลักลงมาจากหน้าผาสูงชัน “เ้าจงไปฝึกฝนร่างกายอยู่เบื้องใต้น้ำตกนั่น... จงฝึกไปจนกว่าเ้าจะสามารถยืนหยัดต้านทานสายน้ำที่ถาโถมลงมาให้จงได้!” จื่อลู่ชี้นิ้วไปยังกระแสน้ำตก
จิ่นเม่ยหลงก้าวเดินเข้าไปใต้น้ำตกในทันที ทว่าเพียงแค่ร่างกายอยู่เบื้องใต้น้ำตก ความรู้สึกก็ราวกับถูกขุนเขาทั้งลูกกดทับลงมาบดขยี้ จิ่นเม่ยหลงไม่อาจทานทนยืนหยัดอยู่ได้เลยแม้แต่เพียงครึ่งเสี้ยวลมหายใจ
“ตัวเ้าในยามนี้ย่อมไม่อาจต้านทานมันได้หรอก ค่อย ๆ ฝึกฝนเรียนรู้ไปก็แล้วกัน” จื่อลู่กล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหันกายเดินกลับไปยังกระท่อม ปล่อยให้จิ่นเม่ยหลงเผชิญกับการฝึกฝนตามลำพัง
กาลเวลาล่วงเลยไปหกชั่วยาม ท้องนภายามนี้ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดแล้ว จื่อลู่จึงเดินทางกลับมาที่น้ำตกอีกครา ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเขาถึงกับตื่นตระลึงไปชั่วขณะ เบื้องหน้าของเขาคือร่างเล็กๆ ของจิ่นเม่ยหลงที่สามารถยืนหยัดต้านทานมวลน้ำตกอันหนักอึ้งได้แล้ว!
“พร์ของเด็กผู้นี้ช่างเหนือชั้นและไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ สมแล้วที่เกิดมาเป็ลูกของสองคนนั้น” จื่อลู่รำพึงในใจด้วยความทึ่ง เขาจึงเอ่ยปากเรียกให้จิ่นเม่ยหลงเลิกฝึกฝนและกลับไปพักผ่อน
วันต่อมา จื่อลู่ก็ยังคงสั่งให้จิ่นเม่ยหลงไปฝึกฝนเช่นเดิม
วันที่สามของการฝึกฝน ในวันนี้จิ่นเม่ยหลงสามารถยืนต้านทานมวลน้ำตกได้ยาวนานถึง 3 ชั่วยาม!
วันที่สี่ การฝึกฝนก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม
วันที่เจ็ด...
กระทั่งถึงวันที่สิบ บัดนี้ร่างกายของจิ่นเม่ยหลงสามารถยืนต้านทานกระแสน้ำตกได้อย่างสบายๆ ไร้ซึ่งความกดดัน
“พอได้แล้ว! เลิกต้านทานน้ำตกแล้วตามข้ามา ข้าจะสอนวรยุทธ์การต่อสู้แบบที่ไม่ใช้พลังปราณให้กับเ้า” จื่อลู่ซึ่งยืนสังเกตการณ์จิ่นเม่ยหลงฝึกต้านแรงน้ำตกอยู่ ได้เอ่ยเรียกให้จิ่นเม่ยหลงเดินตามตนไปยังลานกว้างแห่งหนึ่ง ณ ลานแห่งนี้มีก้อนหินั์เรียงรายอยู่มากมาย ก้อนหินเหล่านี้ใหญ่โตกว่าร่างของพวกเขาทั้งสองหลายเท่า!
“วิชาที่ข้าจะถ่ายทอดให้เ้าต่อไปนี้ คือการใช้พลังกายโดยมิจำเป็ต้องใช้พลังปราณมาหนุนเสริมแต่อย่างใด จงดูให้ดี!” จื่อลู่กล่าวขึ้นพร้อมกับก้าวเดินไปยืนอยู่เบื้องหน้าหินั์ก้อนหนึ่ง
“หมัดทลายภูผา”
ตู้มมมมม! เสียงะเิดังกึกก้องกัมปนาทะเืเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งป่า ก้อนหินขนาดั์แตกกระจายแหลกละเอียดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา! จิ่นเม่ยหลงที่ยืนอยู่เื้ัถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ เขาไม่คิดเลยว่าเพียงแค่พลังหมัดเพียว ๆ จะสามารถทำลายหินั์จนกลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ถึงเพียงนี้
จื่อลู่หันกายกลับมามองจิ่นเม่ยหลง “พลังนี้มิจำเป็ต้องพึ่งพาพลังปราณแม้แต่นิดเดียว ความรุนแรงของมัน เ้าก็ได้ประจักษ์ด้วยสายตาของตนเองไปแล้ว” จิ่นเม่ยหลงที่ได้ยินดังนั้น ท่าทีตื่นตะลึงจึงกลับมาเป็ปกติ
“วรยุทธ์นี้พลังของมันช่างรุนแรงยิ่งนัก ข้าคงต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะฝึกฝนมันได้ หากข้าฝืนใช้มันในยามนี้ แขนของข้าคงจะแหลกสลายเป็แน่” จิ่นเม่ยหลงประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็น
“ใช่แล้ว ตัวเ้าในยามนี้ยังไม่อาจสามารถใช้มันได้ เ้าต้องมุ่งขัดเกลาร่างกายก่อนเป็อันดับแรก จากนั้นจึงค่อยฝึกฝนวรยุทธ์ สิ่งต่อไปที่เ้าต้องทำคือวิ่งหนึ่งร้อยลี้ทุกวัน ห้ามหยุดแม้เพียงวันเดียว! หลังจากวิ่งเสร็จแล้วก็นั่งสมาธิเพื่อฝึกกำหนดลมหายใจ” จื่อลู่บอกขั้นตอนวิธีการฝึกฝนให้กับจิ่นเม่ยหลง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับกระท่อม
การที่จะให้เด็กอายุสี่ปีวิ่งวันละร้อยลี้นั้นนับว่าเกินตัวไปมาก ทว่าที่เขาต้องเคี่ยวเข็ญให้จิ่นเม่ยหลงทำเช่นนี้ ก็เพื่อตัวของจิ่นเม่ยหลงเองในอนาคต “เ้าเป็ถึงลูกชายของสองคนนั้น การเรียนรู้ของเ้าในรุ่นราวคราวเดียวกันนั้นย่อมไวกว่าผู้อื่นไปหนึ่งก้าวเสมอ” จื่อลู่นึกขึ้นในใจ เขาเองก็ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าในอนาคตเด็กคนนี้จะมีพลังมหาศาลถึงระดับใด แค่เพียงการฝึกฝนใต้น้ำตก สำหรับเด็กอายุสี่ปีแทบจะไม่มีผู้ใดทำได้ แต่เด็กน้อยผู้นี้กลับทำมันสำเร็จได้ภายใน่เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน!
สองเดือนผ่านพ้นไป จิ่นเม่ยหลงก็ยังคงฝึกเช่นเดิมทุกวันโดยไม่หยุดแม้แต่วันเดียว ในวันแรก ๆ ของการฝึกนั้นยากลำบากแสนสาหัส จิ่นเม่ยหลงวิ่งอย่างทุลักทุเล ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปจนถึงวันนี้ จิ่นเม่ยหลงวิ่งร้อยลี้ก็รู้สึกเหนื่อยแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การควบคุมลมหายใจเองก็ดีขึ้นมาก จื่อลู่มองดูจิ่นเม่ยหลงแล้วก็พลางคิดในใจ “ตอนนี้เ้าเด็กนี่มีร่างกายที่พร้อมแล้ว การกำหนดลมหายใจของมันก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก สิ่งที่ขาดอยู่ตอนนี้ก็คือกำลัง”
เช้าตรู่ของวันต่อมา “ห้าชั่วโมงข้าจะเป็คนช่วยเ้าฝึกฝนวรยุทธ์ สามชั่วโมงนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ และการวิ่งของเ้าก็ต้องทำเช่นเดิม!!” จื่อลู่กล่าวเสียงเย็นเยียบ
“โปรดชี้แนะด้วย” ทุก ๆ วันของจิ่นเม่ยหลงจึงวนเวียนอยู่กับการฝึกฝนวรยุทธ์ นั่งกำหนดลมหายใจ และวิ่ง เขาทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เคยหยุดพัก
หนึ่งเดือนผ่านไป “นี่มันก็ถึงเวลาแล้ว ตอนนี้ร่างกายของเ้าพร้อมทุกสัดส่วน ลองใช้กระบวนท่าที่ข้าสอนทำลายหินก้อนนั้นซะ!” จื่อลู่ชี้นิ้วไปยังก้อนหินขนาดั์ก้อนหนึ่ง
จิ่นเม่ยหลงเดินก้าวไปหยุดอยู่เบื้องหน้าก้อนหินั์ก้อนหนึ่ง
“หมัดทลายภูผา!”
ตุบ... เสียงปะทะไม่ค่อยดังมากนัก ทว่าหินั์ก้อนนั้นกลับค่อยๆ ปรากฏรอยแตกร้าวลุกลาม ก่อนจะพังทลายแตกลงเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย จื่อลู่ทอดสายตามองไปที่จิ่นเม่ยหลง
“ไม่เลวเลยสำหรับครั้งแรก ถ้าเ้าเพียรฝึกฝนต่ออีกหน่อยก็สามารถทำให้มันแตกสลายได้” หลังจากกล่าวจบ จื่อลู่ก็เดินจากไป “แม้ว่าร่างกายและพลังกายของจิ่นเม่ยหลงจะอยู่ในระดับที่ดีแล้ว แต่ก็ยังขาดพลังปราณ พลังปราณถือว่าเป็ตัวช่วยที่สำคัญของการฝึกฝนวรยุทธ์... ถ้าหากวันนั้นข้าไม่ได้ถูกสั่งให้ทำภารกิจในวันนั้น เด็กคนนี้จะต้องมีอนาคตที่ดีรออยู่เป็แน่ เฮ้อ...” จื่อลู่กล่าวออกมาเบา ๆ พร้อมกับทอดถอนลมหายใจแห่งความเสียดาย