บทที่ 32 ท่านพ่อของเ้ายังพูดอะไรอีก
โจวโจวก้าวขาเล็ก ๆ สั้น ๆ เดินสำรวจรอบบริเวณอย่างมีท่าทาง ก่อนจะกวักมือเรียกซูชิ่น "ท่านแม่ ขุดกับดักตรงนี้เถิดขอรับ"
"กับดัก?" ซูชิ่นกะพริบตาพลางเอ่ย
โจวโจวพยักหน้าแล้วตอบกลับว่า "ท่านพ่อเคยบอกว่า กระต่ายวิ่งเร็ว หากไม่ขุดกับดัก เราจะไม่มีทางจับพวกมันได้เลย ต้องใช้กับดักเท่านั้นถึงจะกักพวกมันไว้ได้ขอรับ"
ซูชิ่นคิดในใจ '...สรุปว่านางคิดผิดมาั้แ่ต้นงั้นหรือ?!'
นางใช้มีดสั้นขุดตรงจุดที่โจวโจวชี้อยู่นาน ในที่สุดก็ขุดหลุมลึกประมาณครึ่งตัวคนได้สำเร็จ พร้อมกับมือของซูชิ่นที่ถูกเสียดสีจนพองเป็ตุ่มสองจุด
"ท่านแม่ ไปหากิ่งไม้เล็ก ๆ มาเพิ่มขอรับ เอาแบบที่เล็กมาก ๆ นะขอรับ" โจวโจวสั่งการต่ออย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย
ซูชิ่นมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปหักกิ่งไม้ที่เล็กกว่านิ้วก้อยครึ่งหนึ่งจากบริเวณรอบ ๆ
โจวโจวพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วหยิบกิ่งไม้กิ่งหนึ่งมาทาบที่ปากหลุม ก่อนจะหักและวางกิ่งไม้ลงบนปากหลุมอย่างระมัดระวัง
ซูชิ่นเห็นแล้วก็เข้าใจทันที นี่คือการพรางตาโดยใช้กิ่งไม้เล็ก ๆ และใบไม้ปกปิดปากหลุมไว้ก่อน จากนั้นจึงวางเหยื่อล่อเพื่อหลอกให้กระต่ายมากิน เมื่อกระต่ายเข้ามาก็จะตกลงไปในกับดัก
นางตบหน้าผากตัวเอง วิธีแบบนี้ชาติก่อนนางเคยเห็นในโทรทัศน์ชัด ๆ ทำไมเมื่อกี้ถึงคิดไม่ออกเลย ทำให้ต้องเสียหน้าต่อหน้าลูกตั้งหลายครั้ง
ซูชิ่นเกิดอารมณ์สับสนวุ่นวาย จึงให้โจวโจวถอยไปด้านข้าง แล้วเริ่มจัดการกับดักด้วยตัวเอง
โจวโจวเตือนเบา ๆ จากด้านข้างว่า "ท่านแม่ กิ่งไม้ห้ามยาวเกินไป และห้ามใส่มากเกินไปนะขอรับ มิเช่นนั้นกระต่ายอาจจะไม่ตกลงไป"
ซูชิ่นตอบรับคำหนึ่งแล้วรีบปูกิ่งไม้บนกับดักอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็นำใบไม้มาปิดทับ และสุดท้ายก็วางข้าวโพดชิ้นเล็ก ๆ ไว้ตรงกลางกับดัก
โจวโจวพยักหน้าก่อนจะเอ่ยว่า "ใช้ได้แล้วขอรับท่านแม่ พวกเราเข้าไปข้างในกันเถิด"
"ไม่ต้องเฝ้าอยู่ที่นี่หรือ?" ซูชิ่นถามต่ออย่างไม่สบายใจ
โจวโจวส่ายหน้า "ท่านพ่อบอกว่า..."
"หยุด อย่าพูดว่าท่านพ่อของเ้าบอกอะไรอีก ข้าไม่อยากฟัง"
เด็กคนนี้มีความผูกพันกับบิดาแรงกล้าเกินไปแล้ว เพียงครู่เดียว นางได้ยินเขาพูดว่า 'ท่านพ่อบอกว่า' ตั้งหลายครั้ง และทุกครั้งที่เขาพูด นางมักจะรู้สึกเหมือนสติปัญญาของตนเองถูกกดทับ
รู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
โจวโจวหุบปากอย่างว่าง่าย
ซูชิ่นคิดดูแล้วก็เข้าใจในไม่ช้าว่าเหตุใดจึงไม่ต้องเฝ้าอยู่ที่นี่ เพราะกระต่ายป่าเหล่านี้ระแวดระวังมาก หากที่นี่มีกลิ่นอายของมนุษย์ พวกมันอาจจะไม่เข้ามา หรือต่อให้เข้ามาก็คงจะระวังตัวอย่างยิ่ง ดังนั้นนางจึงพาโจวโจวเข้าไปในมิติวิเศษ
หลังจากหมอบรออยู่ในมิติวิเศษได้สักพัก สามแม่ลูกก็ได้ยินเสียงฝีเท้ากระต่ายะโมาจากด้านนอก
ทั้งสามคนกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
ในไม่ช้า กระต่ายก็ะโขึ้นมาบนกับดัก ยังไม่ทันได้แทะข้าวโพดก็ตกลงไปในกับดักดังตุ้บ!
โจวโจวรีบบอก "ท่านแม่ รีบออกไปเอามาเถิดขอรับ กับดักตื้นเกินไป กระต่ายอาจจะหนีออกมาได้"
ซูชิ่นรีบดึงโจวโจวออกจากมิติวิเศษพร้อมกัน จุดที่พวกเขาเข้าไปในมิติวิเศษคือข้างกับดัก เมื่อออกมาจึงอยู่ที่เดิม
ในกับดักมีกระต่ายสีเทาตัวอ้วนใหญ่กำลังพยายามะโขึ้นมาด้วยความตระหนก ซูชิ่นกลัวมันจะหนีจึงหมอบลงบนกับดักโดยไม่ทันคิด แล้วยื่นมือลงไปในหลุมเพื่อคว้าตัวกระต่ายไว้
ผลปรากฏว่า
"อ๊าย!"
ซูชิ่นร้องลั่น เมื่อชักมือออกมาดูก็พบรอยฟันกระต่ายสองรอยเด่นชัดบนนิ้วมือ
นาง... ถึงกับ... ถูกกระต่ายตัวหนึ่งกัดเข้าให้!
มุมปากของโจวโจวกระตุก เมื่อครู่เขาอยากจะเตือนว่าท่านพ่อบอกว่า เวลากระต่ายจนตรอกมันจะกัดคน แต่เขาคิดว่าท่านแม่คงไม่อยากฟัง
ซูชิ่นสูดลมหายใจลึก ๆ สองครั้ง หมอบลงที่ปากกับดักแล้วถามว่า "ท่านพ่อของเ้าได้บอกหรือไม่ ว่าจะจับกระต่ายออกจากกับดักได้อย่างไร?"
โจวโจวอยากจะหัวเราะแต่ไม่กล้า จึงพยายามทำหน้าตาเรียบนิ่งแล้วตอบว่า "ท่านพ่อบอกว่า หาก้าให้ขนกระต่ายสมบูรณ์ ให้ใช้ถุงหย่อนลงไปในกับดักแล้วครอบตัวกระต่ายไว้ เช่นนี้ก็จะไม่มีปัญหาขอรับ"
เมื่อถุงไม่มี ซูชิ่นจึงต้องหยิบเสื้อผ้าเก่า ๆ ตัวหนึ่งจากมิติวิเศษโยนลงไปในกับดัก และสามารถจับกระต่ายตัวนั้นได้อย่างราบรื่น ก่อนจะนำเข้าไปในมิติวิเศษ
ทันทีที่กระต่ายเข้าสู่มิติวิเศษ มันก็ถูกจำกัดพื้นที่ไว้ทันที บนทุ่งหญ้าของมิติวิเศษมีหญ้าขึ้นอยู่ ตอนแรกกระต่ายยังคงหวาดกลัวและดิ้นรน แต่เพียงครู่เดียวมันก็ถูกดึงดูดด้วยหญ้าที่เขียวขจีและอวบอิ่ม จึงก้มหน้าก้มตากินอย่างบ้าคลั่งจนลืมความกลัวไปสิ้น
เยว่เยว่ชอบสัตว์ขนฟูเหล่านี้ นางจึงหมอบดูอยู่ข้าง ๆ อย่างตั้งใจ และอยากจะลองยื่นมือไปัั
"อยู่ห่าง ๆ มันไว้ มันกัดคนนะ" ซูชิ่นรีบเตือน
เยว่เยว่ใรีบหดมือเล็ก ๆ กลับ และถอยหลังไปหลายก้าว
เมื่อประสบความสำเร็จในครั้งแรก ซูชิ่นก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม นางพาโจวโจวออกจากมิติวิเศษอีกครั้ง เพื่อจัดการกับดักและวางแผนใหม่อีกรอบ
เพื่อเร่งให้กระต่ายติดกับเร็วขึ้น ซูชิ่นจึงวางข้าวโพดเพิ่มลงบนกับดักหลายชิ้น
เป็ไปตามคาด ยิ่งเหยื่อล่อมาก กระต่ายที่หลงกลก็ยิ่งมาก ครั้งที่สองพวกเขาได้กระต่ายสามตัว ครั้งที่สามสองตัว และครั้งที่สี่อีกสามตัว
การเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่องทำให้ซูชิ่นดีใจจนอยากจะเต้นระบำ นี่มันช่างเป็ความรู้สึกที่ประสบความสำเร็จเหลือเกิน!
ขณะที่นางกำลังเตรียมจะทำอีกครั้ง โจวโจวก็ห้ามไว้
"ท่านแม่ ฟ้าจะมืดแล้ว เดี๋ยวในป่าจะมีอันตรายขอรับ"
เมื่อได้ยินแบบนั้น ซูชิ่นจึงสังเกตเห็นว่าแสงสว่างในป่าเริ่มสลัวลง ทว่านางยังไม่มีแผนจะลงจากเขา เพราะการเข้าป่าครั้งหนึ่งไม่ใช่เื่ง่าย ต้องเดินหลายชั่วยาม นางตั้งใจจะวนเวียนอยู่ในป่าต่ออีกสองวัน เพื่อดูว่าจะล่าสัตว์ได้มากขึ้นหรือไม่
อย่างไรเสียก็มีมิติวิเศษอยู่ นางจึงไม่ต้องกังวลเื่ความปลอดภัย
อีกอย่าง จับกระต่ายได้มากมายขนาดนี้ ซูชิ่นจึงอยากกินเนื้อใจจะขาด แต่เมื่อมองดูรูปร่างของกระต่ายเ่าั้ นางก็เริ่มไม่กล้าลงมือ
แม้แต่ไก่ยังฆ่าไม่เป็ นับประสาอะไรกับกระต่าย
อีกทั้งนางยังไม่มีความรู้เื่การทำอาหารเลย สิ่งเดียวที่พอจะถนัดคือเนื้อย่าง แต่โชคร้ายคือข้างกายไม่มีเครื่องปรุงเลยแม้แต่น้อย
ซูชิ่นมองฟ้าอย่างพูดไม่ออก ทักษะการใช้ชีวิตของนางนับว่าบกพร่องอย่างรุนแรงจนนางเองก็จนปัญญา รู้อย่างนี้ก่อนจะทะลุมิติมา ควรจะสมัครเข้าค่ายฝึกทักษะการเอาตัวรอดในป่าให้ได้
ดังนั้นคืนแรกในป่า สามแม่ลูกจึงนั่งเฝ้ากระต่ายป่าตัวใหญ่หลายตัว พลางกินผลไม้ป่าและดื่มน้ำพุวิเศษจนอิ่มท้อง
ขณะที่พวกนางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในมิติวิเศษ ที่บ้านตระกูลเฉิงด้านล่างเขากลับไม่กล้านอนหลับ
เฉิงโจวซื่อพูดลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงกดต่ำด่าทอว่า "นังตัวดีนั่น ทำไมไม่ไปตายเสีย! ขายมันไปจะได้เงินสักสองตำลึงหรือไม่?"
หลี่ซื่อได้รับาเ็หนักจากการถูกเฉิงเหลียนเซียงฟาดหัว และแน่นอนว่าโรงหมอคิดค่ารักษาแพงหูฉี่ ครั้งนี้เฉิงโจวซื่อจึงต้องเสียเงินก้อนโต เงินสองตำลึงที่เป็ค่าอาหารของคนทั้งบ้านครึ่งปีเลยหายวับไปกับตา
เฉิงเหลียนเซียงไม่กล้าส่งเสียง เพราะกลัวว่าเฉิงโจวซื่อจะหันมาลงที่ตน เนื่องจากแผลของหลี่ซื่อนั้นนางเป็คนทำ
ครั้งนี้เฉิงโจวซื่อไม่ได้โกรธเฉิงเหลียนเซียง นางยังแยกแยะได้ว่าใครดีใครร้าย หากลูกสาวไม่ช่วย วันนี้นางคงต้องเสียเปรียบอย่างหนัก
"พอได้แล้ว ด่ามาทั้งวันยังไม่หนำใจอีกหรือ?!" เฒ่าเฉิงคำรามอย่างรำคาญ
เฉิงโจวซื่อหุบปากด้วยความขุ่นเคือง วุ่นวายมาทั้งวันนางยังไม่ได้กินอะไรเลย ตอนนี้หิวมากแต่กลับไม่อยากจะกินสิ่งใด เพราะเหนือหัวของตระกูลเฉิงในตอนนี้ ยังมีกระบี่คมกริบแขวนอยู่เล่มหนึ่ง