เสียงเครื่องยนต์ของรถอีโคคาร์คันเล็กครางแ่เบาขณะแล่นไปตามถนนดินลูกรังขรุขระสองข้างทางขนาบข้างด้วยทิวต้นมะพร้าวและต้นกล้วยน้ำว้าที่พริ้วไหวตามสายลมเย็นของร่องสวน‘มนัสวี พรหมพิริยะ’ หรือ ‘มน’ ประคองพวงมาลัยด้วยมือที่ยังคงสั่นเทาไม่หายใบหน้าหวานล้ำที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำรัวราวกับกลองรบอยู่ภายในอกความหวาดกลัวแล่นริ้วเข้าเกาะกุมจิตใจจนแทบจะควบคุมสติไม่อยู่
เมื่อครู่นี้ตอนที่เธอเข้าไปตรวจทานการตกแต่งร้าน‘มนัสขนมไทย’ ในโรงพยาบาลสาขาใหม่สัญชาตญาณบางอย่างทำให้เธอเหลือบมองผ่านกระจกออกไป และภาพร่างสูงกำยำในชุดสูทสากลสีเข้มของ‘ภูดิศ’ ที่เดินเคียงคู่มากับคุณหมอสาวสวยก็ทำให้มนัสวีแทบจะลืมวิธีหายใจ
‘พี่ดิศ... พี่มาอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย’ มนัสวีคิดพลางขบริมฝีปากแน่น นัยต์ตาปวดร้าว หยาดน้ำตาใส ๆรื้นขึ้นมาคลอเบ้า ความทรงจำเมื่อห้าปีก่อนยามที่เธอต้องแบกรับคำตราหน้าว่าเป็ผู้หญิงเห็นแก่เงินรับเช็คเงินสดก้อนโตจากแม่ของเขาเพื่อแลกกับการต่อชีวิตให้พ่อและรักษาลูกในท้องหวนกลับมาทุบทำลายหัวใจซ้ำสอง
เธอหนีมาไกลถึงต่างจังหวัด หวังเพียงแค่ว่าจะฝังตัวอยู่ในความเงียบสงบ แต่ดูเหมือนวันนี้โชคชะตากลับเหวี่ยงอดีตอันแสนเ็ปให้กลับมาหลอกหลอนรวดเร็วเกินตั้งตัว
"คุณแม่...ทำไมคุณแม่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เลยล่ะครับ" เสียงใสซื่อแ่เบาที่ดังมาจากเบาะผู้โดยสารด้านหลังปลุกให้มนัสวีสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ความคิดอันมืดมน หญิงสาวรีบสูดหายใจเข้าลึกซับหยาดน้ำตาที่เกาะพราวตรงหางตาอย่างรวดเร็วก่อนจะมองผ่านกระจกส่องหลังไปยังกามเทพตัวน้อยวัยสี่ขวบเศษ ‘น้องเติมเต็ม’ ลูกชายสุดที่รักที่เป็ดั่งแก้วตาดวงใจทั้งหมดในชีวิตของเธอ
เด็กชายตัวน้อยสวมชุดเอี๊ยมยีนส์ทับเสื้อยืดสีขาวรูปร่างอ้วนกลมป้อมน่าฟัด ผิวขาวจัดเนียนละเอียดอมชมพูเหมือนมะเขือเทศสุกเรือนผมสีดำสนิทตัดทรงหน้าม้ากะลาครอบรับกับรูปหน้ากลมมนที่มีแก้มยุ้ย ๆ ยื่นออกมาเวลาอมยิ้มเพียงแต่ว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของมนัสวีต้องสั่นไหวทุกครั้งที่มองคือเครื่องหน้าอันเด่นชัดที่ถอดแบบมาจากภูดิศมาไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งคิ้วเข้มหนาพาดเฉียงจมูกคมเป็สัน โดยเฉพาะดวงตาคมกริบระยับพราวดุจดวงดาวทว่าเป็แววตาที่ฉายความใสซื่อบริสุทธิ์น่าเอ็นดูเหลือเกิน
"เปล่าครับลูก...คุณแม่แค่แสบตาเพราะแสงแดดน่ะครับ" มนัสวีฝืนยิ้ม พยายามส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นอ่อนละมุนผ่านกระจกไปให้ลูกชายแต่น้องเติมเต็มผู้ฉลาดเฉลียวช่างซักช่างถามและแสนรู้เกินวัยกลับไม่ยอมเชื่อ เด็กชายเอียงคอเล็กน้อย แก้มป่อง ๆ ขยับตามท่วงท่าพลางขมวดคิ้วหนาเข้าหากันจนผูกเป็โบดูน่ารักน่าเอ็นดูจนน่าหยิก
"ไม่จริงหรอกครับ เติมเต็มเห็นนะว่าคุณแม่รีบวิ่งขึ้นรถมาเลยตอนอยู่ที่ตึกใหญ่ๆหน้านี่ซีดเหมือนขนมผิงเลยครับ" เด็กชายตัวน้อยเริ่มตั้งคำถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสา
"แล้วตะกี้เติมเต็มแอบหันไปมองข้างหลังเห็นคุณลุงตัวสูงๆ คนที่ใส่เสื้อสูทเท่ๆ วิ่งตามรถเรามาด้วยนะคุณแม่...คุณลุงคนนั้นเขาเป็ใครเหรอครับ? เขาจะมาซื้อขนมทองเอกของคุณแม่หรือเปล่า"
คำถามทื่อๆ ทว่าแทงทะลุกลางใจทำให้มนัสวีใจหายวาบเธอไม่คิดเลยว่าลูกชายจะหันไปเห็นภูดิศในวินาทีเฉียดฉิวขนาดนั้นหญิงสาวพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือขณะขับรถเลี้ยวเข้าจอดใต้ร่มเงาไม้ของบ้านสวนหลังย่อม
“หรือว่าเขาเคยดุคุณแม่คุณแม่รู้จักเขาหรือเปล่าครับ คุณแม่กลัวเขาหรือครับ เขาทำให้คุณแม่ร้องไห้หรือครับ”
"เปล่าหรอกลูก คุณลุงคนนั้น... เขาแค่มาเดินตรวจงานในโรงพยาบาลน่ะครับน้องเติมเต็มเขาไม่ได้วิ่งตามเราหรอกลูก"
มนัสวีดับเครื่องยนต์หันกลับมาเปิดประตูหลังเพื่ออุ้มร่างกลมป้อมของลูกชายลงมาจากรถ น้องเติมเต็มใช้แขนเรียวสั้นโอบกอดรอบคอของผู้เป็แม่แน่นซบหน้าเนียนลงกับบ่าหอมกรุ่น พลางเอ่ยปากพูดเจื้อยแจ้วต่อด้วยความสงสัยไม่เลิกรา
"แต่คุณลุงคนนั้นหน้าเหมือนคนในรูปถ่ายที่คุณแม่เก็บไว้ในล็อกเก็ต ในกล่องเหล็กในลิ้นชักหัวเตียงเลยนะครับ...คนที่คุณแม่บอกเติมเต็มว่าเป็คุณพ่อของเติมเต็มที่อยู่บนฟ้าน่ะครับ"
มนัสวีตัวแข็งทื่อชาไปทั้งแถบระคนใสุดขีดเมื่อรู้ว่าลูกชายตัวดี จำหน้าเขาได้ แม้จะเห็นเพียงแค่รูปถ่ายจากกล่องความทรงจำที่เธอเก็บไว้
ความกลัวแล่นขึ้นจับใจ...เธอกลัวเหลือเกิน กลัวว่าถ้าภูดิศรู้ความจริงเื่ลูกชายหนุ่มจอมบงการและทรงอิทธิพลจะใช้สิทธิ์ความเป็พ่อและอำนาจเงินตราแย่งชิงน้องเติมเต็มไปจากเธอและเธอก็กลัวคุณหญิงดาริกาจะกลับมารังควานทำลายชีวิตที่เงียบสงบนี้อีกครั้ง
"เติมเต็มครับ..."มนัสวีวางลูกชายลงบนม้านั่งไม้ใต้ถุนบ้าน สบตาคู่คมใสซื่อของเด็กชายด้วยความจริงจังและน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความอ้อนวอน
"คุณลุงคนนั้นไม่ใช่คุณพ่อหรอกลูกและต่อจากนี้ไป ถ้าเราไปที่ร้านขนมในโรงพยาบาล แล้วเติมเต็มบังเอิญเจอคุณลุงคนนั้นอีก...เติมเต็มต้องสัญญากับแม่นะลูกว่า ห้ามเข้าไปใกล้ ๆ ห้ามพูดคุยด้วยเด็ดขาดและต้องรีบมาบอกแม่ทันที... สัญญากับแม่ได้ไหมครับคนเก่ง"
น้องเติมเต็มกะพริบตาปริบๆมองใบหน้าของผู้เป็แม่ที่เต็มไปด้วยความกังวลลนลานแม้เด็กชายตัวน้อยจะไม่เข้าใจเหตุผลทางโลกของผู้ใหญ่แต่สายใยความผูกพันอันบริสุทธิ์ทำให้เขาตระหนักรู้ได้ว่า สิ่งนี้สำคัญต่อหัวใจของแม่มากเด็กชายชูนิ้วก้อยเล็กๆ อวบๆ ขึ้นมา ยิ้มตาหยีจนตาแทบปิด เห็นฟันขาวซี่เล็กๆ เรียงกันน่าเอ็นดู
"สัญญาครับคุณแม่! เติมเต็มจะเป็เด็กดีจะเชื่อฟังคุณแม่ทุกอย่างเลยครับ ถ้าเจอคุณลุงคนนั้นอีก เติมเต็มจะวิ่งหนีแล้วก็จะรีบบอกคุณแม่ครับ”
สองแม่ลูกเกี่ยวก้อยทำสัญญากัน ก่อนที่อ้อมกอดเล็กๆกลมป้อมที่โผเข้ามารัดรอบเอวบางพร้อมคำพูดเด็ดเดี่ยวตามประสาเด็ก จะช่วยเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของมนัสวีให้มีแรงสู้ต่อหญิงสาวกอดกระชับลูกชายไว้แน่นท่ามกลางเสียงนกร้องในสวนอันร่มรื่น ซึ่งในความเป็จริงแล้วภายในใจ พายุแห่งความหวาดระแวงยังคงก่อตัวขึ้นเงียบๆเธอรู้ดีว่าโรงพยาบาลแห่งนั้นเป็ของตระกูลเขา และการหลบซ่อนตัวตนอยู่ใต้เงาอาคารของภูดิศคงไม่ใช่เื่ง่ายอีกต่อไป