บทที่ 19 มีบางสิ่งน่าสงสัย
หรงหลีเซิงยิ้มและมองเว่ยฉางอันที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ดวงตาล้ำลึกแฝงไว้ด้วยความสงสัยเพียงเล็กน้อย
เมื่อครู่ก่อนที่นางจะก้าวเข้ามา หรงหลีเซิงก็พบนางแล้ว แต่ไม่ได้รีบปรากฏกาย ทว่าแอบสังเกตการกระทำของนางอยู่เงียบ ๆ
เมื่อเข้าใจว่านางกำลังสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบให้คุ้นเคย หรงหลีเซิงก็เปลี่ยนทัศนะที่มีต่อนางบ้าง พลางคิดในใจว่านางไม่ธรรมดาจริง ๆ สมเป็บุตรีของแม่ทัพใหญ่
เว่ยฉางอันไม่รู้เลยว่าเขากำลังสังเกตนางอยู่เงียบ ๆ เมื่อเห็นถ้วยชาในมือเขาไม่มีควันลอยฟุ้ง นางจึงรู้ว่าเขาคงรอนานแล้ว
เว่ยฉางอันรู้สึกไม่สบายใจเมื่อถูกเขาจ้องมองด้วยสายตาเย้ยหยัน จึงถามเขาอย่างขุ่นเคืองว่า "หม่อมฉันไม่ได้ตำหนิว่าท่านมาสาย แต่เมื่อมาถึงนานแล้วเหตุใดจึงไม่ปรากฏตัวเล่าเพคะ"
นางคิดว่าตนเองได้เปรียบเขา แต่แล้วก็ถูกหรงหลีเซิงเห็นทุกอย่างราวกับเป็การแสดงชุดหนึ่งเท่านั้น
"เอาละ นี่ก็ได้เวลาแล้ว เ้าเตรียมพร้อมแล้วกระมัง?"
หรงหลีเซิงกลับเพิกเฉยคำถามของนาง ผายมือให้บ่าวรับใช้พานางเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ทิ้งให้นางโกรธจนพูดไม่ออก
นึกถึงแผนการของตน เว่ยฉางอันโกรธมากแต่ก็จำต้องก้าวเข้าไปในห้องนั้น
เมื่อนางผลักประตู สิ่งที่ปรากฏในสายตาคือฉากกั้นที่สร้างจากไม้จันทน์ขนาดใหญ่ มีรูปปั้นัสมจริงราวกับมีชีวิตวางขวางกั้นทางเข้า บดบังทุกสิ่งภายในให้ไม่อาจมองเห็นได้จากภายนอก
"ระมัดระวังดีนัก"
เว่ยฉางอันเบ้ปากเยาะเย้ยฉากบังหน้านั้น แล้วก็เดินวนไปอีกทาง ปรากฏว่าภายในไม่ได้มีเพียงห้องเดียว แต่เป็ห้องสองห้องที่เปิดเชื่อมถึงกัน
ในเวลานั้น หรงหลีเซิงก็ประทับนั่งอยู่ตรงกลางโต๊ะ เขาหยิบถ้วยชามารินชาร้อนลงไป จากนั้นก็รินให้เว่ยฉางอันแล้วผลักถ้วยชาไปข้างหน้า ก่อนจะเงยหน้ามองเว่ยฉางอันที่ยืนอยู่
หรงหลีเซิงเลิกคิ้วขึ้น ริมฝีปากบางค่อย ๆ ขยับ พูดว่า "นั่งเถิด"
เมื่อเห็นเขาทำเช่นนั้น เว่ยฉางอันก็ไม่ได้เกรงใจอีกต่อไป นางนั่งลงตรงข้ามเขาอย่างสบายใจ หยิบถ้วยชาที่เขารินให้ขึ้นดื่มโดยไม่ลังเล
นางไม่เหมือนสตรีอื่นที่ขวยเขิน แต่ดื่มหมดถ้วยในคราวเดียว พูดตามตรง นางกระหายน้ำมาั้แ่เช้าหลังจากวิ่งไปวิ่งมาตลอดทั้งวัน
หรงหลีเซิงไม่คาดคิดว่าเว่ยฉางอันจะน่าสนใจเช่นนี้ ริมฝีปากของเขาคลี่ยิ้มพลางลูบคาง
‘คุณหนูใหญ่เว่ยผู้นี้ไม่ได้แสร้งทำจริง ๆ ทั้งยังมีนิสัยน่ารักอีกด้วย’
เมื่อมองเว่ยฉางอัน หรงหลีเซิงก็ยิ้มกว้างขึ้น ความสนใจในตัวนางยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ตอนแรกคิดว่านางเป็เพียงหญิงสาวที่ฉลาด จึงอยากจะพบนาง
แต่ตอนนี้ดูเหมือนนิสัยที่แท้จริงของนางไม่เหมือนที่เห็นในงานเลี้ยง น่าสนใจจริง ๆ
หลังดื่มชาจนหมด เว่ยฉางอันจึงรู้ว่าท่าทางของตนนั้นเสียมารยาทไปหน่อย แต่เพราะกระหายน้ำจริง ๆ นางเลียริมฝีปากด้วยความรู้สึกไม่พอใจ แล้วก็หันไปมองหรงหลีเซิงที่กำลังยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
นางรินชาให้ตัวเองอีกถ้วย หลังจากดับกระหายไปแล้ว ครั้งนี้จึงได้ลิ้มรสชาอย่างละเอียด ชานี้จริง ๆ แล้วดีมาก รสหวานนุ่มนวล
แต่นางลูบถุงผ้าที่สะพายไว้ แล้วเตือนหรงหลีเซิงที่ดูไม่รีบร้อนเลย "ชาของชินอ๋องดีมากจริง ๆ แต่วันนี้เราไม่ได้มาเพื่อดื่มชากันใช่หรือไม่"
"เมื่อคุณหนูใหญ่เตรียมพร้อมแล้ว เราก็เริ่มกันเลยดีกว่า"
ได้ยินนางพูดอย่างนั้น หรงหลีเซิงก็หัวเราะเบา ๆ ผายมือไล่คนรับใช้ออกไป
หรงหลีเซิงเดินไปข้างหลังฉากกั้น
“เขาไม่ต้องถอยไปหรือ?”
เห็นคนอื่น ๆ ออกไปหมดแล้ว แต่ยังเหลือคนผู้หนึ่งที่ดูท่าทางไม่เหมือนคนรับใช้เท่าไร แต่กลับยังยืนอยู่ไม่ไปไหน เว่ยฉางอันจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ข้าเป็องครักษ์ที่ชินอ๋องอนุญาตให้คอยอยู่ดูแลขอรับ"
คนผู้นั้นเห็นเว่ยฉางอันกล่าวถึงตน จึงรู้สึกเหงื่อผุดขึ้นมาบนหน้าผาก แม้ว่าเขาจะเป็คนที่อนุญาตให้มา แต่ก็ยังรู้สึกใเมื่อเว่ยฉางอันถามโดยไม่ทันตั้งตัว
ได้ยินคำอธิบายของเขา เว่ยฉางอันจึงพยักหน้ารับรู้
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นับั้แ่ได้กลับมาเกิดใหม่ นางก็รู้สึกละเอียดอ่อนต่อคนรอบข้างมากขึ้น
นางเห็นคนตรงหน้าที่แต่งกายด้วยชุดคนรับใช้ที่ดูธรรมดาสามัญ แม้จะพูดว่าเขาดูขี้ขลาดก็คงไม่ผิด แต่ในใจกลับรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา
ขณะที่เว่ยฉางอันยังคงสงสัยอยู่นั้น หรงหลีเซิงที่นั่งรถเข็นก็เข้ามาจากด้านหลังฉากกั้น
ในตอนนี้ เพื่อให้เว่ยฉางอันสามารถมองเห็นาแที่ขาได้ง่าย เขาจึงถอดกางเกงขายาวออก สวมเพียงกางเกงขาสั้น ปกปิดบริเวณต้นขาด้วยผ้าห่มบาง และเปิดเผยให้เห็นบริเวณหน้าแข้งลงมา
แม้หรงหลีเซิงจะนั่งรถเข็นมานานหลายปีแล้ว แต่น่องของเขากลับไม่มีร่องรอยของการลีบหรือเหี่ยวย่น และยังสามารถเห็นรอยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงได้อย่างชัดเจน เพียงแต่เนื่องจากไม่ค่อยได้ออกแดดบ่อยนัก ทำให้ิับริเวณน่องจึงขาวซีดมาก
"มีอะไรหรือ คุณหนูใหญ่เว่ยถูกขาของเราดึงดูดจนลืมตัวไปหรือนั่น?"
เห็นเว่ยฉางอันมองมาด้วยสายตาเขม็งอย่างครุ่นคิด หรงหลีเซิงจึงรู้สึกขบขันจนต้องเอ่ยล้อเลียน
ได้ยินเขาพูดอย่างนั้น เว่ยฉางอันก็รู้สึกตัวขึ้นมา ด้วยสัญชาตญาณก็ถอยร่นไปข้างหลังหนึ่งก้าว ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางก็แดงก่ำทันที และเหลือบมองด้วยสายตาดุ ๆ ไปยังหรงหลีเซิงที่นั่งรถเข็นด้วยท่าทางเหมือนกำลังชมละครอยู่
"หม่อมฉันไม่ได้มอง ชินอ๋องก็อย่าคิดมากไปเลย"
แม้ริมฝีปากของนางจะปฏิเสธคำของหรงหลีเซิง แต่ในใจกลับรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย เหตุใดนางต้องมองขาของเขาจนลืมตัวไปด้วยเล่า หากจะพูดว่าไม่เคยเห็นมาก่อนก็คงพอจะผ่านไปได้
แต่ในชาติก่อน เมื่อนางศึกษาการแพทย์ แล้วได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้คน นางก็เคยพบเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาไม่น้อย แต่ก็ยังไม่เคยพบผู้ใดที่มีขาสวยงามเช่นนี้มาก่อน
"เว่ยฉางอัน เ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ"
ในขณะที่นางกำลังโมโหอยู่ในใจ นางจึงตระหนักได้ว่าตนเองกำลังคิดฟุ้งซ่าน จึงต้องตำหนิตนเองในใจ
เว่ยฉางอันยกมือตบหน้าตัวเองเบา ๆ นางจึงรู้สึกสดชื่นขึ้น วางถุงผ้าลงบนโต๊ะ หยิบกระเป๋าเข็มเงินออกมา แล้วคลี่ออก
เข็มเงินแต่ละเล่มเรียงอย่างเป็ระเบียบอยู่ตรงหน้าหรงหลีเซิง เมื่อเห็นเข็มเงินที่แตกต่างจากที่อื่น เขาก็มีความสงสัยแวบหนึ่ง
"คุณหนูใหญ่เว่ยได้เข็มเงินเหล่านี้มาจากที่ใดเล่า"
เว่ยฉางอันที่กำลังล้างมืออยู่ข้าง ๆ ได้ยินเสียงของเขา จึงหันกลับมามองด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ "นี่เป็ความลับเพคะ"
เมื่อเห็นท่าทางของนาง หรงหลีเซิงจึงไม่ซักถามต่อ เพียงแค่หัวเราะเบา ๆ แล้วก็เงียบไป รอคอยการกระทำของนางต่อไป
แท้จริงแล้ว เว่ยฉางอันรู้ดีว่าด้วยความสามารถของเขา เขาย่อมสามารถสืบหาที่มาของเข็มเงินเหล่านี้ได้ แต่ตอนนี้นางไม่อยากบอกหรงหลีเซิงว่าเข็มเงินมาจากที่ใด
นางเพียงแค่อยากดูท่าทางของชินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยรบชนะามาแล้วทว่ากลับต้องพ่ายแพ้ในมือของนางจะเป็อย่างไร
"หม่อมฉันจะเริ่มแล้วเพคะ"