15
-พวกเขาที่แตกต่างกับผม-
ดูเหมือนว่าเกวนกับโอลิเวียจะเพิ่งหมั้นกันเมื่อสามปีก่อน หรือคือหลังจาก่ที่เกวนรับตำแหน่งต่อจากคุณโรนาไม่นาน พวกเขารู้จักกันมาั้แ่เด็ก ปกติแล้วโอลิเวียจะลงมาหาเกวนบ้างเป็ครั้งคราว ปกติเธอทำงานเป็นักพฤกษศาสตร์แถบทางเหนือ แถมเป็ลูกตระกูลชนชั้นสูงที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย
สำหรับเกวนที่เคยทำงานเกี่ยวกับการทดลองวิจัยสัตว์ดัดแปลงแล้ว การจะมีภรรยาทำงานเกี่ยวกับBiologyก็ถือว่ากิ่งทองใบหยกเชียวนะครับ แถมเธอจัดการงานบ้านได้ดีเลยทีเดียว แซนดร้ายังเกรงใจเธอ แถมยังเป็คนไม่ถือว่าผมจะเป็สัตว์ดัดแปลงอีกด้วย
อื้ม ถึงผมจะสังเกตว่าเธอทำหน้าตาเศร้าๆไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วเธอเป็คนดีคนนึงเลยล่ะ
อาการของเกวนไม่ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ แต่เธอก็ยังยืนกรานว่าจะพักอยู่ที่นี่เพื่อดูแลเกวนจนกว่าจะหายดี และแน่นอนว่ามีแต่คนเห็นด้วย ทำให้คนที่แทบจะสิงโต๊ะต้องยอมแพ้ ยอมอยู่กับบ้าน...และอ่านหนังสือ นั่งเขียนอะไรไม่รู้ โอลิเวียถึงกับบ่นเลยว่าตกลงจะแต่งงานกับทางนั้นจริงๆใช่มั้ย
เป็ภาพที่ตลกพิลึก ผมว่าเกวนอาการหนักไปหน่อย ไม่ผ่อนคลายบ้างเสียเลยน้า
ตอนที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน ผมก็ได้แค่มองห่างๆแล้วแอบหัวเราะเล็กน้อย
โอลิเวียคือคนดี...ตอนแรกผมคิดว่าเธอจะชอบแสดงความเป็เ้าเข้าเ้าของนะ แต่พอดูอีกที เธอแค่เหมือนย้ำอะไรบางอย่างกับตัวเองเท่านั้น อารมณ์เหมือน ‘ใจเย็นไว้ คนที่ทำท่าจะแต่งงานกับที่ทำงานนั่นคือว่าที่เ้าบ่าว อย่าเพิ่งล้มโต๊ะเขานะ’ ทำนองนั้น
“เกวนน่ะเป็พวกบ้างานมาแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ แต่ฉันก็ทนเห็นเขาเป็แบบนี้ไม่ได้ซะที คงเหมือนพี่สาวล่ะมั้ง” อ๋อ โอลิเวียอายุมากกว่าเกวนถึงสี่ปีเลยแหละครับ แต่ถ้ามองจากภายนอกแล้วเธอดูสาวและสวยกว่าอายุจริงมากเลย เกวนต่างหากที่ดูแก่เกินอายุ
“พูดถึงเขาแบบนี้แล้วเธอคงไม่คิดว่าไม่ดีสินะ” ไม่เลยครับ มันออกจะบันเทิงมาก...ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ผมก็แสร้งเป็คนดีที่พยักหน้าหงึกหงักว่า ใช่ มันไม่ดีเลยครับ เด็กดีไม่ควรนินทาคนอื่นนะ ฮะๆ “ฉันมองว่าเขาเป็น้องชายหัวรั้นมากกว่าคู่หมั้นอีกนะคะ”
“ไรเซลก็ช่วยดูแลเขาอีกทางนึงด้วยนะ เธอมีฉันเป็แบ๊คนะรู้มั้ย”
กิ๊งก๊อง...
เสียงกริ่งหน้าบ้านทำให้พวกเราหยุดการสนทนาลง ส่วนหญิงสาวเป็ฝ่ายอาสาไปเปิดประตูเอง
“โอ้ เธอมาด้วยเหรอเนี่ย” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นทำให้ผมชะเง้อคอมองบ้าง
“อ้าว โยชิ กลับมาแล้วเหรอคะ” โอลิเวียพูดอย่างประหลาดใจเมื่อคนที่เดินทางไปทำธุระเพิ่งกลับมา ด้านหลังมีกระเป๋าสัมภาระขนาดใหญ่อีกสองสามใบ ดูแล้วเหมือนย้ายบ้านเสียมากกว่า
“ฮะๆ เซอไพรซ์เลยใช่มั้ยล่า พอได้ยินว่าเกวนเดี้ยงไปแล้วฉันเลยรีบมารับมรดกทันทีเลย กตัญญูดีใช่มั้ย” โยชิพูดอย่างร่าเริงก่อนพาตัวเองเข้ามาในบ้านด้วยท่าทางชื่นมื่น
“ปากของนายควรเก็บไว้บ้าง” เกวนเดินออกมาจากห้องทำงานแล้วได้ยินพอดีพูดเสียงขุ่น โยชิผิวปากหวืด
“บ๊ะ แผลเท่ามดกัดเอง เสียดายจริงๆ…โอ้ย” โอลิเวียใช้สันมือกระทุ้งหน้าท้องคนพูดจนทรุดลงทันที
“ไม่ควรรังแกคนป่วยแบบนี้นะโยชิ”
“ฉันไม่ได้ป่วย”
“นั่นไง ไม่ใช่คนป่วยสักหน่อย...มือหนักเหมือนเดิมเลยนะครับพี่โอลิเวีย” ประโยคหลังคือโยชิถึงกับลงไปกุมท้องเลยล่ะครับ
“เฉพาะกับเธอเท่านั้นล่ะค่ะที่คงเล่นงานเบาๆแบบคนอื่นไม่ได้”
จากนั้นบทสนทนาก็ถูกเปลี่ยนไปเื่อื่น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็การพูดถึงที่ที่โยชิไปเสียมากกว่า ฟังดูแล้วผมก็สนใจอยู่บ้าง แต่เพราะไม่ได้ออกไปไหนมานาน มันเลยเหมือนอยู่อีกโลกนึงไปเลย
สุดท้ายผมจึงเดินออกมานั่งเล่นข้างนอกแทน ให้เวลาพวกเขาได้พูดคุยกัน
แต่ไม่รู้สิครับ...ผมรู้สึกเคว้งคว้างกว่าที่คิด...
เหมือนได้กลับไปอยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว
แรงชนไม่เบานักทำให้ผมเกือบล้มแต่ยังรั้งตัวเองไว้ได้ แต่กองแฟ้มที่ผมหอบอยู่ร่วงไปรับเคราะห์แทน ส่งเสียงกระแทกพื้นไม่เบานักจนคนในแผนกหัวมามอง
“อ่ะ ขอโทษทีนะ” คนชนผมพูดแค่นั้นแล้วเดินเอื่อยๆต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“นี่ระวังหน่อยสิ แฟ้มพวกนี้มันเอกสารสำคัญนะ” ผู้หญิงคนนึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงพออกพอใจผิดรูปประโยค แต่ผมคงคิดไปเองมั้ง
ผมก้มลงเก็บแฟ้มที่เกลื่อนจนพื้น แว่วเสียงคนที่เดินผ่านไปมาโดยไม่คิดจะยื่นมือมาช่วย
“เกะกะจริงๆ”
“เป็แค่สัตว์แท้ๆ”
พอผมเก็บแฟ้มเสร็จก็เอาไปส่งที่ห้องส่งเอกสารซึ่งคนอื่นจะรับ่ต่อไปแทน ตอนแรกผมก็คิดว่าจะช่วยซะหน่อย แต่พอวางลงได้ไม่ทันไร เสียงจากคนๆหนึ่งก็พูดกับผมด้วยท่าทางเป็มิตรว่า
“นี่เสร็จแล้วช่วยไปซื้อของกินมาให้หน่อยสิ”
“อ่ะ ฉันด้วยนะ”
“เฮ้ มีใครเอาอะไรอีกมั้ย”
จากนั้นเสียงก็ต่อกันเป็ทอดๆจนผมเริ่มไม่ทัน สุดท้ายเลยต้องเอาปากกามาจดกับกระดาษเพื่อทวนความจำแทน จากนั้นก็ลงไปชั้นล่างตามคำสั่ง ของที่พวกเขาสั่มามากกว่าสามสิบอย่างจึงใช้เวลาพอสมควร หากไม่มีลิฟต์มาให้ผมคิดว่าอาจต้องหาคนมาช่วย ...ผมจำได้ว่าแถวนั้นมีสิบกว่าคนนะ ทำไมมนุษย์ชอบกินสิ้นเปลืองจัง แถมดูท่าจะไม่อิ่มอีกถึงกับโทรไปห้องอาหารให้มาบอกกับผมว่าขอเพิ่ม
ผ่าไนปเกือบชั่วโมง เมื่อขึ้นมาถึงชั้นเดิมหูที่ดีเกินไปของผมก็ได้ยินเสียงอีกครั้ง
“คุณเกวนก็เหลือเกินจริงๆ ไม่เห็นหัวพวกเราบ้างเลย ใครมันจะอยากทำงานกับสัตว์กันล่ะ”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ ฟังภาษาคนรู้เื่ก็ถือว่าเชื่องอยู่นะ คิกๆ” เสียงหัวเราะฟังดูมีความสุขมากเลยนะครับ
ก่อนที่พวกเขาจะเงียบปากลงเมื่อเห็นผมเดินถือของเอื่อยๆไปวางบนโต๊ะของคนอื่นๆในแผนก แต่ก็ถูกสั่งอีกว่าให้เอาไปส่งให้ทีละคน มันไม่ยากเท่าไหร่เพราะผมจำได้หมดแล้ว ที่จดไปเพราะจะเอาให้พนักงานต่างหาก จากนั้นสายตาเหยียดหยามของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็ไม่พอใจกว่าเดิม... หงุดหงิดมากพระเ้าจะลงโทษเอานะครับ
หลังจากคิดว่าจบงานพาร์ทไทม์แล้ว ผมก็หนีไปนั่งเล่นเอื่อยๆตรงทางเดินซึ่งเป็ทางเชื่อมทำจากกระจกใสเชื่อมทั้งตึกบริษัททั้งสองอาคารเอาไว้ ทิวทัศน์ข้างนอกวันนี้ยังคงสดใสและแสบตาไม่เปลี่ยน
คนอื่นๆต่างเดินผ่านแล้วพยายามเลี่ยงผมเหมือนเดิม เพียงแค่ผมปรายตามอง ไม่รีบหนีไปทันทีก็จะถลึงจ้องกลับ...พวกเขาจะรู้มั้ยนะว่ามันจะทำให้หน้าตาที่ดูดีน่าเกลียดขึ้นหลายเท่าในตอนแก่
คิดแล้วก็แกะห่อเบอร์เกอร์หมูสับเอาเข้าปาก ซึ่งอันที่จริงเป็ของที่พวกเขาสั่งผมมา แต่ผมก็อยากกินนี่นา เงินพวกนั้นที่เกวนให้ผมมาผมไม่ได้ใช้อะไรเพราะเขาก็เลี้ยงผมอยู่ เลยไม่มีปัญหาหากจะเอามันไปซื้อมิตรภาพสักนิดหน่อย
แต่ผมเผื่อเงินไว้ให้ตัวเองซื้อพิซซ่ามากินตอนเย็นแล้วนะครับ
พอคิดถึงผลลัพธ์ที่เหมือนกับทุกวันผมก็คิดว่า...ดูดีกว่าวันแรกที่ผมเข้ามา แต่นี้ดีหรือเปล่านะ ผมจำไม่ได้แล้วว่าต่างกันยังไงในแต่ละวัน แต่ถ้าเทียบกับวันแรก นี่คือกิริยาที่โอเคสุดแล้ว
อืม ถือว่าไม่ร้ายแรงหรอกมั้ง อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่เื่ระคายหู หากพวกเขาพูดว่า ‘ผมไม่เชื่องเลย’ กับ ‘ผมสั่งหรือใช้งานไม่ได้’ ผมก็จะ...เศร้านิดหน่อย
ทุกๆวันนอกจกาจะต้องวนเวียนเข้าออกห้องของเกวน ยามว่าง...ต้องพูดว่าผมยังไม่ได้นอนกลางวัน มาช่วยพวกคนในบริษัท เกวนไม่ได้บอกให้ผมทำหรอกนะ...แต่เขาอยากให้ผมเข้าสังคมได้ไม่ใช่เหรอ แล้วนี่คือวิธีที่ดีที่สุดแล้ว ถึงจะหนักไปหน่อย แต่คนแก่มันต้องออกกำลังกายบ้าง
‘นี่ไม่ได้เรียงเอกสารไว้นะครับ’ ผมพิมพ์ข้อความลงมือถือให้คนที่วานให้ผมช่วยไปถ่ายเอกสารให้ ก่อนที่เขาจะรีบหนีไป
“อ่อใช่ งั้นช่วยจัดการทีนะ...เหวอ...” ดูเหมือนขาของเขาจะเจอหลุมอากาศกระทันหันเพราะมือเผลอปัดไปโดนเอกสารหลายร้อยชุดจนมันร่วงลงมาทั้งกอง “ว้า ฉันนี่แย่จริง” คนๆนั้นหัวเราะแหะๆ ผมไม่เห็นแววตาสำนึกในตัวเขาเลย “โทษทีนะ ฉันมีธุระด่วน ต้อง...คุณริต้า สวัสดีครับ” ใบหน้าของชายคนนั้นซีดเผือดทันทีเมื่อหันไปจ๊ะเอ๋กับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดภูมิฐาน ผมจำได้ว่าเธอคือหนึ่งในคนแรกๆทีเห็นด้วยกับเกวนเื่ประชุมเื่การจัดการกับสัตว์ดัดแปลง
“เธอ ...คริส” ริต้าหันไปมองเอกสารบนพื้น ทำให้ผมรีบก้มลงเก็บทันที ยังดีที่คริสรีบขยับเท้าไปด้านข้างไม่ขวางทางแบบตอนแรกที่เท้าของเขาเจอหลุม
“คะ คุณริต้า ประชุมคราวนี้ก็รบกวนด้วยนะครับ” คริสยิ้มเผล่อย่างคนเป็งานใส่ผู้บริหารของตนทันที
ริต้าเงียบไปเล็กน้อย “เื่งานฉันจะไปพูดให้ว่าเธอต้องอยู่ช่วยเขาถึงได้ไปสาย รีบจัดการให้เรียบร้อย” พูดจบมือของเธอก็ดึงแขนของผมขึ้น ทำให้เอกสารในอ้อมแขนถึงกับยับเพราะตั้งตัวไม่ทัน ผมเงยหน้ามองอย่างงงๆก็พบกับสายตาอ่อนโยนชวนให้นึกถึงโรนาขึ้นมา “แล้วเธอ...พยายามได้ดีมาก สมกับที่เกวนเอาตัวมาอยู่ที่นี่”
“เอ่อ ท่านหมายความว่ายังไงเหรอครับ” คริสดูจะงงๆ ริต้าหันไปจ้องจนเขารีบหลบหน้าแทบไม่ทัน
“ฉันเคยบอกใช่ไหมว่าพนักงานต้องมีความรับผิดชอบ เธอชนมันล้มก็ควรจัดการ และเรียงหน้าให้เรียบร้อยด้วย ฉันให้เวลาเธอมาสายได้สามสิบนาที แล้วนี่...” ริต้าหันไปมองคนอื่นที่ยังยืนอึ้งกันอยู่ “เห็นมั้ยว่าเขาเป็สัตว์ทดลองแต่ก็ยังทำงาน ไหนบอกฉันมาซิว่าการจับกลุ่มพูดคุยกันตรงนี้คือทำงานยังไง”
“คะ ขอโทษครับ/ขออภัยค่ะ”
แล้วชาวมุงก็สลายตัวกันไปไวมากทิ้งให้ผมยังยืนงงๆกับคริสที่ยังยืนเหวออยู่ จนริต้าพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่ได้เื่จริงๆ เธอ ปล่อยเขาจัดการไป ไปพักบ้าง เลยเวลาพักกลางวันมาแล้วนะ”
ผมหันไปมองนาฬิกา นั่นสิ เลยเวลาข้าวกลางวันมาตั้งสามสิบนาทีแหนะ
‘ขอบคุณครับ’ ผมพิมพ์ข้อความให้เธออย่างยินดี ก่อนถูกชมกลับมา
“เด็กดีจริงๆ” คำชมที่มาพร้อมกับการลูบหัวเบาๆทำให้หัวใจของผมรู้สึกพองโตขึ้นมามากๆ
เด็กดีล่ะ
เด็กดีล่ะ!!
ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะบินได้เลยล่ะครับ
พอหันไปมองคริสที่ก้มหน้าก้มตาเก็บเอกสารที่ตัวเองเป็คนก่อแล้วผมก็ถอนหายใจ ...มานั่งเรียงอีกรอบจะเสียเวลากว่ามั้ยครับนั่น
ผมรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังริต้าไปแล้วแยกตัวไปยังชั้นล่างเพื่อหาอะไรมากินกับเขาบ้าง วันนี้คงเป็อีกวันที่ผมต้องจดจำ...พนักงานทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ อย่าโยนงานให้คนอื่น สินะครับ
เด็กไม่ดีต้องถูกทำโทษนะครับ... ที่แน่ๆสักหนึ่งชั่วโมงหวังว่าเขาจะจัดการเสร็จนะ เพราะประชุมรอบนี้ผมจำได้ว่ากินเวลาแป๊บเดียว แต่ส่งผลต่อทั้งระบบเลยแหละ พยายามเข้านะครับ!
เพราะว่าดูผมจะติดลมกับห้องถ่ายเอกสารมากไป เกวนเลยบอกว่าวันนี้ให้งดเรียนได้ สุดท้ายผมเลยไปช่วยคุณป้าแม่บ้านถ่ายเอกสารแล้ววิ่งไปส่งตามที่ต่างๆภายในบริษัท เล่นเอาแทบหัวหมุนเลยล่ะ แต่มันทำให้ผมชินเส้นทางมากขึ้น จัดการเื่ต่างๆได้ง่ายขึ้นเพราะรู้จักและจำหน้าจำกลิ่นได้หมดทกคนแล้ว และที่สำคัญเลยคือผมได้ของดีมาไว้กับตัวด้วย ทำให้ไม่ต้องห่วงว่าตัวเองจะติดขัดอะไรอีก
หลังจากการช่วยเหลือเล็กน้อยของริต้า บางคนเริ่มไม่กล้าจะแกล้งชนเอกสารที่ผมดูแลอีก น่าเสียดาย ผมว่าหลังจากนี้สักหนึ่งเดือนหากพวกเขายังไม่เลิกเจอหลุมอากาศ ผมจะไปแนะนำเกวนแล้วนะครับว่าพรมของที่นี่มันเก่าเกินไป
“นี่มันอะไรกัน!”
เสียงตวาดดังลั่นจนผมมือลื่นไปโดนบานประตูจนมันขยับเล็กน้อย คนในห้องจึงเงียบเสียงไป ส่วนตัวผมหลบมาอยู่ด้านข้าง ภาวนาให้พวกเขาคิดว่ามีแมวมาเดินผ่านประตูเฉยๆก็พอ
หลังจากเกวนได้รับาเ็ เขาก็ไม่คิดจะพักเลย โอลิเวียมาดูแลเป็ระยะ แต่วันนี้เธอไม่ได้มา ที่เกวนบอกว่าวันนี้คงให้ใครเข้าห้องไม่ได้คงเป็เพราะเื่นี้...แต่ผมแค่ลืมการบ้านไว้ในห้องเองนะครับ หาได้วางแผนว่าจะแอบฟังแต่อย่างใดไม่
“ผมคิดว่าตัวเองเขียนหนังสือส่งให้พวกคุณครบทุกคนแล้ว และเป็ไปตามนั้นทุกประการ” เสียงของเกวนยังคงสงบ
“จู่ๆจะส่งพวกเราไปหน่วยวิเคราะห์ข้อมูล ทำไมไม่ไล่พวกเราออกไปเลยล่ะ” เสียงแหลมสูงของหญิงสาวคนหนึ่งโพล่งขึ้น
“เพราะผมคิดว่าพวกคุณมีศักยภาพมากพอ พวกคุณสร้างพวกเขาขึ้นมาได้ ดังนั้น...”
“นี่มันบ้าไปแล้ว งั้นที่พวกเราอุตส่าห์พยายามมาแทบตายนั่นล่ะ”
“ค่าจ้างของคุณจะเท่าเดิม ไม่มีเสียไปกว่านี้ หยุดโครงการทั้งหมดของพวกคุณเถอะ ถือว่าเป็คำขอร้องจากผม”
“หึ แน่นอน คุณย่าของคุณคงไม่พอใจแน่ที่ท่านได้รู้ว่าหลานของตัวเอง...”
“นี่คือคำสั่งของผู้นำตระกูลโดยตรง ประทับตราเรียบร้อยในกรณีที่พวกคุณไม่ยอมรับข้อเสนอ”
จากนั้นก็เงียบกันไปเล็กน้อย ผมได้ยินเสียงของเกวนที่กำลังกยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าประจำตัว และเพราะความดีของผมเอาชนะความอย่างรู้อยากเห็นไม่ได้ สุดท้ายเลยแอบมองซ้ายมองขวาเล็กน้อยก่อนแง้มประตูดูว่าเขาเงียบกันเพราะอะไร
เกวนนั่งบนโซฟาหันหลังให้กับผม ฝั่งตรงข้ามเป็ชายสองคนกับผู้หญิงอีกหนึ่งคนในชุดเครื่องแบบของพนักงานอีกแผนกของบริษัท
คนสามคนในชุดเหมือนนักวิทยาศาสตร์น่ารังเกียจพวกนี้ผมจำได้ ไอรีน เคน กับคนที่เป็หัวหน้าและดูอายุมากสุด โอลิเวอร์ เป็หนึ่งในทีมวิจัยเื่การสัตว์มนุษย์ดัดแปลงของบริษัท หนึ่งในทีมที่เกวนบอกว่าจำต้องให้พวกเขาไปอยู่หน่วยวิจัยอื่น และกำลังอยู่ใน่ถอดถอนห้องทดลอง แต่กำลังมีปัญหาเพราะหลายคนยังไม่อยากเสียข้อมูลที่ใช้เวลาสร้างมาหลายสิบปีไปโดยเสียเปล่า ตามกฏหมายคือต้องทำลายข้อมูลทั้งหมด ตอนนี้จึงอยู่ใน่ไกล่เกลี่ยอย่างลับๆ เกวนก็ดูจะเกรงใจพวกเขาพอดูเลยไม่ไล่กลับไปั้แ่วันแรก ทว่าวันนี้คงถึงขีดจำกัดแล้ว
“นี่...นี่...” ดูเหมือนสิ่งที่พวกเขาอ่านในมือมันสำคัญมาก ดูจากสีหน้าสับสนและงุนงงพวกนั้นแล้ว
“ผมแจ้งเื่นี้มาั้แ่ปีก่อน มีแต่พวกคุณที่ยังไม่ลดวาราศอก ซึ่งผมคงปล่อยให้นานไปกว่านี้ไม่ได้ แต่เห็นแก่ว่าพวกคุณต่างก็ทำงานให้ทางเรามาหลายสิบปี...ถ้ายังไงทางเราจะจัดการเื่ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายห้องทดลองทั้งหมดของพวกคุณ และแน่นอนว่าจะไม่มีใครได้แตะต้องมันอีก”
“ใครจะไปยอมรับเื่นั้นกันล่ะ” ชายคนหนึ่งลุกพรวดอย่างเอาเื่
“นี่ไม่ใช่การบอกให้ยอมรับ แต่เป็คำสั่ง ผมขอโทษด้วย”
อุ้งมือตะปบเข้าที่คอเสื้อของเกวนทันที ทำให้ผมขมวดคิ้ว มือที่ผลักประตูเล็กน้อยกลายเป็เปิดพลั๊วะเข้าไป ทำให้ทุกคนในห้องหันขวับมามองผมเป็ทางเดียว
“กลับกันเถอะ” ไอรีนเป็คนแรกที่ได้สติแล้วรีบดึงมือเพื่อนร่วมงานออกจากคอเสื้อของเกวน “ขอบคุณที่เคยร่วมงานกันมาตลอด พวกเราจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก”
เกวนทำเพียงแค่พูดว่า ขอให้โชคดี โดยไม่แม้แต่จะเดินไปส่งแขก ส่วนผมก็เขยิบตัวเองออกมาแล้วก้มหน้าอย่างละอายใจเล็กน้อย
กลิ่นยาทำให้ผมรู้สึกปวดหัวลอยเข้าจมูกยามที่พวกเขาเดินผ่าน เสียงแหบต่ำของโอลิเวอร์พึมพำออกมาว่า “ไอ้พวกขยะเอ้ย ฉันยังมีโครงการที่ทำทิ้งไว้ มันจะต้องทำเงินได้มากกว่านี้แน่...” ผมเหลือบตามองเล็กน้อย แล้วพบว่าสายตาของชายที่ชื่อเคนจ้องมองผมตาไม่กระพริบ ทำให้ผมเสหน้าไปทางอื่นแทน พอพวกเขาพ้นประตูไปในระยะหนึ่งก็ปิดลงแล้วล๊อคให้ด้วย
“ได้ยินแค่ไหน” คราวนี้เกวนทำเพียงแค่ปรายตามองใส่ผมที่ยิ้มเจื่อนใส่ อย่ามองแบบนั้นสิครับผมเขินนะ
การมาตรงเวลาแล้วเจอเื่ทำนองนี้บ่อยๆผมก็จิตตกได้เหมือนกัน
ผมแสร้งเฉไฉเดินไปหยิบการบ้าน มันเป็หนังสือการคัดลายเซ็น แล้วนั่งลงกับพื้นข้างโต๊ะ ลงมือเขียน ทำทีเป็ว่าไม่ได้สนใจเื่ของเ้านายไปมากกว่านี้
ทันใดนั้นเองมือของเกวนก็จับลงบนศีรษะของผมเบาๆ ผมเงยหน้ามอง เห็นริ้วรอยของความหนักใจแล้วทำให้ผมวางปากกาในมือลง แล้วขยับตัวไปนอนหนุนหน้าขาของเ้านาย ปล่อยให้เกวนลูบหัวตามสะดวก
“พวกเขามีความสามารถเลยไม่มีใครกล้าลงไปพูดคุย แต่เพราะอย่างนั้นฉันจึงไม่อยากให้มันช้าไปกว่านี้ มันจะเสื่อมเสียถึงบริษัท”
เกวนพูดเปรยออกมา แล้วไม่ได้ต่อประโยคอะไรอีก ส่วนผมก็ไม่คิดจะพิมพ์อะไรตอบกลับไป ปล่อยให้เขาลูบเส้นผมของผมเล่นไปอีกพักหนึ่งจนแทบจะเคลิ้มหลับ การถูกลูบหัวนี่มันดีจริงๆเลยน้า
...จริงๆแล้วผมก็เหนื่อยเหมือนกันครับ แต่มันไม่ใช่นิสัยที่ดีเลย
ยิ่งพอมองสีหน้าที่ผมมั่นใจว่าแก่ตัวลงกว่านี้เกวนได้ตีนกาขึ้นหลายเส้นแน่ ๆ ผมก็คิดว่าอย่าทำให้เขาเครียดเื่ของผมเพิ่มเลยจะดีกว่า
สำหรับผมแล้วการเจรจากับมนุษย์ด้วยกันมันเป็เื่ยุ่งยากมากเลยครับ
ก็ถ้าทำให้อีกฝ่ายยอมแพ้ไม่ได้
.
.
.
ฆ่าทิ้ง... จะง่ายกว่าไม่ใช่เหรอครับ?
ไม่สิ เกวนไม่ใช่สัตว์นี่นา งั้นก็คุยแบบผู้มีวัฒนธรรมต่อไปนะครับ พยายามเข้า!