ฉึบๆ ฉึบๆ เสียงดาบปลายยาว 1 เมตรจากด้าม กำลังแล่หนังของสัตว์ประหลาดตัวใหญ่นาม ไวท์ไลออน
"เซอร์โนแลน เืนั้นจะไม่เป็ไรจริงๆหรอครับ" ชาร์ลเอ่ยถาม
ภาพที่อยู่ด้านหน้าชาร์ลในเวลานี้ เืที่กองอยู่ท่วมพื้นนั้น ล้วนไม่มีผู้ใดสามารถแยกออกได้เลยว่ากองเืที่กำลังไหลหลากราวกับน้ำป่าใน่หน้าฝนนั้นเป็ของโนแลน หรือของไวท์ไลออนกันแน่ เืที่พุ่งออกเต็มตัวไวท์ไลออนผู้ปราชัย นั้นไม่ได้แตกต่างจากเืที่ไหลทั่วร่างของโนแลนในเวลานี้เลย
"นี่ เ้าหนู ไวท์ไลออนตัวนี้ ไม่ใช่ตัวที่จะเจอกันได้ง่ายๆหรอกนะ แม้ความเก่งกาจของมันจะเป็ของจริง แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนยอมเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เพื่อตามหามันก็มีไม่น้อยเลย" โนแลนพูดพลาง แล่หนังต่อ
"หนังที่บางเบาและทนต่อกระแสไฟฟ้า คมหอก คมดาบ และอาวุธธรรมดาๆ ไม่สามารถตัดผ่านหนังของเ้านี่ได้เลย มันจึงสมบัติล้ำค่าที่นักล่าทั้งหลายต่างใฝ่หา"
ฮึบ !!
โนแลนจัดการแบ่งหนังของไวท์ไลออน ออกเป็ส่วนๆ อย่างชำนาญ ราวกับว่าทั้งชีวิตตัวเค้าล้วนเคยกระทำแต่สิ่งนี้ หลักจากเป็ที่พอใจ โนแลนก็นม้วนรวบทุกกองเข้าด้วยกันเป็แผ่นม้วนหนังขนาดใหญ่ ผูกมัดด้วยเชือกขนาดเล็กคล้ายฟางอีกทีหนุ่ง
"เอาล่ะ ต่อไปก็เ้าสิ่งนั้น" โนแลนพูดพร้อมกันห้นไปมองที่ปากเ้าไวท์ไลออน
"นี่เ้าหนู สิ่งที่นักล่าทั้งหลายต่างเอาชีวิตมาทิ้งเพื่อตามหา มันไม่ได้มีแค่หนังของมันหรอกนะ หากแต่เป็เขี้ยวที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ของเ้านี้ต่างหากที่หากนำไปขายในตลาดมืด ก็อยู่กินสบายไปได้ทั้งชาติเลยละ"
โนแลนค่อยๆเดินไปหยุดอยู่ตำแหน่งใต้เขี้ยวของร่างอันไร้ิญญาที่นอนนิ่งอยู่ด้านหน้า ไม่ช้า โนแลนกระตุกดาบ 1 ที
เปลวไฟก็แผ่กระจายออกหุ้มทั้งตัวดาบเอาไว้ ความร้อนจากเปลวไฟ สั่งผลให้ร่างของโนแลนมีไอระเหยโดยรอบอีกครั้ง
ฟับ!!! โนแลนตวัดดาบขวาง เปลวไฟสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าเฉือนที่โคนของเขี้ยวไวท์ไลออน
ครืนน!! เสียงของเขี้ยวที่หล่นกระทบเข้ากับพื้น สั่นสนั่นไปทั่วทั้งป่าอีกครั้งหนึ่ง โนแลนไม่รอช้าผูกมัดม้วนหนังของไวท์ไลออนไว้ที่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งแบกเขี้ยวของไวท์ไลออนไว้ที่บ่าซ้าย มือข้างขวากลับโยนดาบนามซาลาแมนเดอร์เบลดขึ้นท้องฟ้า ตัวดาบค่อยๆหมุนวนราวกับกรงจักรก่อนที่จะสลายหายไปในอากาศ
"เอาละ กลับกันเถอะ เรามีธุระสำคัญที่ต้องทำเกี่ยวกับเ้าก่อน" โนแลนพูดพลางเดินนำหน้าชาร์ลและผายมือเชื้อเชิญให้ชาร์ลเดินตามเขามา
ชาร์ลยิ้มรับ จากนั้นเดินตามโนแลน มุ่งสู่ทางออก
"เราจะกลับบ้านไปรักษาแผลของเซอร์โนแลน ก่อนใช่ไหมครับ"
"ห๊ะ ข้าไม่ได้บอกเ้าสักหน่อยว่าเราจะกลับบ้าน สถานที่ๆเราจะไปต่อจากนี้คือ อาณาจักรศักสิทธิ์ ไพรม์ ไฮ เฮเวน เมืองหลวงแห่ง ฟอร์ส ต่างหาก"
"ห๊ะ เมืองหลวงแห่งฟอร์ส แล้วแผลที่ตัวของเซอร์โนแลนละครับ เราน่าจะพักรักษาตัวกันก่อนไม่ใช่หรอ" ชาร์ลยังคงกล่าวอย่างเป็ห่วงโนแลน
"ว่ะ ฮ่าๆ แผลแค่นี้ไม่อาจเอาชีวิตโนแลนผู้นี้ไปได้หรอก อย่าใส่ใจไปเลย" โนแลนพูดพลางกระชับม้วนหนังที่หลังของเขาให้แน่น แล้วก้าวเดินต่ออย่างหนักแน่น เป็การยืนยันคำพูดของเขาได้เป็อย่างดี
แสงแดด เจิดจ้า ส่องจรัด สะท้อนกับ อาคารบ้านเรือนสูงตระหง่า ตกแต่งด้วยวัสดุหรูหรา สะท้อนแสงระยิบระยับทั่วทั้งเมือง
ใช่แล้วในที่สุด่เที่ยงของวันที่ 4 ทั้งโนแลนและชาร์ลก็เดินทางมาถึง ไพรม์ ไฮ เฮเวน
สำหรับชาร์ลที่โตมาในเมืองท่าอย่างอูเบแล้วนั้น นี่นับเป็ครั้งแรกจริงๆที่เห็นสิ่งก่อสร้าง สวยงามมากมายขนาดนี้
บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็ทรงยอดแหลมสูง คล้ายโบสถ์ขนาดใหญ่ๆซ้อนทับกันสุดลูกหูลูกตา ผู้คนสัญจรด้วยรถม้าเป็ส่วนมาก เหล่าทหารใส่ชุดเกราะสีเงินแววาวตั้งแถวเป็กลุ่มๆ เดินไปมาให้เห็นตลอดเส้นทาง ถนนหนทางที่เต็มไปด้วยหินอ่อน ร้านค้าที่ที่ก่อสร้างจากปูนขาว
ราวกับเทพนิยายหรือ์ชั้นฟ้าก็มิปาน ต่างจากอูเบที่ชาร์ลจากมาโดยสิ้นเชิง
"เอาล่ะ เ้าหนู เข้าไปรอข้าที่ด้านในร้านก่อน ข้ามีธุระที่ต้องจัดการนิดหน่อย" โนแลนพูดพลางชี้ไปยังอาคารขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยกระจกบานใหญ่หน้าทางเข้า ประตูบานคู่ขนาดใหญ่ราวกับประตูเมือง ใช่แล้วมันคือโรงแรมนั่นเอง
"ผู้จัดการโรงแรมที่ชื่อ มาร์คัส เป็เพื่อนข้าเอง เพียงแจ้งชื่อโนแลนผู้นี้ คนผู้นั้นจะต้อนรับเ้าเป็อย่างดี"
สิ้นเสียงโนแลนไม่รอให้ชาร์ลเอ่ยปากถามต่อ เขากลับก้าวเท้าเดินเลี้ยวหายไปในทางแยกพร้อมกับข้าวของที่แบกมาตลอด 4 วัน
ทิ้งชาร์ลให้ยืนงงอยู่หน้าสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เพียงลำพัง
ชาร์ลเองก็อ่อนล้ากับการเดินทางเช่นกัน หวังคิดจะนั่งพักในที่แห่งนี้รอจน โนแลนกลับมา
"เทราท์ ทูร่า งั้นหรอ" ชาร์ลสะกดอ่านชื่อป้ายชื่อโรงแรมขนาดใหญ่ที่ดูอยู่้าสุดของอาคาร ในใจได้แต่หวนนึกถึงอดีตที่แสนสุขระหว่างเขากับเมเบิลที่ โทราเปียมีท หากแต่ไม่เกิดเหตุการณืในวันนี้ ตัวเขาเองในตอนนี้คงกำลังทำอาหารอย่างมีความสุขเช่นกัน
ด้านหลังประตูที่คล้ายกับประตูเมือง ด้านในกลับใหญ่โตกว่าที่ชาร์ลคิดไว้มาก ด้านในของโรงแรมตกแต่งไปด้วยเครื่องประดับและรูปปั้นมากมาย อีกฝากของประตูคล้ายห้องรับรอง มีโต๊ะด้านในถูกจัดอย่างเป็ระเบียบ แบ่งเป็สัดส่วน อย่างชัดเจน ผู้คนด้านในนั่งใส่สูท แยกกันเป็กลุ่มๆ พนักงานโรงแรมที่มีมากมายไม่แพ้แขกเครื่อที่เดินทางมาก็มีเดินให้เห็นทั่วทั้งโรงแรม
"ยินดีต้อนรับครับคุณผู้ชาย ้าให้กระผมรับใช้อย่างไรดี" พนักงานต้อนรับที่อยู่ด้านหน้าเอ่ยปากถามชาร์ล
"อยากจะขอพบคุณมาร์คัส จะได้ไหมครับ" ชาร์ลพูดพลาง มองไปยังรอบๆ
"กรุณารอสักครู่ครับคุณผู้ชาย" ไม่ช้าพนักงานอีกคนก็มารับและพาชาร์ลเดินขึ้นไปยังบันใดกว้างยาวขนาดใหญ่ โค้งเว้าสวยงาน ปูไปด้วยพรมสีนำ้เงินที่ด้านล่างกลับรองด้วยกระเบื้องหินแกรนิตอย่างดี ขึ้นไปยังชั้น 2 ของโรงแรม ที่เวลานี้ชาร์ลเองก็ไม่แน่ใจว่ามีทั้งหมดกี่ชั้นกันแน่ ตลอดเว้นทางที่เดินมายังคงตกแต่งด้วยรูปปั้นและโคมไฟแชนเดอร์เลียตลอดเส้นทาง ไม่นานพนักงานก็นำชาร์ลมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องๆหนึ่ง ที่ด้านหน้าของห้องเป็ประตูไม้โอ๊คสูงราว 3 เมตร ลูกบิดเงาวาว ส่องประกายสะท้อนแสงไฟจากแชนเดอร์เลีย
ก็อกๆ เสียงพนักงานเคราะประตู
"คุณผู้จัดการ มีแขกมาขอพบครับ"
"เข้ามาได้" เสียงจากด้านในของประตูตอบรับ
พนักงานล้วงผ้าเช็ดมือจากกระเป๋าเสื้อ แล้วจับลูกบิดเพื่อเปิดประตูอย่างระมัดระวัง เมื่อประตูค่อยๆเปิดออก เผยให้เห็นชายแก่ ผมเรียบตรง หนวดใต้จมูกยาวสลวยราวกับเส้นผมของสตรี แสดงถึงการได้รับการดูแลเป็อย่างดี หนวดเรียบสลวยแยกออกเป็ 2 ฝั่ง ชายแก่คนนั้นกำลังนั่งจับแก้วทรงสูงคล้ายแก้วไวน์
พลางใช้มืออีกข้างถือผ้าในมือเช็ดแก้วไปเรื่อยๆ ที่ด้านหลังของชายแก่กับตกแต่งด้วยชั้นวางที่ถูกเรียงไปด้วยขวดแก้ว
ที่้ากลับอุดด้วยจุกคอร์ก ใช่แล้วมันคือขวดไวน์นั่นเอง
ชายแก่ไม่ได้สนใจมองชาร์ลเสียด้วยซ้ำ แต่กลับเลิกขิ้วข้างหนึ่ง คล้ายเป็นัยว่าให้พนักงานต้อนรับกลับออกไปได้
พนักงานต้อนรับโค้งคำนับ 1 ทีก่อนจะค่อยๆม้วนตัวออกพร้อมใช้ผ้าผืนหนึ่งจับกับลูกบิดประตู แล้วปิดประตูลงอย่างช้าๆ อย่าละเมียดละไมและเบาสนิทเท่าที่จะเบาได้
"เอ่อ คือว่า ผมชื่อชาร์ลครับ คุณโนแลนให้ผมมาพบคุณมาร์คัสที่นี่ครับ" ชาร์ลพูดแนะนำตัว พลางก้มคำนับ
"ฉันเองแหละ ให้ตายสิ เ้าโนแลนนั่น ขยันหาแต่เื่ให้ฉันจริงๆ" มาร์คัสพูดพลางชำเรืองมองไปที่ชาร์ล 1 ทีก่อนจะเบนสายตามาที่แก้วไวน์ในมือจากนั้นก็เช็ดต่อ
ชาร์ลยังคงงงกับท่าที่เฉยชาของมาร์คัส ที่ทำราวกลับเขาไม่ได้อยู่ตรงหน้า
"เชิญนั่งก่อนสิ เธอไม่คิดว่าการยืนคุยกับผู้ใหญ่แบบนั้นเป็การเสียมารยาทหรอกหรือ" มาร์คัสพูดเชิงตวาดชาร์ล 1 ที ก่อนที่ชาร์ลจะรีบนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านหน้าของโต๊ะมาร์คัส
"เธอคงไม่ใช่คนที่นี่ใช่มั้ย ไอ้ท่าทางการแนะนำตัวและภาษาการทักทายที่หยาบกระด้างแบบนั้น ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน สิ่งหนึ่งที่เธอควรรู้ไว้คือการที่จะเข้ามายัง ไพรม์ ไฮ เฮเวน แห่งนี้ไม่ใช่เื่ง่าย ถึงฉันจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจุดประสงค์ของเ้าโนแลนนั่นก็เถอะ แต่รับรองได้เลยว่าความคิดของเ้านั้น มันต้องบ้าหลุดโลกอีกแน่ๆ
การที่เ้านั่นโผล่เข้ามาใน่ที่จะมีการสอบคัดเลือกทหารประจำปีของที่นี่ต้องไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ๆ" มาร์คัสพูดไป บ่นไปราวกับระบายความในใจที่อัดอั้นมานานแสนนาน จนอาจลืมไปแล้วก็ได้ว่าชาร์ลยังนั่งอยู่ตรงนั้น
"เอ่อคือว่า การสอบคัดเลือกทหารประจำปี ที่ว่านี่หมายถึงยังไงหรอครับ" ชาร์ลเอ่ยถามมาร์คัส การเอ่ยถามครั้งนีี้เป็เพียงเพื่อไม่้าให้บรรยากาศในห้องปกคลุมไปด้วยความเงียบ มันได้ผลมาร์คัสพูดตอบ
"มันคือการสอบคัดเลือกทหารที่จะเข้าประจำกองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ โดยมีเหล่าภาคีดาบศักดิ์สิทธิ์เป็ผู้คัดเลือก ที่ 1 ปีมีเพียง 1 ครั้งเท่านั้น "
"ภาคีดาบศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่านี่คืออะไรหรอครับ" ชาร์ลยังคงเอ่ยถามต่อ คราวนี้กลับเป็การเอ่ยถามเพื่อถามในสิ่งที่ชาร์ลสนใจ
มาร์คัสทำหน้างุนงงเล็กน้อย ก่อนตอบคำถาม "นี่เ้าโนแลนไม่ได้บอกอะไรเ้าไว้เลยอย่างงั้นหรอ ภาคีดาบศักดิ์สิทธิ์คือกลุ่มอัศวินทั้ง 8 คน
ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร ฟอร์ส กลุ่มที่เป็ความภาคภูมิใจและขุมพลังอันแข็งแกร่งของอาณาจักรเรา ว่ากันว่าภาคีดาบศักดิ์สิทธิ์เพียง 1 คนก็สามารถจัดการกำลังทหารนับหมื่นได้โดยลำพัง โดยเฉพาะหัวหน้ากลุ่มอย่าง ดาบแสงชำระ แกรนท์ ออนัว ผู้ที่ว่ากันว่าเป็อัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดนับั้แ่ฟอร์สเคยมีมา จะว่าไปแล้วเ้านั่นเองก็..."
ปัง !!! ยังไม่ทันสิ้นเสียงมาร์คัส ประตูไม่โอ๊คสูง 2 เมตรก็ปรากฎเป็เท้าข้างหนึ่ง เท้าของนี้กลับเป็เท้าของมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งห้องต้องแปลกใจ เพราะเท้านั้นได้พังทะลุผ่านประตูเป็รูขนาดใหญ่พังเข้ามาด้านในห้อง ใช่แล้ว มันเป็เท้าที่แสนคุ้นเคยสำหรับชาร์ล โนแลนนั่นเอง