หลังจากที่กำจัดอบิสระดับจ้าวพิภพได้ ไป๋ฉีมั่นใจแล้วว่านี่เพียงพอให้อู่จินหยางได้ขึ้นเป็นราชา ตอนนี้เหลือเพียงแค่ทำให้ดราก้อนการ์เด้นครองพื้นที่ส่วนใหญ่ให้ได้เท่านั้นก็เพียงพอ
ในระหว่างนี้แน่นอนว่าพวกไป๋ฉีเองต้องทำงานหนักกันเสียหน่อยเพื่อชัยชนะ พวกเขาออกล่าอบิสและปักหมุดเขตแดนอย่างบ้าคลั่ง การลงมือของพวกเขาแต่ละครั้งก็นับว่ารวดเร็วยิ่งเมื่อเทียบกับเทพสงครามคนอื่นๆ
"ที่รัก ตอนนี้พื้นที่ของพวกเรามีมากกว่าร้อยห้าสิบตารางกิโลเมตรแล้ว ส่วนองค์กรพันธมิตรใต้ดินมีเพียงหนึ่งร้อยตารางกิโลเมตรเท่านั้น นี่ก็ผ่านมาห้าวันแล้วที่เราบุกเบิกอย่างต่อเนื่อง พวกเราควรจะพักกันก่อนดีหรือเปล่า"เซอินกล่าวถาม บอกตามตรงว่าการทำเช่นนี้มันถือเป็นการหักโหมมาก หากยังบุกเบิกอย่างบ้าคลั่งต่อไปอาจจะมีผลร้ายมากกว่าผลดี
ไป๋ฉีพยักหน้า "อืม ถ้าอย่างนั้นพวกเธอไปพักก่อนเถอะ ขอฉันบุกเบิกอีกสักหน่อยเดี๋ยวก็จะกลับไปพักเหมือนกัน"
กล่าวจบก็ชายหนุ่มก็เรียกเครื่องบินรบของตนเองมารับภรรยาของตนเองในทันที ส่วนตัวเขาก็ยังคงเดินตรงเข้าป่าใหญ่ต่อไป พร้อมกับเสียงกู่ร้องของเหล่าอบิสที่ดังขึ้นมาไม่ขาดสาย
ไป๋ฉียิ่งได้ปะทะกับอบิสก็ยิ่งรู้สึกว่าวิถีดาบของตนเองยิ่งเฉียบคมขึ้น ร่างจำแลงแห่งวิถีดาบเจ็ดดาราไร้ขอบเขตของเขาก็ยิ่งเด่นชัด ดังคำกล่าวที่ว่า
'ฝึกซ้อมร้อยครั้งเทียบไม่ได้กับการลงสนามจริงหนึ่งครั้ง'
ไป๋ฉีในตอนนี้ก็เป็นดังคำกล่าวนั้น และหลังจากที่บุกเบิกมานานไป๋ฉีก็ได้หยุดลงยังริมหน้าผาและมองดวงจันทร์สีเงินที่อยู่เบื้องหน้าและหลับตาเพื่อสงบใจ
ทว่าในเวลาต่อมาเมื่อลืมตาขึ้น สายตาของเขาก็ไปตกกระทบเข้ากับชายคนหนึ่งที่นั่งดูดวงจันทร์อยู่ไม่ไกล แน่นอนไป๋ฉีนั้นจำได้ดีว่าเขาคนนี้เป็นใคร
"ผู้อาวุโสจื่อยวน" ชายหนุ่มเอ่ยปากกล่าวออกมาพร้อมกับโค้งตัวทำความเคารพ
เทพสงครามจื่อยวนที่นั่งชมดวงจันทร์อยู่ก็หันหน้ามามองชายหนุ่มก่อนที่จะยกยิ้มให้ "โอ้ เจ้าหนูคนใหม่ที่พึ่งเข้ามานี่เอง มานี่สิฉันอยากจะคุยกับเธออยู่เหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสเท่านั้นเอง"
ไป๋ฉีที่ได้ยินก็เดินเข้าไปใกล้เทพสงครามจื่อยวนแล้วมาหยุดอยู่ใกล้ๆ
"นี่ เทพสงครามไป๋ฉี ในสายตาของคนรุ่นใหม่อย่างเธอ เธอคิดว่าโลกนี้เป็นอย่างไร และอนาคตของมนุษย์อย่างพวกเราจะเป็นอย่างไร"เทพสงครามจื่อยวนกล่าวถามออกมาสองคำถาม
ชายหนุ่มยกยิ้มออกมา "ถ้าจะให้พูดตามตรงก็คงต้องบอกว่าโลกใบนี้ยังคงล้าหลังอยู่มาก ส่วนอนาคตของมนุษย์นั้นถ้าหากยังทำตัวเอ้อระเหยก็เกรงว่าจะถึงคราวสูญพันธุ์ในไม่ช้า"
"โอ้ ฉันพึ่งเคยเจอความคิดแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยนะเนี้ย โดยปกติพอฉันไปถามใครพวกเขาก็มักจะตอบว่าโลกและมนุษย์กำลังพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นทั้งนั้น"จื่อยวนแปลกใจในคำตอบของไป๋ฉีเป็นอย่างมากแต่ก็สนใจเช่นเดียวกัน
"ฉันขอฟังเหตุผลของคำตอบทั้งสองข้อนี้หน่อยได้หรือเปล่า?"
ไป๋ฉีพยักหน้า "สำหรับข้อแรก ผมคงต้องย้อนถามผู้อาวุโสก่อนว่าภัยพิบัติทั้งหมดรวมถึงอบิสมาจากที่ไหนครับ?"
"พวกมันมาพร้อมกับดาวตกเมื่อห้าพันกว่าปีก่อน"เทพสงครามจื่อยวนตอบอย่างไม่ลังเล เรื่องนี้ใครๆก็รู้กันทั้งนั้น
"ใช่แล้วครับ พวกมันติดมากับดาวตก นั่นก็แสดงว่ามันมาจากอวกาศหรือไม่ก็ดาวดวงอื่น เมื่อรู้เช่นนั้นแทนที่พวกเราจะค้นหาว่ามันมาจากไหนหรือใครส่งพวกมันมา แต่ทว่ากลับไม่มีใครกล้าออกจากโลกใบนี้ และซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือไม่มีใครพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศอีกเลยนับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติครั้งนั้นขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าเกิดภัยพิบัติที่มันใหญ่กว่านี้ลงมายังโลก พวกเราก็ไม่มีทางตรวจจับหรือเตรียมการรับมือได้ นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่าโลกยังล้าหลัง"
"ส่วนที่ผมบอกว่าถ้ามนุษย์ยังเอ้อระเหยเช่นนี้จะเกิดการสูญพันธุ์เรื่องนี้เองก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด เพราะธรรมชาติมักจะกำจัดสิ่งที่อ่อนแอออกไปอยู่แล้ว หากเทียบอบิสที่เกิดมาก็แข็งแกร่งเลยกับมนุษย์ที่แสนอ่อนแออยากพวกเรา ไม่บอกก็รู้ว่าธรรมชาติจะเลือกกำจัดฝ่ายไหน"ไป๋ฉีอธิบายเหตุผลมาถึงตรงนี้ก็หยุดลง
เทพสงครามจื่อยวนเมื่อได้ยินก็หัวเราะร่า "ฮ่าๆๆ จริงอย่างที่เธอว่า เหตุผลนี้หรือเปล่าที่ทำให้เธอคิดค้นโพชั่นเร่งอัตราการดูดซับขึ้นมาน่ะ?"
ไป๋ฉียักไหล่ "บอกตามตรง ที่ผู้อาวุโสกล่าวถูกเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็เพราะผมต้องการเงินแค่นั้นเอง"
"งั้นหรือๆ แต่ถึงอย่างไรก็เธอก็ทำให้มนุษยชาติมีความหวังขึ้นมาบ้างล่ะนะ.........เอาล่ะหมดเวลาไปแล้วฉันคงต้องไปก่อน ถึงอย่างไรก็พยายามเข้าล่ะเจ้าหนู คุยกับเธอสนุกมากเลยทีเดียว ฮ่าๆๆๆ"เทพสงครามจื่อยวนสวมใส่เกราะส่วนหัวสีม่วงและบินจากไป
ส่วนทางด้านไป๋ฉีนั้น เขายังคงยืนมองดูแผ่นหลังของชายที่ได้ฉายาว่าเป็นเทพสงครามที่แข็งแกร่งที่สุดตาปริบๆ ก่อนที่ตัวเขาเองจะเผยรอยยิ้มออกมา
"ให้ตายเถอะช่างเป็นตาแก่ที่คาดเดายากจริงๆมาถามอะไรก็ไม่รู้แล้วก็จากไปซะอย่างนั้น โดยที่ฉันยังไม่ได้ถามอะไรเขาเลย"
"ฮิฮิ แต่นายท่านพูดได้ดีและตรงประเด็นมากเลยนะเจ้าคะ คำตอบนั้นของนายท่านน่าจะไปจุดประกายความคิดอะไรของเขาได้บ้าง ไม่แน่นะเจ้าค่ะบางทีหลังจากจบงานนี้เขาอาจจะจัดตั้งสถาบันวิจัยอวกาศขึ้นมาก็เป็นได้"เสี่ยวไป๋โผล่ออกมานั่งบนไหล่ของไป๋ฉีแล้วกล่าวอย่างขบขัน
ไป๋ฉีมองดวงจันทร์ "ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีน่ะสิ เพราะพวกเราเองก็เหลือเวลาอยู่ที่นี่อีกไม่ถึงสิบปีแล้ว ที่ฉันยังห่วงอยู่ก็คือโลกใบนี้และครอบครัวของฉัน"
"เอาน่า นายท่านอย่าคิดมากไปจากการคำนวนของเสี่ยวไป๋เหลือเวลาอีกประมาณเก้าปีกว่าที่นายท่านจะเลื่อนขั้นกลายเป็นระดับจ้าวพิภพ บางทีเมื่อวันนั้นมาถึงมันอาจจะมีทางออกที่ดีที่ทำให้นายท่านหมดห่วงเรื่องพวกนี้ก็เป็นได้"เสี่ยวไป๋ยกยิ้มและกล่าวอย่างเริงร่า
ไป๋ฉีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา "นั่นสินะ ฉันในตอนนี้คงคิดมากเกินไปจริงๆ"