เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานจึงเผยสีหน้าแสดงถึงความจนปัญญา
คนอื่นเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราล้วนแต่ร่ำรวยเงินทองทั้งสิ้นแต่ตนเองเป็นแล้วกลับยากจนข้นแค้นเพิ่งจะได้รับเงินทองมามากมายก็ถูกรั่วสุ่ยอีใช้จนหมดสิ้นในเวลาไม่นาน
ดูท่าเขาจะต้องไปหาเงินเสียแล้ว
เด็กหนุ่มลูบปลายจมูกอย่างครุ่นคิด แม้ว่ายามนี้เขาจะมีความมั่นใจอย่างมากแต่การหาเงินก็หาใช่สิ่งที่เขาทำได้ดีไม่
หากไม่ไหวจริงๆ ก็คงต้องหลอมศัสตราวุธมาขาย!
เมิ่งฝานกัดฟันเล็กน้อย พึมพำขึ้นในใจแต่แล้วในเวลาต่อมาเมื่อเขาเงยหน้าแล้วมองไปยังจุดที่อยู่ไม่ไกลนัยน์ตาพลันวาวโรจน์เพราะไม่ไกลนักมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น และนั่นก็คือจุดที่หลินถังอยู่นั่นเอง
ตรงข้ามของหลินถังเป็นบุรุษหนุ่มหลายคนผู้ที่เป็นหัวหน้าสวมชุดสีขาว เส้นผมค่อนข้างยาว ใบหน้านับว่าไม่เลว คล้ายกับจะชอบใจเหยียบย่ำผู้อื่นและกำลังยืนมองหลินถังอย่างเย้ยหยัน
บุรุษหนุ่มอีกหลายคนด้านหลังเขาก็พากันหัวเราะใส่หลินถังเช่นกันประหนึ่งแมวที่กำลังหยอกล้อหนูก็ไม่ปาน
แล้วในเวลาต่อมาบุรุษผมยาวผู้นั้นก็ยื่นมือไปบีบที่แก้มของหลินถังแล้วเอ่ยพลางหัวเราะเสียงเบา “นึกไม่ถึงว่าคนไร้ประโยชน์อย่างเจ้าจะอยู่ที่นี่ด้วยอย่าชักช้า พวกข้าเสียเงินกับที่นี่ไปมาก เจ้าคงจะรู้ว่าควรทำเช่นไร!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นคนทั้งหลายต่างมองไปยังต้นเสียงแต่ก็ไม่มีผู้ใดอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาเหล่านั้น เพียงมองไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพราะนึกไม่ถึงว่าหลินถังที่ทำทีว่าเป็นเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่เมื่อครู่จะถูกบุรุษหนุ่มขั้นหลอมปราณเหล่านี้รังแก
สีหน้าของหลินถังเปลี่ยนไปทันทีแม้จะกัดฟันแน่นแต่ก็ยังยิ้มเจื่อนแล้วกล่าวว่า “รู้ขอรับข้ารู้แล้ว ตอนนี้ข้ามีสามพันเหรียญทองคำ ถือว่า...”
เพี้ยะ!
เสียงตบดังขึ้นอย่างฉับพลัน ฝ่ามือหนาของบุรุษหนุ่มตบลงบนหน้าของหลินถังอย่างดุดันเสียงฮือฮาดังขึ้นไปทั่วบริเวณในทันใด
บุรุษหนุ่มผู้นั้นกระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็นเขามองหลินถังที่ทำหน้าคล้ายกับไร้เดียงสาแล้วเอ่ยว่า “หลินถังเจ้าคิดว่าข้าหลิวหลินเป็นผู้ใดกัน? เพียงสามพันเหรียญทองคำเจ้าก็คิดจะไปแล้วอย่างนั้นหรือ? หึหึ วันนี้หากไม่มีหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำเจ้าก็อย่าหวังว่าจะไปที่ใดได้เลยมิฉะนั้น...เจ้าคงจะรู้ผลของมันดี!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินถังที่กุมใบหน้าอันบวมเป่งของตนเองจึงกัดฟันแล้วเอ่ยว่า“พี่ใหญ่หลิวหลิน ข้าไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นหรอกนะขอรับอย่างนี้ดีไหมขอรับ? เอาไว้ข้ากลับเมืองซ่างจิงเมื่อใดค่อยเอาให้ท่าน?”
“เหลวไหล!”
หลิวหลินกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ร้ายกาจ“เจ้ามาจากสมาคมเก้าดินแดนเงินแค่นี้จะบอกว่าไม่มีอย่างนั้นหรือ? อย่าล้อเล่นหน่อยเลยหึหึ ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่เจ้าจะต้องคลานจากตรงนี้ออกไปพร้อมกับทำเสียงเห่าเหมือนสุนัขสามครั้งแล้วเหล่าจื่อจะยอมปล่อยเจ้าไป!”
ห้ะ!
ร่างกายของหลินถังสั่นสะท้านอย่างรุนแรงไปชั่วครู่เขากำหมัดแน่นอยากจะตอบโต้แต่ก็ไม่กล้า เวลานี้รอบกายเขาเต็มไปด้วยสายตาเย้ยหยันจนหลินถังไม่รู้ว่าตนเองควรจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดและอยากจะมุดดินหนีไปให้ไกล
“ว่าอย่างไร จะให้ข้าช่วยหรือไม่?”
หลิวหลินเดินขึ้นหน้า เขากำหมัดแน่นจนมีเสียงกระดูกลั่นดังขึ้นมาซึ่งนั่นก็ทำให้หลินถังกลัวจนตัวสั่น พลันมีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นรอบตัวในทันใด
หลินถังกัดฟันแน่นแล้วมองไปยังหลิวหลินที่กำลังข่มขู่ตนเองสุดท้ายจึงขยับร่างอ้วนของตนเองแล้วคุกเข่าลงไป ในขณะเดียวกันก็มีน้ำตาหลั่งไหลออกมา
แต่ชั่วพริบตาที่หลินถังกำลังจะคุกเข่าลงไปถึงพื้นกลับสัมผัสได้ถึงฝ่ามือของคนผู้หนึ่งที่จับอยู่บนไหล่เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายออกแรงเช่นไรแต่ตนเองไม่อาจขยับได้อีกต่อไปแล้ว ขณะเดียวกันก็มีเสียงอันราบเรียบดังขึ้น“การคุกเข่าของชายชาตรีนั้นล้ำค่า ทั้งชีวิตคุกเข่าให้เพียงบิดามารดาเท่านั้น!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างกายของหลินถังก็แข็งทื่อเมื่อมองไปยังต้นเสียงจึงพบว่าอีกฝ่ายคือเมิ่งฝานที่มีสีหน้าอันราบเรียบ
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็กลายเป็นจุดรวมสายตาของผู้คนทั้งหลายเมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานปรากฏตัวขึ้นมาเช่นนี้ทุกสายตาล้วนแต่แสดงความแปลกใจทั้งสิ้นเห็นได้ชัดว่าหลิวหลินผู้นี้คือคนที่ไม่ควรเข้าไปหาเรื่องหรือล่วงเกินแต่เด็กหนุ่มผู้นี้กลับคล้ายดั่งไม่ยำเกรงต่อสิ่งใด เวลานี้คนทั้งหลายต่างก็มองเมิ่งฝานกับหลิวหลินสลับกันไปมา
หลิวหลินนัยน์ตาวาวโรจน์ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“เจ้าเป็นใคร กล้ามายุ่งเรื่องของข้าอย่างนั้นหรือ?”
ทั้งสองสบตากันอยู่ชั่วครู่ สีหน้าของเมิ่งฝานหาได้เปลี่ยนไปไม่ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เป็นคนจะต้องรู้จักยั้งคิด วันข้างหน้าคือสิ่งที่ไม่แน่นอนอย่าได้ทำสิ่งใดที่มันเกินควร!”
“หึ!”
หลิวหลินกระตุกยิ้มเมื่อได้ยินเขาเดินขึ้นหน้าพร้อมกับปล่อยพลังปราณแผ่ซ่านออกมาจากทั้งร่าง อานุภาพแห่งพลังปราณของจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับหกระเบิดออกมาจากร่างของเขาในทันใดแสงแห่งพลังเปล่งประกายทั้งยังมีจิตสังหารแผ่ซ่านออกมาเล็กน้อย
อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีแต่ก็ก้าวมาถึงขั้นหลอมปราณระดับหกนับว่าเป็นความสำเร็จที่ทำให้สีหน้าของผู้คนโดยรอบเปลี่ยนไป
หลินถังที่ร่างกายสั่นเทาเอ่ยเสียงเบา“เมิ่งฝาน คนผู้นั้นเป็นคนของตระกูลหลิวซื่อแห่งเมืองซ่างจิงเป็นตระกูลวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้นำเป็นตระกูลเมิ่งการที่ได้มาเจอในเมืองไท่หยางครานี้ถือว่าข้าโชคร้ายเอง เจ้าไม่ต้องสนใจข้ารีบออกไปเถอะ ข้าถูกพวกนั้นรังแกจนชินแล้วถือว่า...คุกเข่าอีกสักครั้งก็ไม่เป็นไร!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาหลินถังก็ฝืนยิ้มออกมา
ตระกูลหลิวซื่อตระกูลเมิ่ง!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในทันใดนัยน์ตาคู่นั้นมีความเยือกเย็นปรากฏก่อนเขาจะเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าแค่อยากจะบอกกับเจ้าว่าเกิดเป็นบุรุษ หากเจอกับเรื่องเช่นนี้ควรจะกระทำเช่นข้า!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นร่างของเมิ่งฝานก็วาบไหวเมื่อฝ่ามือขาวยื่นออกไปแจกันดอกไม้ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลก็เข้ามาอยู่ในมือ
หนึ่งย่างก้าว ราววิญญาณร้าย!
หลังจากที่ฝึกฝนยาตราเซียนเหินมาอย่างหนักหน่วงหลายครั้งเมิ่งฝานจึงสามารถใช้มันได้ตามอำเภอใจแล้ว
เมื่อเขาก้าวออกไปนัยน์ตาของหลิวหลินก็เปล่งประกายทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ตอบสนองพลันมีเสียงแจกันดอกไม้แตกกระจายดังขึ้นทั่วงานประมูลเมื่อทุกคนมองไปตามต้นเสียงจึงพบว่าที่ศีรษะของหลิวหลินนั้นมีเลือดไหลเจ้าของเลือดร้องเสียงหลงพลางล่าถอยไปสี่ถึงห้าก้าว
เพราะแจกันดอกไม้ในมือของเมิ่งฝานนั้นได้ฟาดลงไปบนศีรษะเขาจนแตกกระจาย!
รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
ในชั่วพริบตานี้สีหน้าของผู้คนทั้งหลายก็เปลี่ยนไปนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะลงมือได้อย่างดุดันและเฉียบขาดถึงเพียงนี้ เพียงพริบตาก็ใช้แจกันฟาดลงบนศีรษะของหลิวหลินได้นี่เป็นสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายคาดไม่ถึงและยังไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าเขาฟาดลงไปแบบใด
“เหตุใดเจ้าจึงกล้าทำเช่นนี้!”
บุรุษหนุ่มหลายคนที่ยืนอยู่ด้านหลังหลิวหลินหน้าถอดสีไปทันทีพวกเขาก้าวเดินขึ้นมาด้านหน้าแต่เมื่อสบตากับเมิ่งฝานก็ล้วนแต่ชะงักงันอยู่กับที่กันทั้งหมด
เมิ่งฝานยังคงยืนอยู่กับที่เขาไม่ได้สนใจผู้คนเหล่านั้นเพียงเอ่ยออกไปเสียงเรียบ “ขยับตรงส่วนใดข้าจะหักตรงส่วนนั้น เขายังควรค่าให้ข้าลงมือ แต่พวกเจ้าไม่มีค่าพอให้ข้าลงมือเสียด้วยซ้ำแท้จริงแล้วผู้ใดเป็นพวกไร้ประโยชน์?”
นี่เป็นการหยามเกียรติกันซึ่งๆ หน้า!
เมื่อสิ้นเสียงอันเยือกเย็นของเมิ่งฝานสีหน้าของบุรุษหนุ่มทั้งหลายพลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด มันไม่น่าชมประหนึ่งว่ากลืนแมลงวันลงไปก็ไม่ปานแต่พวกเขาก็รู้ดีว่าเมิ่งฝานไม่ได้ล้อเล่นเป็นแน่
แม้จะอวดดีเพียงใดพวกเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งพลังอันแข็งแกร่งของเมิ่งฝานซึ่งคล้ายดั่งสัตว์ป่าที่กำลังกระหายเลือด เวลานี้หากผู้ใดยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาก็เท่ากับว่าเป็นเหยื่อของสัตว์ป่าที่ดุร้ายตัวนั้น!
ยามนี้หลินถังที่ยืนอยู่ด้านหลังร่างกายแข็งทื่อเขามองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะอวดดีถึงเพียงนี้ซ้ำยังถึงขั้นที่กล้าจะนำการถูกหยามเกียรติของเขาคืนกลับไปให้คนพวกนั้นอย่างดุดัน
เกิดเป็นบุรุษ ควรจะกระทำเช่นนี้!
นี่เป็นคำที่วนเวียนอยู่ในหัวของหลินถังไม่วายเขากำหมัดแน่นอย่างไม่รู้ตัว ไฟร้อนลุกโชนขึ้นที่นัยน์ตา
เมิ่งฝานส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปบอกกับคนด้านหลัง“ไปกันเถอะ!”
เขาได้ทำในสิ่งที่ตนเองควรทำแล้วถือว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจของหลินถังเมื่อครู่ หากหลินถังเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดและกระทำลงไปเมื่อครู่ย่อมสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางของผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงมิฉะนั้นก็คงต้องยอมให้ผู้อื่นเหยียบย่ำอยู่เช่นนี้ต่อไป
ผู้แข็งแกร่ง ไม่จำเป็นต้องมีศักยภาพเลิศล้ำแต่ต้องมีจิตวิญญาณที่ไม่ยอมจำนนต่อสิ่งใด
หย่า!!
ในชั่วพริบตาที่เมิ่งฝานหันหลังกลับพลันมีเสียงตวาดของหลิวหลินดังขึ้นเขากุมบาดแผลที่ศีรษะซึ่งเต็มไปด้วยเลือดแล้วมองเมิ่งฝานอย่างคับแค้นใจก่อนจะเอ่ยขึ้น“ไอ้หนู เจ้ามันรนหาที่ตาย เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใครเจ้ากล้าทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือ? แม้แต่ท่านปู่ยังไม่เคยทำเช่นนี้กับข้าข้าบอกได้เลยว่าเจ้าไม่รอดแน่!”
นี่เป็นเสียงที่เยือกเย็นทว่าเมิ่งฝานกลับเดินต่อไปคล้ายว่าไม่ได้ยินก็ไม่ปาน
เมื่อได้เห็นการกระทำของเมิ่งฝาน หลิวหลินจึงเดือดดาลยิ่งขึ้นกว่าเดิมก่อนที่เขาจะขยับร่างและปล่อยพลังฝ่ามือเข้าใส่แผ่นหลังของเมิ่งฝาน
“ระวัง!”
สีหน้าของหลินถังเปลี่ยนไปเพราะสัมผัสได้ว่าฝ่ามือของหลิวหลินนั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่งเพียงแค่สายลมที่พัดโชยเข้ามาก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าใบหน้าถูกคมมีดกรีดลงมาแล้วหากมันโจมตีมาถึงร่างกายคงจะขาดเป็นสองท่อนแน่นอน
“ฝ่ามือหั่นขุนเขาไปตายเสียเถอะไอ้หนู!”
พลังทะลวงอากาศทว่าเมิ่งฝานที่ก้าวเดินไปเบื้องหน้ากลับเฉยเมยยิ่ง เขาก้าวเดินต่อไปอย่างไม่สนใจ แต่ในชั่วพริบตาที่ฝ่ามือนั้นกำลังจะมาถึงแผ่นหลังเขาก็หันหลังกลับไปอย่างฉับพลันแล้วชกออกไป
สายธารหลั่งสมุทร!
หนึ่งหมัดทะลวงอากาศเงาหมัดดุจดั่งอัสนี เมื่อพลังปราณที่แผ่ซ่านปะทะเข้ากับฝ่ามือของหลิวหลินกลางอากาศอย่างดุดันระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านไปรอบกาย พลังสั่นไหวจนแม้แต่พื้นก็ยังสั่นสะเทือนจนมีรอยร้าวปรากฏ
เงาร่างของคนผู้หนึ่งลอยปลิวออกไปเป็นเส้นโค้งงดงามในเวลาต่อมาสุดท้ายผู้ที่ร่วงหล่นลงบนพื้นก็คือหลิวหลินนั่นเอง
เขาคือจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งขั้นหลอมปราณระดับหกแต่กลับไม่อาจรับมือกับเมิ่งฝานได้แม้เพียงหมัดเดียว กระดูกภายในกายเจ้าของร่างที่เลือดไหลนองนั้นแตกหักไปไม่รู้เท่าใด
อานุภาพเพียงหนึ่งหมัดแต่กลับน่าสะพรึงอย่างยิ่ง!
ในชั่วพริบตานี้ความเงียบงันได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณแม้ว่าเมิ่งฝานจะอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับห้า แต่ดูคล้ายว่าพลังในการต่อสู้ของเขานั้นจะเป็นที่น่าตกตะลึงแก่ผู้คนทั้งหลายลมปราณภายในร่างกายมากมายจนทำให้ผู้คนมากมายตกตะลึง
เขาอายุยังน้อย แต่กลับแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้เป็นปีศาจน้อยมาจากที่ใดกัน
ภายใต้สายตาของผู้คนมากมายเหล่านั้นเมิ่งฝานไม่ได้สนใจสิ่งใดแต่กลับพาหลินถังออกไปจากงานประมูลอย่างเงียบงัน
สีหน้าของบุรุษหนุ่มอีกหลายคนที่อยู่ในจุดนั้นแสดงความคับแค้นใจหนึ่งในนั้นกัดฟันแล้วเอ่ยว่า “เจ้าอย่าได้เหิมเกริมให้มากนักพี่ใหญ่ของพวกเราที่เป็นคนของตระกูลเมิ่งก็อยู่ที่นี่ด้วย เขาไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้แน่นอน”
ทางฝั่งของเมิ่งฝานพาหลินถังเดินมาถึงประตูของสมาคมประมูลแล้วแต่ก่อนจะจากไปก็ได้เอ่ยเสียงเรียบว่า “บอกเขาไป...ข้ายินดีน้อมรับเสมอ!”