มหาวิทยาลัยแพทย์ชื่อดังของประเทศไทยห้องผ่าตัดชั้นสิบห้ามีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดของโรงพยาบาล วอร์ดด้านนอกเงียบสงบมีเ้าหน้าที่นั่งทำเอกสารเงียบๆประตูกระจกปิดสนิทเข้าไปชั้นในป้ายไฟหน้าห้องผ่าตัดตัวอักษรสีเขียวแสดงสถานะกำลังทำการผ่าตัดวันนี้มีคนไข้เร่งด่วนเข้ามาประสบอุบัติเหตุรถชนได้รับาเ็รุนแรงทำให้กระดูกคอของคนไข้หักมีโอกาศกดเส้นประสาทและทำให้ระบบประสาทได้รับอันตรายอย่างรุนแรงอาจหยุดหายใจได้ตลอดเวลายังไม่นับรวมถึงผลกระทบหลังการรักษาทำให้หลายโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษาเนื่องจากอุปกรณ์ทางการแพทย์และแพทย์เฉพาะทางไม่เพียงพอคนไข้จึงติดต่อเข้ามารักษาที่นี่
สองชั่วโมงผ่านไป แสงไฟแสดงสถานะดับลงแสดงถึงการผ่าตัดเสร็จสิ้นลงแล้วประตูล็อคอัตโนมัติเลื่อนเปิดก่อนที่ทีมแพทย์และแพทย์ฝึกหัดเดินตามออกมาเป็กลุ่มใหญ่รวมทั้งบุคคลากรในห้องผ่าตัดไม่นานเตียงของคนไข้ที่นอนนิ่งก็ถูกเข็นออกมาย้ายไปยังห้องพิเศษ(ฉุกเฉิน)ด้านนอกห้องขึ้นป้ายห้ามเยี่ยม/ปลอดเชื้อเอาไว้
อาจารย์แพทย์สาวสวยเดินนำหน้าอย่างกระฉับกระเฉงไม่มีท่าทางเหนื่อยล้าแม้แต่น้อยกลุ่มแพทย์ฝึกหัดเดินตามกันมาเมื่อมาถึงหน้าแผนกระบบประสาทก็หยุดยืนรวมกันเริ่มมีเสียงพูดคุยในกลุ่มแพทย์ฝึกหัดอาจารย์สาวสวยเอ่ยเสียงไม่ดังไม่เบาแต่ชัดเจนขึ้นและเมื่อพูดจบก็ก้าวเท้าเตรียมจะกลับเข้าห้องพัก
“โอเค วันนี้พวกเธอทุกคนได้สังเกตุการณ์อย่างชัดเจนแล้ววันนี้พอแค่นี้ก่อนให้ทุกคนกลับไปพักได้วันจันทร์ในคลาสให้ส่งสรุปรายละเอียดและบรรยายว่าพวกคุณได้อะไรบ้างในคนไข้นี้ลงในรายงาน”
“เอ่อ! อาจารย์ครับตอนนี้ก็เลยเที่ยงคืนวันเสาร์แล้วพวกผมไม่ไหวแน่ๆ ไม่น่าจะทำรายงานเสร็จทันอาจารย์เลื่อนเวลาส่งรายงานให้หน่อยได้ไหมครับ”
นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งส่งเสียงเพื่อต่อรองขอเลื่อนการส่งรายงานขึ้นใช่ว่าเขาอยากจะแสดงตัวเป็จุดเด่นเขาก็ไม่้าให้อาจารย์หมอจำตัวเองได้เหมือนคนอื่นแต่เพราะถูกบีบบังคับจากสายตาของเพื่อนๆทุกคนที่มองมาอย่างตาเป็ประกายและรอคอยคำตอบอย่างมีความหวัง
“คนป่วยรอได้ไหม พวกคุณเป็แพทย์ต้องรับผิดชอบมันเป็หน้าที่ทุกนาทีต้องพยายามให้เต็มที่ เวลานี้ควรรีบกลับไปพักแล้วเตรียมรายงานส่งในคลาสมีใครมีปัญหาจะถามอีกไหม”
“ไม่มีครับ/ค่ะ”
นักศึกษาแพทย์แสดงสีหน้าท่าทางเหี่ยวไปตามๆกันเมื่ออาจารย์กล่าวจบเข้าห้องไปพวกเขาทั้งกลุ่มก็พากันกอดคอบางก็ตบไหล่เพื่อนให้กำลังใจกันและกันชวนกันเข้าสู่ชมรมขอบตาดำตามๆ กันไป
ฉัน หมอเมย์หรือเมญ่า ลูกครึ่งไทย - จีนอายุเกือบสามสิบในอีกไม่กี่เดือน โปรไฟล์สุดเริ่ด สวย รวย เก่งแต่โสดสนิททั้งยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง อาชีพแพทย์และอาจารย์แพทย์หรือที่คนอื่นเรียกติดปากว่าอาจารย์หมอยังดีไม่เรียกว่าอาจารย์ใหญ่มีธุรกิจด้านอาหารเสริมและสมุนไพรเป็งานรอง งานอดิเรกเป็ครูสอนศิลปะการต่อสู้ซ้ำยังพ่วงธุรกิจของปะป๋าที่ชอบแอบหนีไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็เวลานานทำให้ไม่มีเวลาหาแฟนใหม่สักทีหลังจากถูกทิ้งเพราะคำว่าคุณเก่งเกินไปคุณฉลาดเกินไป คุณไม่มีเวลา อายุขนาดนี้คงต้องอยู่บนคานทองเสริมเพชรคนเดียวเพื่อนๆที่ร่วมกันสร้างบริษัททำธุรกิจด้วยกันก็หนีไปมีครอบครัวกันหมดดูแลครอบครัวกันจนไม่ได้พบเจอกัน
การเข้าไปบริหารงานแทนปะป๋าก็ไม่ราบรื่นต้องค่อยแก้ปัญหาสารพัดจากการเปิดศึกกับน้องชายน้องสาว(ลูกติดของภรรยาใหม่ปะป๋า)ที่แข่งกันแย่งเข้ามาเป็บอร์ดบริหารถึงแม้จะมีอำนาจส่วนใหญ่ในมือแต่ก็ทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้นไม่น้อยเฮ้อ! คิดไปก็เหนื่อยใจเปล่าๆ กลับบ้านไปพักดีกว่า
“วันนี้กลับแล้วเหรอคะอาจารย์หมอเมย์”
เสียงพยาบาลวัยห้าสิบกว่าๆทักขึ้นมาเมื่อฉันเดินผ่านหน้าวอร์ดพยาบาลเวรกลางคืนต่างขะมักเขม้นกับเอกสารตรงหน้าบางก็เตรียมอุปกรณ์พร้อมชาร์ทเพื่อไปตรวจวัดอุณหภูมิตามห้องคนไข้
“ค่ะ พรุ่งนี้ไม่เข้านะคะ รบกวนฝากดูแลคนไข้ห้องพิเศษIIด้วยนะคะคุณพยาบาล (จำชื่อพี่เค้าไม่ได้)ที่พึ่งผ่าตัดล่าสุดเมื่อสักครู่ห้ามญาติเยี่ยมนะคะให้เปลี่ยนชุดแล้วเยี่ยมจากด้านนอกห้องเท่านั้นอธิบายญาติด้วยนะคะคนไข้จะมีภูมิต้านทานต่ำใน่แรกหากติดเชื้อจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้นขอบคุณมากนะคะ”
“ได้ค่ะ อาจารย์”
แสงไฟจากรถสปอร์ตหรูพุ่งตรงไปข้างหน้าการขับบนเส้นทางเดิมกลับออกไปสู่บ้านชานเมืองที่ต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงในเวลาที่รถไม่ติดปะป๋าเคยบ่นหลายครั้งแล้วว่ามันไกลอันตรายในการเดินทางไม่สะดวกกลางค่ำกลางคืนขับรถคนเดียว ทำไมไม่อยู่คอนโดที่ใกล้ๆ สะดวกสบายกว่าฉันยังเถียงว่าชอบบรรยากาศ ชอบต้นไม้สีเขียวขับรถช่วยลดความเครียดในการทำงานทั้งวันได้ ว่าแล้วก็คิดถึงปะป๋าจริงๆช่างทิ้งลูกสาวสุดสวยไว้ได้ไม่กลับมาหาเลยไม่รู้ไปท่องเที่ยวอยู่ส่วนไหนของโลกก็ไม่รู้ไปไหนไม่เคยบอก พอเที่ยวพอก็กลับมาโผล่หน้าให้ลูกสาวเห็นสักพักก็หายไปอีกเป็เช่นนี้มานานหลายปีแล้ว ท่านเองก็มีครอบครัวใหม่ที่ต้องให้เวลาเช่นเดียวกัน
บนถนนไม่มีรถวิ่งสวนมาเลยคงเพราะดึกมากแล้ว ช่างเงียบเหงาจริงแสงไฟสลัวริมทางยิ่งให้ความรู้สึกเปลี่ยวๆแปลกๆทันใดวิสัยทัศน์การมองเห็นด้านหน้าก็เปลี่ยนไป มองดูเหมือนหมอกในฤดูหนาวจริงๆ
“คืนนี้ทำไมมีหมอกลงมาก อากาศแปลกๆนะหน้าร้อนทำไมมีหมอกได้ เฮ้ย!!.."
ฉันมองเห็นแสงไฟสาดเข้ามาด้านหน้า พร้อมกับความรู้สึกโดนกระแทกอย่างรุนแรงทุกอย่างหมุนไปกระแทกกับอะไรสักอย่างรู้สึกได้ถึงน้ำอุ่นๆนี่คงเป็เืที่ไหลออกมาทั้งปากทั้งจมูกมือไม่มีแรงจะขยับได้ ปอดเริ่มอึดอัด เธอรู้ดีตอนนี้ออกซิเจนในกระแสเืไม่เพียงพอจะช่วยให้เธอรอดเสียแล้วเธอหายใจไม่ออกเป็่สภาวะร่างกายโคม่า ปะป๋า…เมย์คงไม่ได้เจอปะป๋าอีกแล้วเมย์เสียใจที่เถียงที่ขัดใจ เมย์ขอโทษ เมย์รักและคิดถึงปะป๋านะ ลาก่อน…
ในห้องเก็บโลงศพอาจารย์ทั้งหมดที่อยู่ในห้องนั้นจึงพากันเดินไปตรวจดูรอบๆโลงศพว่าความจริงเป็เช่นไรท่านอาจารย์ใหญ่ที่เดินตามมาด้านหลังหวังว่าจะเป็ดังที่ท่านคาดเดาไว้จึงสั่งให้เปิดออกดูภายในโลงศพเพื่อหาความจริงว่าเด็กน้อยเห็นดวงตาในโลงศพและได้ยินเสียงนั้นเป็อย่างไร
“ช่วยกันยกฝาเปิดออก”
เมื่อฝาโลงถูกเปิดออกฉับพลันก็เห็นเด็กสาวพยายามยกศรีษะขึ้นขยับตัวมาพิงกับขอบโลงหายใจเฮือกใหญ่แล้วหมดสติไป อาจารย์ทั้งหลายพากันขยับเข้าไปอีกเล็กน้อยอาจารย์ใหญ่ก้าวเข้าไปจับชีพจร แล้วหันกลับมามองรอบด้านจิ่วเอ๋อร์นางในั่งกองลงไปบนพื้นเรียบร้อยแล้ว ยามนี้ขยับลุกขึ้นมาดูใกล้ๆยืนหน้าเข้ามาจนชิดขอบโลงศพ สองมือจับขอบโลงเอาไว้กล่าวด้วยเสียงดีใจอย่างยิ่ง
“นี่ นางฟื้นคืนชีพกลับมาใช่หรือไม่”
มีเสียงพูดคุยเบาๆของจิ่วเอ๋อร์ดังเทรกเข้ามาในกลุ่มอาจารย์
“เด็กสาวคนนี้ฟื้นขึ้นมาแล้วแต่ตอนนี้นางหมดสติไปอีกแล้วร่างกายอ่อนแอเพียงนี้คงยังไม่ฟื้นขึ้นมาง่ายๆ พวกเ้าพานางออกมาก่อน แล้วนำกลับไปที่ห้องพัก”
ในห้องพัก อาจารย์ใหญ่ตรวจดูอาการของเด็กสาวที่แสนบอบบางที่หายใจสม่ำเสมอบนเตียงดวงหน้าแสดงออกถึงความประหลาดในไม่น้อยเมื่อตรวจจนแน่ใจแล้วก็วางมือเด็กที่แสนผอมบางแทบมีแต่กระดูกลงแล้วลุกขึ้นมาปรึกษากับศิษย์น้องที่ยืนรอฟังอยู่
“ข้าตรวจดูอย่างละเอียดแล้วน่าประหลาดใจจริงๆ ร่างกายนางยามนี้เรียกได้ว่าเกือบปกติมีเพียงอ่อนแอหากบำรุงร่างกายสักหน่อยคาดว่าไม่นานจะกลับมาปกติได้”
“ถือว่าเป็ชะตาฟ้าลิขิตของนางที่รอดชีวิตจากนี้ไปก็ค่อยๆดูแลกันไปหากนางไร้ที่พึ่งก็ให้นางอยู่ที่นี่”
อาจารย์ที่อยู่ในห้องล้วนเป็ผู้บำเพ็ญมีศีลมีความเมตตาเมื่อพบเด็กหญิงไร้ที่พึ่งและน่าสงสารย่อมยินดีให้ความช่วยเหลือการรับไว้ดูแลเป็เื่ที่อารามนี้ควรทำและทำด้วยความยินดี
“จิ่วเอ๋อร์ เ้าก็อยู่ดูแลนางแล้วกัน”
นางตอบรับเสียงเบาในแววตามีความยินดีอย่างชัดเจน
“ในที่สุด์ก็เมตตาสงสารข้าแล้วคำวิงวอนขอให้เ้าหายดีได้ผล ในที่สุดเ้าก็ฟื้นกลับมาอยู่เป็เพื่อนข้าเป็ศิษย์น้องของข้า ฮ่าฮ่าๆ”
สามวันแล้วที่ฉันตื่นขึ้นมาที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทยเหมือนหลงมาในหนังจีนโบราณที่ปะป๋าชอบดูเลยยุคสมัยดูโบราณจนแยกไม่ออกว่ายุคใดที่นี่มีความเชื่อเื่เทพเซียน สัตว์เทพ สัตว์อสูร ปีศาจ มาร กำลังภายในของวิเศษทำให้ฉันยังไม่กล้าพูดกับใครได้แต่ฟังเพื่อทำความเข้าใจทำเพียงกระพริบตาหรือไม่ก็พยักหน้าตอบนี่ฉันตายไปแล้วไม่ได้ไปเกิดใหม่แต่มาสิงอยู่ในร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้เสียชีวิตเพราะได้รับพิษและร่างกายอ่อนแอตามคำบอกเล่าของจิ่วเอ๋อร์เด็กสาวคนนี้อัธยาศัยดีมาก เธอพยายามพูดคุยกับฉันตลอดเมื่อมีเวลาว่างบอกเล่าสิ่งต่างๆในอาราม บรรยายถึงอาจารย์แต่ละท่านเล่าเื่ดินฟ้าอากาศทุกเื่ที่สามารถพูดออกมาได้ แต่ประโยคที่พูดติดปากคือ“เ้าต้องเป็ศิษย์น้องของข้านะ เ้าต้องจำไว้” คนที่อายุย่างสามสิบต้องมาทำตัวเป็เด็กสาวอายุสิบกว่าขวบตนก็รู้สึกลำบากใจนิดหน่อยนะ
ข้า (ฉัน) มีความลำบากเป็อย่างมากในนิยายนางเอกจะต้องมีความทรงจำของร่างเก่าที่มาอาศัยอยู่มิใช่หรือแต่นี่มีแต่ความทรงจำของตัวเองในชาติที่แล้วข้าจึงมีความจำเป็ต้องตีเนียนว่าเป็เด็กสาวตามร่างกายที่มาเกิดใหม่ทั้งที่ข้าเองอายุปาไปสามสิบแล้วความทรงจำในอดีตของร่างใหม่นี้ก็ไม่มี
“ตอนที่ข้าพบเ้าบนร่างกายมีเพียงหยกพกที่ติดตัวมาเป็อักษร“จิ่ว” และกล่องไม้เก่าแก่ธรรมดาดูเรียบง่ายที่คล้องกุญแจไว้ตกอยู่ข้างๆเ้าข้าจึงอุ้มกันกลับมาที่อารามด้วย”
“ขอบใจเ้ามาก”
“ไม่เป็ไรเป็หน้าที่ของศิษย์พี่อย่างข้าอยู่แล้ว ว่าแต่กล่องไม้นั่นดูเปราะบางมากเชียว หากเ้า้าเปิดออกคงทำให้กล่องได้รับความเสียหาย”
“ตอนนี้ข้ายังไม่สนใจมันเลยวางมันทิ้งไว้เฉยๆ”
จะว่าไปก็เป็ความรู้สึกที่แตกต่างกับชาติก่อนนักเพราะในตอนนี้ไม่มีทรัพย์สมบัติไม่มีญาติ ไม่มีบ้าน ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ต้องอาศัยข้าวปลาอาหารจากอารามจึงต่อชีวิตน้อยๆนี้ไว้ได้ช่างยากจนข้นแค้นยิ่งนัก โชคยังดีที่ความทรงจำในอดีตยังอยู่ครบถ้วน พอที่จะเข้าใจภาษาการพูดการอ่านการเขียนได้แม้ว่าความหมายจะไม่เหมือนเสียทีเดียวแต่เมื่อศึกษาเพิ่มก็ยังพอใช้การได้ความสามารถอื่นๆคงต้องใช้เวลาค่อยๆทบทวนให้สามารถนำกลับมาใช้ได้ส่วนจะมากจะน้อยคงยังบอกไม่ได้ในเวลานี้
ภายในห้องของอาจารย์ใหญ่มีความเรียบง่ายมีกลิ่นของธูปและกำยานล่องลอยอยู่บางเบาท่านมีใบหน้าใจดียิ้มน้อยๆนั่งอยู่บนเบาะในมือถือพวงลูกประคำ เห็นได้ว่าถูกนับวนไปอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะสะดุดหรือหยุดแม้แต่น้อยในขณะที่พูดโต้ตอบกัน
“เ้าเป็อย่างไรบ้างเด็กน้อยเ้าจำได้ไหมว่าเป็ใคร มีชื่อว่าอะไร มีครอบครัวมีญาติอยู่ที่ใด"
“ตอบท่านอาจารย์ใหญ่ ฉัน..ข้าดีขึ้นแล้ว"
ฉันรีบเปลี่ยนคำพูดพยายามเรียบเรียงให้เหมือนเด็กสาวอายุน้อยให้มากที่สุด ดวงตาหลุบลงซ่อนแววตาที่ไม่แน่ใจไว้ก่อนว่าควรจะพูดความจริงออกไปหรือไม่ทำให้อาจารย์ใหญ่มองไม่เห็นใบหน้าราวกับว่าเด็กสาวตัวน้อยอยู่ในตวามเศร้าเสียใจ
“แต่ว่าข้าจำไม่ได้ว่าตนเองคือใครข้าจำสิ่งใดไม่ได้เลยรึ”
“อืมบางทีเ้าอาจจะได้รับผลกระทบจากการที่เ้าหยุดหายใจไปก่อนหน้านี้เช่นนั้นเ้าก็พักรักษาตัวไปก่อน หากระหว่างนี้นึกได้หรือความทรงจำกลับมาหรือมีญาติมาตามหา เ้าสามารถที่จะไปจากอารามนี้ได้ทันทีแต่ถ้ายังจำไม่ได้อีกทั้งไม่มีผู้ใดมาติดตามถามหาเ้าก็สามารถอยู่อาศัยศึกษาเล่าเรียนที่อารามแห่งนี้ได้ เ้าฟังที่ข้าพูดเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเ้าค่ะขอบพระคุณท่านอาจารย์ใหญ่ที่กรุณาช่วยชีวิตข้าไว้”
สุดท้ายแล้ว ข้าก็มีชีวิตรอดอยู่ในร่างใหม่นี้ในนาม“จิ่วเหมยฮวา” ชื่อนี้อาจารย์เป็ผู้ตั้งให้ผ่านมาหกเดือนอย่างไร้วี่แววความทรงจำของร่างนี้และญาติที่จะมาติดตามหา ข้าได้กราบอาจารย์ใหญ่(ท่านมีแซ่มู่หรง นามชิงอวี๋ แต่ในอารามต่างเรียกท่านว่าอาจารย์ใหญ่) เพื่อศึกษาเล่าเรียนกลายเป็ศิษย์น้องสมความตั้งใจของจิ่วเอ๋อร์
“ศิษย์น้อง”
เสียงเรียกแว่วมาไม่ดังนัก
“ฮวาเอ๋อร์ เ้ายืนเหม่ออะไรอยู่”
“ข้ามองดูรอบๆ ที่อารามของพวกเราช่างมีชีวิตที่เรียบง่ายสงบสุข ไม่ต้องแก่งแย่ง ไม่ต้องแข่งขันเปรียบเทียบกับใคร หลังจากที่ข้าได้ศึกษาหลักคำสอนนานหลายเดือนตอนนี้จิตใจสงบนิ่งมาก”
“เ้าคิดมากเกินไปแล้วพวกเรายังเด็กเ้าใส่ใจคำสอนพวกนั้นจนจำได้ขึ้นใจต่างกับข้าที่อยู่มานานหลายปียังจำไม่ค่อยได้”
“อาจารย์บอกว่าเ้าชอบคิดวอกแวกจิตไม่เป็สมาธิ”
“ดูเ้าสิพูดราวกับอาจารย์มายืนอยู่เบื้องหน้าข้าเลยไปดูแปรงสมุนไพรกันดีกว่า”
“จิ่วเอ๋อร์เ้าสำรวมหน่อยเดี๋ยวอาจารย์เห็นจะโดนดุ”
“ตามมาไวเข้าข้าไปก่อนนะเจอกันที่หลังอาราม”
ชีวิตที่นี่ นางได้เรียนหลักคำสอนที่มุ่งเน้นการสำรวมตนรักษาศีล (คล้ายกับศาสนาพุทธในชาติที่แล้ว) การใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาเพราะอยู่ห่างไกลจากชุมชนจึงเพาะปลูกเพื่อเป็อาหารและมีแปรงสมุนไพรไว้ศึกษาและใช้ยามที่มีคนเจ็บป่วย