秘蜜 หฤทัยจอมนาง

    เมื่อใด

    Ep 071 :: เมื่อใด?

     

    การศึกยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

    กว่าหนึ่งเดือนเต็มแล้วที่เฟิ่งปิงใช้ชีวิตในเมืองชายแดนที่จวนของเจ้าเมืองในฐานะหมอหญิงคนหนึ่ง นอกจากหมอหลวงฟง เจ้าเมืองและครอบครัว และสาวใช้ประจำตัว ผู้อื่นไม่มีผู้ใดรู้ฐานะที่แท้จริงของนาง

    ทว่าเพียงฐานะหมอหญิงไม่สามารถทำให้นางมีอภิสิทธิ์พักในจวนเจ้าเมืองอย่างสุขสบายเช่นคุณหนูได้ ดังนั้นเจ้าเมืองจึงเสนอสร้างฐานะจอมปลอมให้นางเป็นธิดาบุญธรรมของหมอหลวงฟง

    ซึ่งกว่าจะทำให้หมอหลวงฟงใจบอกแบบนั้นกับผู้อื่นได้ ชายชราก็ร้องไห้อ้อนวอนขอให้เปลี่ยนแผนไปไม่รู้กี่ครา เพราะเกรงกลัวว่าการหมิ่นเกียรติไท่จื่อเฟยเช่นนี้ จะทำให้หัวหลุดจากบ่าภายหลัง

    “มิต้องกังวลหรอก ท่านก็เคยเป็นอาจารย์ของข้า ข้ามิเห็นรู้สึกว่าตนถูกหมิ่นเกียรติที่ตรงไหน เนอะ ท่านพ่อบุญธรรม สามเดือนแล้ว เลิกกลัวได้แล้วเจ้าค่ะ”

    “พระช- เอ้ย...ปิงปิง”

    หมอหลวงฟงน้ำตาตกใน ได้แต่เปลี่ยนวิธีเรียกตามความพึงพอใจของหญิงสาว รอยยิ้มงดงามของนางมิอาจทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้แม้เพียงนิด

    “ว่าอย่างไรหรือท่านพ่อบุญธรรม?”

    “ท่าน- เอ้อ...เอ่อ...เจ้า...นี่ช่างดื้อรั้นยิ่งนัก หากท่านแม่ทั...บิดาเจ้ารู้เข้าว่าเจ้าอยู่ที่นี่ เขาคงจะอกแตกตาย”

    “ก็อย่าให้รู้สิ ฝีมือมีไม่ใช้มันก็เสียเปล่า ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ต้องเสี่ยงตายอยู่แนวหน้าของสนามรบ พี่รองที่อยู่เมืองหลวงก็ต้องทำงานไม่ได้พัก ในเมื่อมีสิ่งที่ทำได้ ข้าก็ย่อมอยากทำประโยชน์บ้างเช่นกัน”

    “...เจ้าควรตระหนักถึงฐานะตนบ้างนะ”

    หมอหลวงฟงได้แต่ถอนหายใจ พยายามนึกถึงตอนที่ตนเองเป็นอาจารย์หญิงสาวตรงหน้า

    เขารู้ว่านางฉลาดหลักแหลมทั้งยังมองเขาเป็นอาจารย์เป็นญาติผู้ใหญ่ ดังนั้นถึงพูดธรรมดากับนางหรือสั่งสอนนางไปบ้างนางก็คงมิคิดตัดหัวเขาหรอก หมอหลวงฟงปลอบใจตนเองเช่นนั้นมาตลอด ไป ๆ มา ๆ ก็เริ่มตินางโดยไม่คิดอะไรแล้ว

    “เจ้าค่ะ ๆ งั้นไปตรวจคนเจ็บกันดีกว่านะเจ้าคะ ท่านพ่อบุญธรรม”

    หยางเฟิ่งปิงยิ้มหวาน เดินนำร่างชราไปที่ค่ายผู้บาดเจ็บด้วยท่าทางสดใส แน่ล่ะ ในเมื่อนับแต่แต่งงาน เฟิ่งปิงก็ต้องอยู่แต่ในกรอบในระเบียบมาตลอดจนแทบอึดอัดตาย

    อยู่ในจวนรัชทายาทก็ต้องดึงหน้าตึงให้เหล่าภรรยาของสามีเกรงกลัว ไปออกงานตามจวนก็ต้องคีพลุคให้สง่างามน่าเกรงขาม ไปร่วมสนทนาการงานกับเหล่าขุนนางยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งต้องเก๊กหน้าใช้สมองไม่ให้เหล่าขุนนางเหล่านั้นดูถูกว่าเป็นเพียงอิสตรี ดังนั้นนอกจากเวลานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในห้องหับคนเดียว ก็ไม่มีเวลาไหนให้นางทำตัวตามสบายได้อีกเลย

    นางอาจได้บทภรรยารักที่รัชทายาทตามใจ นางยังต้องเป็นพระชายาที่งดงาม แสนดี และเฉลียวฉลาด จริงอยู่ว่านั่นอาจจะเป็นด้านหนึ่งของนาง แต่จะให้เป็นเช่นนั้นตลอดเวลาย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดา

    ช่วงเวลาไร้คนจับตามองเช่นนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่นางโหยหาที่สุด

    “เดี๋ยว อย่าลืมใส่ผ้าปิดหน้า”

    “เจ้าค่ะ”

    เฟิ่งปิงจำต้องยอมรับผ้าโปร่งสีขาวมาผูกปิดบังใบหน้าครึ่งล่างด้วยมิอยากทนถูสายตาดุ ๆ นั่นจ้องมอง หรือเสี่ยงว่าตลอดการตรวจรักษาอาจได้คนตรงหน้าคอยเดินตามประกบล่ะนะ

     

    ข่าวการประชวรของเฟยเกาจงฮ่องเต้เริ่มแพร่สะพัดมายังชายแดนแล้ว องค์รัชทายาทเฟยหรงซิ่นแม้ยังมิได้เข้าร่วมพิธีสืบทอดราชบัลลังก์อย่างเป็นทางการแต่ก็ขึ้นว่าราชการแทนบิดาเป็นที่เรียบร้อย

    จากข่าวสารที่ส่งมาจากเมืองหลวงดูว่าสามีในนามของนางจะลำบากอยู่ไม่น้อย โชคดีที่ก่อนหน้านี้ยัดคนของตัวเองเข้าไปมากพอดู พวกคนเก่าคนแก่จึงพูดอะไรมากไม่ได้

    แต่ก็เพราะข่าวนี้นี่แหละที่ทำให้เว่ยและหม่าเริ่มได้ใจ สองแคว้นผนึกกำลังกันกดดันชายแดนแคว้นฉินกันอย่างต่อเนื่อง

    จากที่ตอนแรกแคว้นฉินได้เปรียบอยู่บ้างจากการบุกไม่ทันตั้งตัว แต่แล้วก็พลันกลายเป็นฝ่ายตั้งรับเต็มรูปแบบ

    ทหารบาดเจ็บสาหัสถูกลำเลียงส่งมาจากทางกองทัพคนแล้วคนเล่า บางคนทนพิษบาดแผลไม่ไหวไม่ทันมาถึงค่ายผู้บาดเจ็บก็เสียชีวิตไปเสียก่อนก็มาก คนเจ็บที่ทนมาจนถึงนี่ได้ก็มีไม่น้อย แต่ก็เจ็บหนักจนพูดไม่ไหวเลยก็มีเช่นกัน จำนวนคนเจ็บมากมายขนาดนี้ แม้จะเป็นชาติภพก่อนก็ไม่เคยพบเคยเห็น

    โชคดีที่เฟิ่งปิงยังมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ มิเช่นนั้นภาพความสูญเสียขนาดนี้ก็คงทำให้นางดิ่งลงไปได้ไม่ใช่น้อย และโชคดีเช่นกันที่บิดาและพี่ชายของนางนั้นไม่เคยถูกหิ้วปีกกลับมาที่เมือง ซึ่งก็หมายความว่าต่อให้บาดเจ็บก็ยังเจ็บไม่หนักมาก สามารถรักษาตัวที่ค่ายทหารได้เลย

    เฟิ่งปิงสูดลมหายใจลึก เริ่มงานของตัวเองอย่างแข็งขัน นางทำงานหนักโต้รุ่งมาหลายวัน จนขอบตางามเริ่มจะคล้ำลงเสียแล้ว

    “ท่านหมอหญิง คนนี้แขนขาดเจ้าค่ะ!”

    “พามาทางนี้ด่วนเลย!”

    หญิงสาวในอาภรณ์สีขาวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงฉานหลายแห่งตะโกนสั่งเสียงเฉียบขาด สภาพบาดแผลยังดีอยู่ แต่ไม่มีแขนที่ขาดติดมาด้วย เพราะคนยุคนี้เชื่อว่าแขนขาที่ขาดไม่มีทางเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นคนที่สูญเสียอวัยวะทุกคนจึงไม่มีใครมีอวัยวะเดิมติดมาด้วย

    ทว่าต่อให้ทุกคนเอามาเฟิ่งปิงก็มิอาจผ่าตัดให้พวกเขาได้อยู่ดี ทั้งเวลา ทั้งเครื่องมือ รวมถึงบุคลากร ล้วนแล้วแต่ไม่เพียงพอทั้งสิ้น สุดท้ายจำใจเย็บปิดแผลคนเหล่านี้ไม่ให้แผลติดเชื้อและไม่ให้เสียเลือดตายเท่านั้น

    หยางเฟิ่งปิงหาใช่หมอหญิงคนแรกในค่ายผู้บาดเจ็บ แต่นางเยาว์วัยกว่าหมอหญิงคนอื่น ๆ มาก ดังนั้นตอนแรกเริ่มจึงไม่มีผู้ใดเชื่อถือฝีมือของนาง ยกเว้นสาวใช้สองคนที่เคยเห็นเฟิ่งปิงรักษาคนไข้กับตา หญิงสองคนนั้นช่วยบอกเล่าฝีมือนางให้คนอื่น ๆ เชื่อถือ

    แล้วภายหลังเมื่อมีข่าวว่านางคือธิดาบุญธรรมของหมอหลวงฟง งานที่เคยมีแต่ช่วยหยิบจับสิ่งของจึงได้กลายเป็นทำหน้าที่หมอเต็มตัวมาสักพักใหญ่แล้ว

    “เจ็บนิดหน่อย แต่ไม่เจ็บเท่าตอนเจ้าโดนตัดแขนหรอก อดทนหน่อยนะ”

    การเย็บแผลยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักนอกจากพวกหมอหลวงฝีมือดี ดังนั้นตอนแรก ๆ จึงมีคนห้ามนางตอนนางหยิบเข็มกับด้ายมาเจาะเนื้อคนเจ็บ แต่พอมีตัวอย่างที่เคยรักษา ทั้งหมอหลวงฟงยังยืนยันว่าเป็นวิธีรักษาที่ถูกต้อง จึงมีโอกาสได้แสดงฝีมือ ภายหลังคนรู้ฝีมือมากเข้า ใครบาดแผลใหญ่หน่อยย่อมถูกส่งมาให้นางจัดการเย็บแผลทั้งสิ้น

    “คนเจ็บคนนี้คนสุดท้ายของครั้งนี้แล้วเจ้าค่ะ”

    สาวใช้ที่ได้รับหน้าที่ผู้ช่วยเอ่ยบอกหลังคนเจ็บถูกพาตัวออกไป

    “เข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะออกไปตรวจคนเจ็บเสียหน่อย สุ่ยหลิว ไปเถอะ”

    “เจ้าค่ะ”

    หยางเฟิ่งปิงในบทบาทท่านหมอหญิงเดินเคียงไปกับสุ่ยหลิว ทุกคนในค่ายรู้ตรงกันว่าสุ่ยหลิวคือสาวใช้ฝีมือฉมังประจำตัวท่านหมอหญิง เคยมีครั้งหนึ่งที่ทหารเลวคิดจะลวนลามท่านหมอผู้แสนดีของทุกคนในค่าย ทหารเลวผู้นั้นถูกสาวใช้จับหักแขนทั้งสองข้างแล้วโยนออกนอกกระโจมพัก

    ท่านหมอฟงและท่านเจ้าเมืองรู้เรื่องก็โกรธมากทำให้ไม่มีใครกล้ารักษาให้เขาอีกครั้ง

    หลังจากเหตุการณ์นั้นจึงไม่มีทหารยศน้อยใหญ่คิดเกี้ยวพาท่านหมอหญิงอีก

    “ยังเจ็บขาอยู่หรือไม่?”

    “เจ็บมากขอรับ ปวดมาก ๆ เลย”

    “งั้นไว้ข้าจะให้สาวใช้นำยาแก้ปวดมาให้ เจ็บน่ะเป็นสัญญาณดีว่าเจ้าอาจจะหายเป็นปกติ ไม่ได้ขาขาดเหมือนผู้อื่น ไม่ต้องห่วงนะ ขาเจ้าต้องใช้ได้อีกครั้งแน่”

    หยางเฟิ่งปิงสนทนากับคนไข้ที่นางรักษาทีละคน ด้านหลังมีสุ่ยหลิวคอยยืนจดจำว่านางต้องทำอะไรบ้าง กิตติศัพท์ความอ่อนโยนเอาใจใส่แบบตรงไปตรงมาหาได้เสแสร้งของเฟิ่งปิงโด่งดังในหมู่คนดูแลและผู้เจ็บป่วย ดังนั้นคนที่ตอนแรก ๆ ไม่ชอบนาง ตอนนี้ก็ต้องยอมรับความจริงใจของนางอยู่ดี

    “เกิดอะไรขึ้น?”

    “ท่านหมอหญิง คือคนเจ็บเขา...”

    หยางเฟิ่งปิงเดินเข้าไปดูผู้ป่วยที่นอนหลับด้วยท่าทางทรมาน คนรอบข้างที่เข้ามามุงอยู่เมื่อครู่พร้อมใจกันหลบทางให้นาง หมอชายคนหนึ่งที่เฟิ่งปิงเคยร่วมงานด้วยรีบบอกอาการ นางฟังดูแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจสุดท้ายก็เดินเข้าไปตรวจเอง

    มือขาวจับชีพจรอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอานิ้วเคาะ ๆ กับแผ่นอกแล้วแนบหูลงไปฟังเสียงหัวใจของผู้ป่วย หญิงสาวรอบด้านส่งเสียงหวีดร้องเบา ๆ เนื่องจากเป็นกิริยาที่มิงาม เพราะคนเจ็บก็ดูไม่ได้มีอาการร้ายแรงที่ตรงไหน แต่เมื่อผละออกมาท่านหมอหญิงที่พวกนางชื่นชมก็ทำหน้าเคร่งเครียด

    “สุ่ยหลิวเอาเข็มยาว ๆ มาให้ข้า!”

    “มาแล้วเจ้าค่ะ!”

    สาวใช้ผู้รอฟังคำสั่งมาตลอดรีบหยิบเครื่องมือเครื่องไม้ส่งให้เจ้านาย หยางเฟิ่งปิงหยิบเข็มยาวแล้วตั้งสมาธิก่อนจะแทงเข็มเข้าไปในแผ่นอกผู้ป่วย!

    “ท่านหมอหญิงท่-อู้ ๆ ๆ ๆ!!”

    “เงียบ คุณหนูกำลังรักษาเขา”

    สุ่ยหลิวปิดปากหมอชายแล้วขู่ด้วยน้ำเสียงกดต่ำ คนรอบข้างที่หลุดเสียงหวีดร้องเมื่อครู่รีบปิดปาก คนเจ็บเตียงใกล้ ๆ ที่ยังไหวชะโงกหน้ามองอย่างสนใจ หมอที่กำลังรักษาหาได้สนใจรอบด้าน เฟิ่งปิงรักษาสมาธิในการแทงเข็มได้ดีเยี่ยม พอถึงจุดที่ควรก็กระตุกเข็มออกมา

    “กรี๊ดดดดด!”

    เลือดสด ๆ พุ่งกระจายเปรอะเตียงนอน สาวใช้รอบด้านพากันหวีดร้องหันหน้าหนี ไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าเฟิ่งปิงทำคนเจ็บเสียชีวิตไปเสียแล้ว

    “ท่านหมอหญิง ท่านฆ่าเขา!?”

    “ดูดี ๆ ก่อนสิ”

    หยางเฟิ่งปิงผ่อนลมหายใจ คนเจ็บที่นอนอึดอัดทรมานมีสีหน้าที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวมองผลงานตนเองด้วยความพึงพอใจ พอมองตนเองที่ทั่วตัวชุ่มไปด้วยเลือดแล้วก็ส่ายหน้า นางรับอุปกรณ์จากสุ่ยหลิวแล้วทำแผลให้คนเจ็บ สุดท้ายก็ลุกยืน

    “ข้าจะกลับไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพักผ่อน ถ้าท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของเขาข้าจะอธิบายให้ฟังวันหลังก็แล้วกัน”

    คนรอบด้านต่างมองตามการเดินจากไปของพวกนาง คนงามที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแล้วแต่ให้ความสนใจ จนอยากจะยลโฉมนางชัด ๆ สักครั้งหนึ่งให้เป็นบุญตา

     

    “คุณหนู ระหว่างท่านอาบน้ำข้าจะไปเตรียมสำรับ คุณหนูอยากทานอะไรเป็นพิเศษมั้ยเจ้าคะ”

    “อะไรก็ได้ที่พี่สุ่ยหลิวทำข้ากินหมดแหละ”

    “เจ้าค่ะ งั้นคุณหนูพักผ่อนให้สบายนะเจ้าคะ”

    สุ่ยหลิวยิ้มบาง พอช่วยปลดอาภรณ์ให้คุณหนูเสร็จก็เดินออกจากห้องไปด้วยรู้ดีว่ายามอาบน้ำคุณหนูต้องการความเป็นส่วนตัว มิชอบให้มีผู้ใดอยู่ด้วย นาน ๆ ครั้งเท่านั้นที่จะเรียกนางเข้าไปขัดหลังให้

    หยางเฟิ่งปิงหลับตาแช่น้ำในอ่างไม้ สองตาหลับพริ้มลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ นางเกือบจะเคลิ้มหลับด้วยความผ่อนคลาย แต่แล้วสติก็พลันตื่นตัวขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

    “ใคร?” หญิงงามเอื้อมมือไปหยิบผ้าที่วางพาดไว้ใกล้ ๆ มาพันเป็นกระโจมอก สองตายังคงจับจ้องไปทางฉากกั้นที่มีหน้าต่างอยู่ด้านหลัง “ถ้าไม่ยอมออกมาข้าจะร้องนะ”

    “...นี่เปิ่นหวางเอง”

    “เทียนเหมิง ท่าน-ท่านจะบ้าเหรอ เข้ามาตอนข้าอาบน้ำทำไม!?”

    สาวงามบ่นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เสียงของอีกฝ่ายนางคุ้นเคยเป็นอย่างดี ยิ่งเห็นร่างสูงสวมใส่หน้ากากคุ้นตาแล้วนางจะจำไม่ได้ได้อย่างไร หญิงสาวแม้จ้ะเคยใส่บิกินี่หรือเกาะอกต่อหน้าคนหมู่มากจนเคยชิน แต่การยืนต่อหน้าบุรุษโดยมีแค่ผ้าพันตัวไว้ผืนเดียวไม่มีอะไรภายในก็ออกจะหน้าด้านเกินไปหน่อย ยิ่งคนคนนั้นคือบุรุษผู้นี้นางยิ่งเขินอาย

    “หันหลังกลับไป ห้ามหันมาจนกว่าข้าจะบอก ไม่งั้นข้าจะโกรธ”

    พอบุรุษอกสามศอกยอมหันหลังตามคำโดยไม่โต้แย้ง นางก็รีบลุกออกจากอ่าง ตรงไปสวมใส่อาภรณ์หลังฉากกั้นอีกบานที่มีเสื้อผ้าเตรียมไว้โดยไม่วายเหลือบมองจากหางตาเป็นระยะ ถ้าเขาแอบดูนางจะจกให้ลูกตาแตก!

    ถึงนางจะมีใจให้เขา แต่ก็ไม่คิดจะข้ามขั้นเร็วไปหรอกนะ!

    “ท่านเข้ามาทำไมตอนนี้ ตอบเฉย ๆ ไม่ต้องหัน” นางกล่าวถามเสียงขุ่น

    “เวลานี้สาวใช้เจ้าไม่อยู่”

    “แล้วองครักษ์เงาของข้า?”

    “จัดการไปแล้ว”

    หยางเฟิ่งปิงฟังแล้วก็ถอนหายใจ เมื่อสวมอาภรณ์เรียบร้อยนางก็เดินออกมาหลังฉากกั้น เดินไปเผชิญหน้าบุรุษที่ยังคงหันหลังมองจันทราที่พึ่งเคลื่อนขึ้นมาบนท้องนภา นางหยุดยืนจ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา

    “ถึงเวลานั้นแล้วหรือนี่ ขอถามอีกครั้ง ท่านแน่ใจแล้วหรือกับสตรีที่แต่งงานแล้วเช่นข้า?”

    “ข้าเองก็เป็นบุรุษที่แต่งภรรยาแล้ว”

    “ท่านคงมิทำอันใดญาติห่าง ๆ ของตนเอง ...แต่สามีข้ามิใช่ญาติข้านะ”

    “แล้วอย่างไร? มิใช่เจ้าเคยบอกเองหรือว่าสมัยที่เจ้าจากมาเรื่องเช่นนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องคบๆ เลิกๆ หรือแต่งงานใหม่นั้นมิใช่เรื่องใหญ่ และเจ้าเองก็เคยมีคนรักที่ถูกน้องสาวหักหลังแย่งชิงไป”

    “...”

    “ถึงข้าจะเป็นคนสมัยนี้แต่ก็หาได้สนใจว่าหญิงที่ข้ารักจะเป็นหญิงพรหมจรรย์หรือไม่ ต่อให้ช่วงที่ผ่านมา เจ้าจะมอบกายให้สามีไปแล้ว หรือมีผู้ใดอื่นอยู่ในใจ แต่ถ้าเจ้าจะอยู่กับข้า ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ข้าก็ยอมรับได้ทั้งนั้น”

    “...”

    หยางเฟิ่งปิงหน้าแดงขึ้นมากะทันหันกับน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่แสนจะจริงจังของเขา นางเลี่ยงที่จะมองเสี้ยวหน้าเขา จึงตัดสินใจมองเลยไปยังดวงจันทราที่เริ่มโผล่มาบนท้องนภาแทน

    “ข้ามิต้องการถูกควบคุมไปจนตาย ชีวิตนี้ข้าทำเพื่อแผ่นดินมามากพอแล้ว ฮุ่ยเจินไทเฮาทรงเดาได้ว่าข้าจะทำอะไร และพระนางก็หาได้ห้ามปราม เจ้าเองทั้งพ่อสามีและสามีก็ยอมรับแล้วมิใช่รึ ถึงได้ยอมให้เจ้ามาไกลถึงที่นี่”

    “ก็คงเป็นเช่นนั้น ข้าเองก็หาได้ต้องการเป็นหงส์ในกรงทองจนวันตายนี่”

    ตัวเฟิ่งปิงเองก็ทำเพื่อบ้านเมืองมาไม่น้อย นางจำใจแต่งงานเพื่อฐานอำนาจของรัชทายาท ตั้งใจพัฒนาเศรษฐกิจและทิ้งแผนการบริหารไว้ให้เฟยหรงซิ่นไม่น้อย หลังจากนี้ไม่เกินห้าปี ขอเพียงสงครามสงบลง แคว้นฉินสามารถกลายเป็นศูนย์กลางการค้ากับแคว้นที่เหลือได้ไม่ยาก

    นางอาจชมชอบชีวิตที่สะดวกสบายและร่ำรวย ทว่านางพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว ดังนั้นนางให้น้ำหนักกับอิสรภาพในการทำอะไรตามใจมากกว่าความมั่งคั่ง นางรักครอบครัว แต่นางไม่ต้องการใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการทำเพื่อผู้อื่น

    นางและเขาเคยมองดวงจันทร์จากคนละที่ แต่เวลานี้นางและเขามายืนมองดวงจันทราอยู่เคียงข้างกัน และจะอยู่ด้วยกันจากนี้...ตลอดไป

    นางหวังไว้เช่นนั้น

    “เทียนเหมิง ข้าเคยบอกหรือไม่ว่าท่านกับข้าเหมือนกัน”

    “เจ้าและข้ามีหลายสิ่งที่เหมือนกัน”

    “ข้าเคยคิดว่าข้าจะมิมีวันเชื่อใจใครอีก จะมิมีวันมอบใจให้กับผู้ใด แต่ท่านกลับทำให้สิ่งที่ข้าตั้งใจไว้พังพินาศ ทั้ง ๆ ที่การพบกันของเราหาได้น่าพิสมัยไม่” นางกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ “แล้วสิ่งที่พวกเราผ่านมันด้วยกันก็หาใช่สิ่งที่น่าจดจำแม้แต่นิด ข้าตกหลุมรักบุรุษที่ไล่ฆ่าข้าได้อย่างไรนี่?”

    “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามอบใจให้ข้าเมื่อใด แต่ข้าสนใจและอาจจะหลงใหลในตัวเจ้าตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว”

    “เมื่อใด? เราเคยเจอกันก่อนหน้านั้นด้วยรึ?”

    หยางเฟิ่งปิงเอียงคอสงสัย แต่แล้วใบหน้างามก็ขึ้นสีแดงเมื่อเทียนเหมิงถอดหน้ากากที่ตนสวมใส่มาตลอดแล้วหันมายิ้มอ่อนโยนให้นาง

    ใบหน้าใต้หน้ากากของเทียนเหมิงมีแผลเป็นยาวพาดผ่านถึงสามรอย แต่มันไม่ได้ทำให้เขาดูน่าเกลียดแม้แต่น้อย สำหรับสตรีสมัยนี้มันคงอัปลักษณ์และน่าเกลียด แต่สำหรับสาวสมัยใหม่แบบนางแผลเป็นนั่นเท่จนอยากจะกรีดร้อง ถึงจะเคยเห็นแล้วตอนเขาแอบมาพบ แต่นางก็ยังทำใจให้ชินไม่ลง

    เทียนเหมิงยิ้มบาง อ้อมแขนหนารั้งหญิงสาวเข้าสู่อ้อมกอด เขาตระกองกอดร่างเล็กไว้แนบอก ประทับริมฝีปากลงบนกลุ่มผมนิ่มที่ยังเปียกน้ำอย่างที่อยากจะทำมาตลอด

    เขาคิดถึงการได้กอดนางไว้เช่นนี้มานานนัก

    และไม่รู้เมื่อไหร่ที่ตัวเองไม่ปรารถนาการที่ต้องสูญเสียนางไป

    “ข้าอาจจะตกหลุมรักเจ้าตั้งแต่ครั้นยังเป็นเพียงเด็กสาวตัวน้อย ๆ ที่ต่อสู้สุดชีวิตเพื่อปกป้องผู้เป็นมารดาก็เป็นได้”

     

     

     

    —--------------

    ใกล้จบละฮะ อยากอ่านตอนพิเศษแบบไหนกันบ้างเอ่ย?