“แม่ หนูขอเดินเที่ยวได้ไหม” วันนี้เป็วันที่เธอตามยายมาตลาด อัญจรีมีอาการเบื่อเล็กน้อยเพราะไม่มีอะไรทำ ได้แต่มองแม่และยายง่วนตำน้ำพริกให้ลูกค้าอยู่แบบนี้
“ให้แม่ว่างก่อนดีไหมลูก” ดวงฤทัยหันมาบอกขณะที่มือก็ยังตำไม่หยุด “เผื่อหลงไปไหนแย่เลย”
“หนูไม่หลง แค่อยากเดินไปดูของเล่นร้านข้างหน้านี้เอง” เธอชี้ไปที่ร้านของเล่นที่อยู่ถัดไปอีกสามร้าน
ดวงฤทัยหันมองตามมือลูกและมองลูกที่มีสีหน้าเบื่อ ๆ อย่างเห็นใจ “ถ้าไปแค่ร้านนั้นแม่อนุญาต แต่ห้ามเดินไปไกลกว่านั้นนะ ใครชวนไปไหนก็ห้ามไปด้วยเด็ดขาด หยิบเงินไปด้วยสิบบาทเผื่ออยากกินขนม”
อัญจรีปรบมืออย่างดีใจก่อนยกมือไหว้ขอบคุณแม่และหยิบเงินสิบบาทไปด้วย แต่ไม่ทันเดินถึงร้านเป้าหมาย สายตาดันไปสะดุดกับร้านขายของชำที่อยู่เยื้องกับร้านของแม่เสียก่อน เธอขมวดคิ้วมองอย่างแปลกใจเพราะเท่าที่จำได้ตอนเริ่มมาขายผักกับยายเมื่อชีวิตก่อน ที่ตรงนี้ไม่ใช่ร้านชำแต่เป็ร้านขายเครื่องประดับศีรษะของผู้หญิงต่างหาก ขาเธอตรึงอยู่กับที่เพราะสะดุดตากับบรรดาขนมในร้านจนไม่อยากก้าวออกไปไหน
ชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าซึ่งเป็เ้าของร้านเห็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ยืนขมวดคิ้วนิ่วหน้าเหมือนผู้ใหญ่แล้วก็อดหัวเราะออกมาเบา ๆ ไม่ได้ เขาจึงเดินตรงมาหาเด็กหญิงคนนั้น
“ยายหนูจิ๋วคนนี้อยากซื้ออะไรหรือเปล่า”
อัญจรีสะดุ้งน้อย ๆ และเงยหน้ามอง “ขนมในร้านหนูไม่เคยเห็นที่ไหน น่ากินจังแต่หนูไม่มีตังค์หรอก” เธอจีบปากจีบคอพูด
ชายชราคนนั้นถึงกับหัวเราะชอบใจ ไม่เท่านั้นยังชวนภรรยาที่อยู่ในวัยเดียวกันมายืนหัวเราะด้วย
“นังหนูเป็ลูกใคร ทำไมมายืนตรงนี้คนเดียวหรือว่าหลงทาง” คนเป็ภรรยาเอ่ยถาม
อัญจรีส่ายหน้า เธอใช้นิ้วชี้ไปยังแม่ของตน “หนูชื่ออัญ แม่ขายน้ำพริกอยู่ หนูเลยมาเดินเที่ยว”
“อ๋อ...ลูกสาวแม่ดวงนี่เอง แล้วตั้งใจจะเดินไปเที่ยวไหนล่ะเรา” ฝ่ายภรรยาดูเหมือนจะช่างพูดช่างคุยกว่าสามีได้ถามต่อ
“ตอนแรกหนูจะไปร้านของเล่น แต่ร้านนี้มีขนมเยอะจัง หนูชอบ ขอหนูยืนดูที่หน้าร้านได้ไหมคะ แป๊บเดียวเท่านั้น” เธอใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จรดหากันเป็สัญลักษณ์ให้เห็นว่าแป๊บเดียวจริง ๆ
หญิงชราหัวเราะชอบใจ เธอเดินออกมาหน้าร้านและจูงมืออัญจรีให้เดินเข้าไปด้วยกัน “ไม่ต้องดูที่หน้าร้าน เข้ามาดูในร้านดีกว่า ขนมแปลก ๆ ในร้านยายมีเยอะเลยนะ”
อัญจรีเดินตามเข้ามาแต่โดยดี เธอเหลียวมองไปรอบ ๆ ร้านอย่างตื่นตาตื่นใจ ร้านฝั่งนี้เป็ร้านที่มีห้องแบ่งเป็สัดเป็ส่วนชัดเจน แตกต่างจากแผงขายของแม่เธอที่อยู่ฝั่งตรงข้าม คาดว่าค่าเช่าของฝั่งร้านชำน่าจะแพงกว่าฝั่งของแม่เธอเป็แน่
ภายในร้านจัดเหมือนร้านขายของชำทั่วไป คือมีชั้นใส่ของขายตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งของผนัง แต่ที่แตกต่างจากร้านของชำอื่นคือ ร้านนี้มีขนมต่างประเทศขาย ซึ่งขนมพวกนี้ส่วนมากมักจะเห็นวางขายกันตามจังหวัดที่เป็จังหวัดชายแดน
เท่าที่ดูมีขนมประเภทคุกกี้ ขนมอบกรอบ ลูกกวาด ช็อกโกแลต เจลลีหลากชนิด หลากสีสันชวนน้ำลายสอ
“ทำไมมีแต่ขนมที่หนูไม่รู้จัก”
“มันเป็ขนมที่นิยมกันในต่างประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย อร่อยด้วยนะ”
“คุณตาคุณยายเก่งจัง ไปขนขนมจากประเทศนอกมาขายด้วย” อัญจรีเงยหน้าพูดตาใส
ชายชราหัวเราะร่วน “ตาไม่ได้ไปเอง ตาแค่รู้จักคนไปเอามาให้เท่านั้น”
“ขนมน่ากินจัง คงมีคนชอบเยอะแน่เลย”
“คนในเมืองชอบกันมาก ถ้าเป็วันหยุดจะมีคนมาซื้อเต็มร้านเลยนะ ว่าแต่หนูเถอะอยากกินขนมอันไหน”
อัญจรีเงยหน้ามองดูลูกกวาดหลากรสถุงใหญ่ที่วางอยู่จึงชี้และถามราคา “ถุงนั้นกี่บาทคะ”
“สี่สิบบาท มีตั้งร้อยเม็ด”
อัญจรียิ้มแหย “หนูมีแค่สิบบาท ซื้อไม่ได้”
สามีภรรยาหัวเราะครืน ฝ่ายภรรยารีบเดินไปที่โต๊ะเก็บเงินและหยิบขวดโหลพลาสติกติดมือมาด้วย
“น่ารักแบบหนู ยายไม่คิดเงิน หนูอยากได้กี่เม็ดก็หยิบไปเลย” เธอพูดอย่างใจดี
อัญจรีส่ายหน้า “แม่ห้ามไม่ให้กินของคนอื่นฟรี ๆ”
“แต่ถ้าเป็ของขวัญจากผู้ใหญ่ให้เด็ก แบบนี้กินฟรีได้” ชายชราคะยั้นคะยอต่อ
อัญจรีมองอย่างลังเล แม้จะเตือนว่าอย่าเห็นแก่ของกินเหมือนเด็ก ๆ แต่ร่างกายวัยห้าขวบในตอนนี้กลับไม่ยอมฟัง เธอกลืนน้ำลายดังเอื้อก
“เอาไปเถอะ ผู้ใหญ่ให้แล้วไม่รับมันไม่ดีนะ” คราวนี้ชายชราเป็ฝ่ายควักลูกกวาดที่เปลือกหุ้มมีสารพัดสีออกมานับสิบเม็ด “เป็ของขวัญที่ตากับยายให้ในวันที่เรารู้จักกันเป็วันแรกดีไหม” หลังจากนั้นก็ยัดลูกกวาดทั้งหมดใส่ในกระเป๋าเสื้อให้
“เอากลับไปแบ่งกินกับแม่ ตากับยายเปิดร้านทุกวัน ถ้าหนูมาวันไหนก็มาหาพวกเราได้ตลอดเลยนะ” พูดจบก็มองส่งเด็กหญิงจนมั่นใจว่าเดินกลับไปที่ร้านของแม่เธอเรียบร้อย ชายชราจึงเดินกลับเข้าร้านพร้อมรอยยิ้มเปื้อนหน้า
ทันทีที่ดวงฤทัยรู้ว่าตาวิรัชและยายสุภี เ้าของร้านขายของชำฝั่งตรงข้ามมีน้ำใจให้ขนมลูกสาวฟรี ๆ เธอก็ไม่รีรอที่จะตำน้ำพริกปลาและมอบผักสด ๆ ให้เป็การตอบแทนอีกหลายมัด หลังจากนั้น จากที่เคยแค่ส่งยิ้มให้กันมาโดยตลอด กลับกลายเป็สนิทสนมกันไปโดยปริยาย