เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำ
พื้นดินเปียกชื้นดังสลับกับเสียงหอบหายใจของทั้งคู่ พวกเขาเดินวนอยู่พักใหญ่ ต้นไม้ที่เห็นเมื่อครู่ กลับโผล่มาอยู่ข้างหน้าอีกครั้ง แม้จินจะไม่ยอมเอ่ยปาก…แต่ธัณก็รู้พวกเขากลับมาที่เดิม
“ไม่ใช่ทางนี้เหรอ?”
ธัณถามเสียงเรียบ ขณะที่จินเงียบ ฝ่ามือกำแน่นในร่มเสื้อแจ็คเก็ต ราวกับจะปั้นความมั่นใจให้ตัวเองอีกครั้ง ทันใดนั้น ฟ้าคำรามเสียงดังลั่น ลมแรงพัดใบไม้ฟุ้งกระจาย ก่อนที่หยาดฝนเม็ดโตจะเริ่มโปรยลงจากฟ้า
“บ้าจริง..มาตกอะไรเอาตอนนี้วะ!” จินพร่ำบ่นด้วยความโมโห
“ทางนี้!”
ธัณะโขึ้นเหนือเสียงฝน เขาดึงแขนจินให้วิ่งตามไปยังโขดหินขนาดใหญ่ที่มีรากไม้ย้อยลงมาปกคลุมเหมือนเพิงธรรมชาติ
ทั้งคู่พุ่งเข้าไปหลบใต้โขดหินแทบจะพร้อมกัน ไหล่ชนกันเล็กน้อย แต่ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงฝนเท่านั้นที่กระหน่ำอยู่รอบตัว ส่งผลให้จินกอดเข่าชิดตัว หอบหายใจถี่จากความเหนื่อยและอากาศเย็น
ขณะที่ธัณล้วงกระเป๋าเสื้อ สำรวจสิ่งที่พอจะมีเหลืออยู่ มือเขาัักับโลหะเย็นเฉียบ นั้นคือไฟแช็ก เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย แม้ไม่ใช่นิสัยที่ดีนัก แต่เขาก็มักพกมันเอาไว้เสมอ เผื่อวันที่เครียดจัดจำเป็ต้องใช้มันเพื่อผ่อนคลาย และวันนี้…มันกลับมีประโยชน์กว่าที่คิด
“ขอใบไม้แห้งตรงนั้นหน่อยสิคุณ?”
“จะทำอะไร?”
ธัณไม่ตอบ แต่เริ่มจับกิ่งไม้จัดมาตรงกลางโขดหิน จากนั้นจุดไฟแช็กในมือเปลวไฟสั่นไหวเล็กน้อยในอากาศเปียก แต่ก็ยังคงอยู่ ไม่นาน…กองไฟเล็ก ๆ ก็รุกพรึบขึ้นกลางความมืดชื้นของป่า
“นี่คุณสูบบุหรี่ด้วยเหรอ?”
จินรีบเอ่ยถาม ด้วยความสงสัย เพราะบุคลิกที่สุภาพเรียบร้อย ไม่น่าจะยุ่งเกี่ยวกับของแบบนี้ แต่คำถามนั้นราวกับเสียงฝน ธัณไม่สนใจที่จะตอบ เขาเอาแต่ต้องใจก่อไฟอย่างเงียบๆ
แสงไฟสะท้อนใบหน้าทั้งคู่เปล่งไออุ่นออกมาช้า ๆ เหมือนคลายบางสิ่งในอกให้ละลายลง
จินนั่งมองไฟเงียบ ๆ ขณะที่สายตาเหลือบมองใบหน้าของธัณที่กำลังเหม่อมองเปลวไฟอยู่ข้าง ๆ ไม่มีคำพูด ไม่มีรอยยิ้มสุภาพ
มีเพียง...ความเงียบสงบ กับลมหายใจอุ่น ๆ ของคนแปลกหน้าที่วันนี้อยู่ใกล้กันอย่างบังเอิญ
“ขอบคุณนะ”
จินพูดเบา ๆ เขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าคำขอบคุณนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่กองไฟแต่หมายถึงการที่ธัณไม่ถามอะไร ในเวลาที่เขาเองก็ยังไม่พร้อมที่จะตอบ
จินนั่งกอดเข่า มองปลายไฟเลียกิ่งไม้ช้า ๆ เขาเริ่มเอ่ยขึ้น ราวกับพูดเื่ทั่วไป
“คุณรู้ใช่ไหม ว่าที่ตรงนี้..เป็ป่าชุมชนที่อุดมสมบูรณ์มาเนิ่นนาน”
ธัณเหลือบมองเล็กน้อย แต่ก็ไม่ตอบในทันที
“ตอนผมเด็ก ๆ พ่อเคยพาไปเก็บเห็ดริมลำธารหลังหมู่บ้าน”
“ตอนนี้...แม้พ่อจะไม่เข้าป่าแล้ว แต่ก็ยังพูดถึง และอยากให้อยู่อย่างนี้ไปตลอด”
ถึงตรงนี้ธัณถึงกับขยับตัวนิดหน่อย ก่อนตอบจะส่งเสียงเรียบ
“ผมเข้าใจครับ ว่าความผูกพันกับพื้นที่มันไม่ใช่แค่เื่ดินหรือน้ำ”
“งั้นคุณก็น่าจะเข้าใจ ว่าทำไมพวกเราถึงไม่อยากให้ที่นี่กลายเป็ห้าง เป็บ่อน หรือสวนสนุก โรงแรมนั่น”
จินหันมาสบตาธัณสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา แล้วพูดต่อ
“มันไม่ใช่ความเจริญ…มันคือการลบตัวตนของคนกลุ่มหนึ่งให้หายไป”
ธัณถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก
“ท่านรองรัฐมนตรี ท่านเป็คนมีวิสัยทัศน์ แต่บางครั้งข้อมูลที่ท่านได้รับก็...ไม่ได้มาจากหลายมิติเพียงพอ”
“หน้าที่ของผม คือทำให้ท่านเห็นมุมอื่นด้วย”
จินย่นคิ้วเบา ๆ เขาไม่รู้ว่าธัณกำลังพูดคล้ายจะเข้าข้าง หรือกำลัง “กันตัวเอง” ออกห่างจากนโยบายนี้กันแน่ ราวกับว่าตัวเขานั้นก็ไม่เห็นด้วยกับการทำโครงการนี้สักเท่าไหร่
“คุณมีอำนาจมากกว่าที่คุณแสดงออก…คุณรู้ตัวใช่ไหม”
“คุณพูดแค่ประโยคเดียว อะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยนได้”
จินรีบเอ่ยต่อ ขณะที่ธัณหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ฮ่า ๆ คุณคิดว่าผมมีความสามารถมากขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ฉันคิดว่าคุณฉลาดพอที่จะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร”
ชายหนุ่มวัยเดียวกัน ต่างที่มาและมุมมองชีวิตที่อยู่คนละขั้ว หลบสายตามองไปทางเปลวไฟ ราวกับนัดหมาย ก่อนเอื้อมมือหยิบไม้แห้งมาใส่เพิ่มในกองไฟ เสียงไม้แตกดังเปรี๊ยะ ก่อนที่ธัณจะเอ่ยเบา ๆ
“คุณเป็คนพูดเก่งนะครับ แต่ระวังคำพูดคุณจะกลายเป็หลักฐานให้ใครบางคนใช้กลับมาเล่นงานทีหลัง”
จินกลอกตามองบน เมื่อตนกำลังถูกหลอกด่าแบบสุภาพชน
“ฉันไม่ใช่แกนนำ ไม่ได้มีพรรค ไม่ได้มีเวที…แค่เป็คนที่ไม่อยากเห็นต้นไม้ถูกถอนราก”
“และก็เป็คนที่…ติดอยู่ใต้โขดหินกับคุณตอนนี้”
ธัณหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม
“คุณหมายความว่ายังไง?”
“ก็หมายความว่า…ถ้าไฟดับ คุณก็ต้องรับผิดชอบ”
จินยักไหล่ ทำหน้าเรียบเฉยแต่หางตาแอบจับสีหน้าอีกฝ่าย และนี่เอง…คือครั้งที่สองที่จินได้เห็นรอยยิ้มจริง ๆ ของธัณ ไม่มีมารยาททางการเมือง ไม่มีความเกร็งกลัวกล้องสื่อ แค่…รอยยิ้มของคนธรรมดา ที่ดูแล้ว ทำให้หัวใจเขาเบากว่าที่เคย
“คุณยิ้มอะไร?”
จินถามขณะหันข้างมองอีกฝ่ายตาแป๋ว ไฟกองเล็กสะท้อนแววใสในดวงตาเขา
“ไม่มีอะไร”
ธัณตอบ แต่ปากยังมีรอยยิ้มติดอยู่เขาเบือนหน้าหนีอย่างเนียน ก่อนพูดเบา ๆ
“แค่ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าพูดกับผมแบบนี้”
จินหัวเราะเบา ๆ
“คุณหมายถึงแบบที่คนทั่วไปไม่กล้าใช้คำว่า ‘เฮ้’ ใส่คุณน่ะเหรอ?”
“ฉันไม่ชินกับการที่ใครๆ เรียกคุณว่า ‘ท่านเลขาธีรเทพ’ หรืออะไรแบบนั้นน่ะ ขอโทษทีนะครับ..คุณเลขา..ธัณ”
จินแกล้งพูด ขณะที่ธัณหันกลับมาจ้องมอง ส่งผลให้จินยิ้มบาง เป็รอยยิ้มตรงไปตรงมาแบบคนที่ไม่ได้คิดจะเอาชนะ หรือ้าผลประโยชน์ใดๆ ไม่มีเล่ห์ ไม่มีประโยชน์ มีแต่ “ตัวตนจริงๆ”
“ไม่มีใครเรียกผมแบบนั้นนานแล้ว”
ธัณพูดเบา ๆ น้ำเสียงนุ่มจนเหมือนจะละลายไปกับไออุ่นของเปลวไฟ
“มีแต่คุณแม่ ที่ยังเรียกตอนโทรมาหา”
“ถ้าฉันเรียกแบบนั้นอีก คุณจะว่ายังไง?”
“คุณธัณ?”
จินลองเรียกชื่อเล่นของธัณ ราวกับคนสนิทดูอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มซน ๆ จนทำให้ธัณถอนหายใจยาว แต่ก็ไม่ได้ห้าม กลับกันเขาเอาแต่เงียบ
และความเงียบนั้น กลับอธิบายความรู้สึกได้มากกว่าคำใด ๆ เขาไม่คิดว่าในความเงียบ ความเปียก การหลงทางในวันนี้ เขาจะได้เจอใครบางคน
คนที่ใช้เสียงเรียกชื่อเขา ราวกับคนรักเก่า ที่มีโทนเสียงเหมือนกันได้ขนาดนี้ ที่สำคัญจินไม่ได้พยายามทำให้เขารู้สึกพิเศษแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เขา “รู้สึกพิเศษ” อย่างไม่รู้ตัว
“ผมไม่ชอบ..พวกหน้าซื่อใจคดหรอกนะ”
ธัณพูดขึ้นมา เสียงเขานิ่ง แต่แฝงความเปราะบางเล็ก ๆ ที่ไม่เคยแสดงออก เหตุจากปมชีวิตรักที่ผ่านมาของเขา
“แต่คุณ...คุณมันหน้าซื่อจริง ๆ”
จินถึงกับเลิกคิ้ว เมื่ออยู่ดีๆ ก็ถูกอีกฝ่ายต่อว่า และดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลอีกเสียด้วย
“คะ..คุณ คุยกับผม หรือจะด่าใครหรือเปล่า..คุณเลขาฯ?”
ธัณหัวเราะในลำคอ ครั้งแรกในรอบหลายเดือน ที่เสียงหัวเราะนี้ ไม่ใช้เพื่อการรักษาภาพลักษณ์
“ผมก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน”
“ชิ!” จินเป่าปากทำตาค้อนเบาๆ ราวกับทำกับเพื่อนสนิท
ซ่า...ซ่า....
เสียงฝนยังคงโปรยปรายเบา ๆ ราวม่านบาง ๆ ที่ปกคลุมโลกใบนี้ให้เงียบสงบ ทั้งป่าเงียบ มีเพียงเสียงเปลวไฟแตกเปรี๊ยะเบา ๆ เป็จังหวะ
เงาเปลวไฟไหวสะท้อนอยู่บนดวงหน้าอ่อนล้าของจิน ที่เอนหลังพิงโขดหินด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ธัณหันมองอีกครั้ง ชายหนุ่มหน้าใสที่เอาแต่พูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุดเมื่อครู่…มาตอนนี้กลับหลับไปอย่างเงียบ ๆ ลมหายใจสม่ำเสมอ ราบเรียบ
เขาหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างใช้ความคิด เงาของเปลวไฟวาดทับลงบนใบหน้าของจิน ซ้อนทับกับความทรงจำเก่าๆ ที่เขาเก็บไว้ในลิ้นชักลึกที่สุดของหัวใจ
“เหมือน…”
เขาคิดในใจ แต่ไม่อยากให้ความคิดนั้นเติบโต ในรูปร่างแบบนี้ น้ำเสียงแบบนี้…แววตาเวลาพูดเื่ความยุติธรรม มันเหมือน ‘ใครคนนั้น’ คนที่ธัณเคยรักและไม่เคยลืม คนที่หายไปจากชีวิตเขา เพราะเหตุผลเดียว…
“ลูกจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงเท่านั้น เพื่อเชิดหน้าวงศ์ตระกูล”
คำพูดเย็นเยือกของพ่อวันนั้น ยังคงดังสะท้อนอยู่ในใจแม้เวลาจะผ่านมาหลายปี ธัณยกมือขึ้นดึงชายเสื้อคลุมให้คลุมตัวจินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้รู้ตัวเลย ว่ามือของเขาสั่นเล็กๆ
“อื้อ… ธัณ…”
เสียงเรียกในละเมอเบา ๆ ทำให้เขาชะงัก สายตาเหลือบมองใบหน้าจิน ที่ยังหลับพริ้ม แต่ริมฝีปากคล้ายจะยิ้ม
น้ำเสียงนั้น…ละมุน คล้ายเกินไปกับเสียงที่เขาคิดถึง หัวใจของธัณเต้นแ่อย่างไม่เป็จังหวะ เขาหลับตาลงชั่วครู่ ราวกับพยายามตัดภาพซ้อนนั้นออกจากหัว ก่อนจะลืมตาขึ้น และมองอีกฝ่ายใหม่อีกครั้ง คราวนี้ เขาเห็นเป็ “จิน” จริง ๆ ไม่ใช่เงาของใคร คนเก่า ไม่ใช่ความทรงจำที่ยังฝังใจ
แต่เป็ ใครบางคน ที่เขายังรู้แม้แต่ชื่อ แต่กำลังเข้ามาสั่นไหวหัวใจของเขา…อย่างเงียบ ๆ
“คุณนี่…มันอันตรายจริงๆ”
เขาพึมพำยกความผิดให้คนที่นอนหลับอยู่ เพราะดันมาสะกิดหัวใจของเขาให้…หวั่นไหว
แสงไฟริบหรี่สาดเงาล้อกับเปลวเปียกจากไม้ชื้น ธัณมองกิ่งไม้ไม่กี่ท่อนที่ยังพอมีไฟติดอยู่ เขาขมวดคิ้ว ก่อนตัดสินใจ
“ไม่น่าจะพอถึงเช้า…”
ฝนหยุดตกแล้ว แต่พื้นยังเฉอะแฉะ เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น และก้าวเดินอย่างระวัง รองเท้าหนังขัดเงาเรียบหรูคู่แพงของเขา…กลายเป็ศัตรูคนละขั้วกับพื้นป่าลื่น ๆ เบื้องหน้า
“อ๊ะ..โอ๊ย!”
เสียงร้องพร้อมแรงลื่นไถลกระแทกพื้น ทำให้จินสะดุ้งตื่น เปลือกตาสีน้ำตาลเปิดขึ้น ก่อนจะหมุนตัวมองไปรอบ ๆ
“คุณธัณ?!..คุณ”
“อยู่ทางนี้!”
เสียงะโตอบกลับจากมุมมืด ทำให้จินรีบคว้ากิ่งไม้ข้างตัวมาเป็ไม้เท้า ก่อนวิ่งลุยใบไม้เปียกฝ่าความมืดออกไป
เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็หยุดชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นร่างสูงของธัณนั่งจมกองใบไม้
“โธ่เอ๊ย... คุณนี่มัน…”
“ผมก็แค่..ออกไปหาไม้ฟืนเพิ่ม กลัวคนหลับจะหนาว…”
ธัณพูดเรียบ ๆ เหมือนจะทำให้ความผิดพลาดของตัวเอง ดูไม่น่าอายเกินไป ขณะที่จินหัวเราะในลำคอ ก่อนจะย่อตัวลงไปช่วย
“โรแมนติกใช้ได้เลยนะคุณเลขาฯ แต่คราวหน้า ช่วยใส่บูทมาด้วยก็น่าจะดีนะ”
ธัณกลอกตามองบน กับพูดของอีกฝ่ายที่ดูประชดเหน็บแนมเื่การแต่งตัวของเขา
“ขอโทษที่รองเท้าผม..มันทำให้คุณไม่สบายใจนะ…”
เขาขยับตัวลุกขึ้น แต่เมื่อเท้าข้างหนึ่งลงพื้นกลับรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมา
“อ๊ะ!..อื้อ.ซี๊ด....”
ธัณส่งเสียงร้องออกมาอย่างห้ามไม่ทัน ทำให้จินรีบหันมองทันที
“เจ็บตรงไหน?”
“ข้อเท้า..อ่ะ..โอ๊ย!” ธัณกัดฟันตอบเบา ๆ
หลังจากประคองกลับมาถึงโขดหิน จินลากตัวธัณให้นั่งลง แล้วรีบย่อตัวลงตรงหน้า
“ถอดรองเท้าออกเลย เดี๋ยวผมดูให้”
“ไม่ต้อง! ผมจัดการเองได้”
“อย่าดื้อได้ไหม? ถ้าข้อเท้าเจ็บเดินไม่ได้จริง ๆ แล้วจะยุ่ง”
จินพูดพร้อมคว้าเท้าของธัณ
“นิ่งๆ อย่าขยับครับคุณเลขาฯ”
ธัณถอนหายใจยอมจำนน และไม่นาน
“โอ๊ย!..อื้อ..”
เสียงร้องดังลั่น เมื่อจินกดเบา ๆ ตรงข้อเท้า
“น่าจะ..ข้อเท้าพลิกแน่นอน”
จินหันซ้ายหันขวา มองหาไม้ขนาดเล็ก ๆ หลายท่อน ก่อนจะเริ่มทำการ ขันชะเนาะ อย่างลวก ๆ แต่ก็ดันไม่มีเชือก
“ไม่มีอะไรผูกเลยแฮะ…”
จินลุกขึ้นยืนอย่างรีบเร่ง แล้วเอามือล้วงชายเสื้อของตัวเอง ก่อนจะเริ่ม…ถอดเข็มขัด
“ดะ..เดี๋ยว! คุณจะทำอะไร?”
ธัณเบิกตากว้าง ร้องเสียงหลงด้วยความตื่นใ พลันคิดอะไรที่ทะลึ่งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“นี่! ฉันไม่ได้จะปล้ำคุณก็แล้วกันน่า..ทะลึ่ง!”
จินกลอกตา รีบดึงเข็มขัดหนังออกมาจากเอวตน
“ก็แค่จะรัดขา ขันชะเนาะให้ เท้าจะได้ไม่บวมเยอะ..เข้าใจ!”
ธัณถึงกับหยุดชะงัก ก่อนจะเบือนหน้าหลบสายตาของจิน เพราะดันคิดทะลึ่งอย่างที่อีกฝ่ายต่อว่าจริงๆ
ในขณะที่จินยิ้มบาง ๆ เขาคุกเข่ารัดไม้ฟืนรอบข้อเท้าอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง ถึงแม้จะไม่ได้เนี๊ยบแบบพยาบาล แต่ทุกอย่างเต็มไปด้วยความใส่ใจ
กองไฟยังส่งเปลวอุ่น หลังจากจินขันชะเนาะให้ธัณเรียบร้อย เขาก็ออกไปเก็บฟืนมาเพิ่มก้องใหญ่
หลังจากนั้นจินนั่งก็ทิ้งตัวนั่งลงที่เดิมของเขา ในขณะที่ธัณนั่งมองการกระทำของอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ เขาค่อยๆ เก็บเกี่ยวความรู้สึกบางอย่างในใจ…ที่กำลังอุ่นขึ้นกว่าเปลวไฟในกองนั้น
ขณะอีกฝ่ายนั่งเป่ามือให้ตัวเอง หน้าตาจริงใจ ไม่มีจริต ท่าทางโก๊ะ ๆ แต่กลับทำให้หัวใจเขาสั่นได้ง่ายกว่าทุกคนที่เคยพบ
“นี่คุณ…” จินแอบเห็นสายตาอีกฝ่ายมอง
“หืม?”
“มีอะไรจะถามผมหรือเปล่า.?”
“เปล่า…แค่จะบอกเอ่อ…” ธัณเงียบไปครู่หนึ่ง
“ขอบคุณ”
จินได้ยินถึงกับชะงัก มองหน้าอีกฝ่ายที่แกล้งทำนิ่ง ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปากบางๆ แบบที่ทำให้คนฟังไม่รู้ว่าจะเขิน หรือจะหมั่นไส้ดี
“ยินดีครับ…คุณธัณ”
จินเอ่ยชื่อของเขาด้วยน้ำเสียงแบบนั้นอีกแล้ว มันมีทั้งความอ่อนโยน น่ารัก จนเหมือนเสียงใครสักคนในอดีต แต่ตอนนี้…มันเป็เสียงคนตรงหน้า
......................................