บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 12 เทียบเชิญจากตำหนักคุนหนิง
รุ่งอรุณของจวนเสิ่นไม่ได้เริ่มต้นด้วยเสียงไก่ขัน
แต่มันเริ่มต้นด้วยเสียงประตูสุสานบรรพชนถูกปิดลงอย่างหนักหน่วง
ปัง!
เสียงนั้นดังสะท้อนไปทั่วลานด้านหลังของจวน ทำให้บ่าวไพร่ที่เดินผ่านต่างสะดุ้งและรีบก้มหน้าต่ำ ไม่มีผู้ใดกล้าเงยตามองไปทางสุสานบรรพชน เพราะั้แ่ยามฟ้ายังไม่สว่าง พ่อบ้านเฉินก็พาคนของท่านแม่ทัพไปตรวจที่นั่น ก่อนพบว่าแผ่นโลหิตเก่าแก่ของตระกูลเสิ่นหายไปจริง และบนแท่นบูชาบรรพชนมีเศษผ้าไหมสีเหลืองทองปักลายหงส์ครึ่งปีกวางทิ้งไว้ราวกับคำเยาะเย้ย
เมื่อข่าวนี้ไปถึงหูเสิ่นจื้อหยวน แม่ทัพใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นไม่ได้ะโ ไม่ได้ทุบโต๊ะ และไม่ได้สั่งลงโทษใครทันที
เขาเพียงเงียบ
แต่ความเงียบของเขาน่ากลัวกว่าความโกรธใด ๆ
ทั้งจวนเสิ่นจึงเหมือนถูกน้ำแข็งปกคลุมั้แ่เช้า
เรือนตะวันออกของฮูหยินรองปิดประตูเงียบสนิท เสิ่นอวี้หรงอ้างว่าป่วย ไม่ออกมาทานอาหารเช้า ส่วนฮูหยินรองส่งคนมาแจ้งว่านางหวาดกลัวเื่ซูเหลียนมากจนเป็ลมล้มพับไปหลายครั้ง ต้องพักผ่อนในเรือน ไม่สะดวกมาคำนับนายท่าน
ข้ออ้างนั้นฟังดูน่าสงสารมากพอสำหรับคนนอก
แต่สำหรับเสิ่นเยว่หลัน มันช่างอ่อนแอเกินไป
ฮูหยินรองไม่ใช่คนที่ล้มพับเพราะความกลัวง่าย ๆ
นางกำลังหลบ
หลบสายตาของท่านพ่อ หลบคำถามเื่สุสานบรรพชน และหลบความจริงที่ว่านางเป็ผู้ดูแลกุญแจเรือนในมาหลายปี
หากแผ่นโลหิตถูกขโมยออกไปจริง คนแรกที่ควรให้คำอธิบายคือนาง
ในเรือนหลันฮวา เสิ่นเยว่หลันนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือด้วยใบหน้าซีดกว่าปกติ ร่างกายของนางยังอ่อนแรงจากการใช้พลังผนึกเมื่อคืน แต่ดวงตากลับสงบนิ่งจนชิงหลัวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ่งกังวล
“คุณหนู ดื่มน้ำแกงร้อนสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ” ชิงหลัววางถ้วยน้ำแกงไก่ลงเบา ๆ “ั้แ่เช้าท่านยังไม่ได้กินอะไรเลย”
เยว่หลันมองถ้วยน้ำแกง แต่ไม่ได้ยกขึ้นดื่มทันที
ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจชิงหลัว
แต่หลังจากผ่านชาพิษ โสมพิษ และกล่องไม้ที่เืไหลเอง นางพบว่ามือของตนเริ่มลังเลกับทุกสิ่งที่ถูกยื่นมาให้โดยอัตโนมัติ แม้สิ่งนั้นจะมาจากคนที่นางเชื่อใจที่สุดก็ตาม
ชิงหลัวเห็นแววตานั้นแล้วใจหายทันที
“คุณหนู น้ำแกงนี้บ่าวต้มเองกับมือ ั้แ่เชือดไก่ ล้างสมุนไพร ไปจนถึงยกหม้อขึ้นจากเตา ไม่มีผู้ใดแตะต้องเ้าค่ะ”
คำอธิบายรีบร้อนนั้นทำให้เยว่หลันได้สติ
นางเงยหน้ามองชิงหลัว เห็นดวงตาแดง ๆ ของสาวใช้ที่พยายามซ่อนความเ็ปไว้ นางจึงรู้ว่าความระแวงของตนอาจกลายเป็มีดเล็ก ๆ ที่บาดคนที่อยู่ข้างนางโดยไม่ตั้งใจ
“ข้ารู้” เยว่หลันกล่าวเสียงเบา “ข้าเพียงคิดเื่อื่นอยู่”
นางยกถ้วยน้ำแกงขึ้นดื่มหนึ่งคำ ความอุ่นของมันไหลผ่านลำคอและทำให้ร่างกายที่เย็นมาทั้งคืนผ่อนลงเล็กน้อย
ชิงหลัวถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เมื่อคืนท่านน่ากลัวมากเ้าค่ะ” นางพูดเบา ๆ “ไม่ใช่ท่านน่ากลัว แต่สิ่งที่อยู่รอบตัวท่านต่างหาก บ่าวรู้สึกเหมือนมีคนจำนวนมากยืนอยู่ในห้อง ทั้งที่มองไม่เห็นใครเลย”
เยว่หลันวางถ้วยลง
“เ้ากลัวหรือไม่”
ชิงหลัวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์ “กลัวเ้าค่ะ”
เยว่หลันมองนาง
ชิงหลัวรีบกล่าวต่อ “แต่บ่าวไม่ได้กลัวคุณหนู บ่าวกลัวว่ามีบางสิ่งจะพรากท่านไปต่อหน้าบ่าว แล้วบ่าวช่วยอะไรไม่ได้ เหมือนชาติก่อน…”
คำว่า “ชาติก่อน” เกือบหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว
ชิงหลัวหยุดทันที ใบหน้าซีดลง
นางไม่รู้ว่าตนเองพูดอะไรออกไป ทำไมจู่ ๆ คำนี้จึงผุดขึ้นมาในหัวเหมือนความรู้สึกที่ไม่มีที่มา นางไม่เคยมีชาติก่อนในความทรงจำ แต่เมื่อคืนตอนเห็นคุณหนูทรุดลง นางกลับรู้สึกเหมือนเคยสูญเสียคนตรงหน้าไปแล้วครั้งหนึ่ง ความกลัวนั้นรุนแรงจนทำให้หัวใจเ็ปอย่างไม่มีเหตุผล
เสิ่นเยว่หลันนิ่งไป
บางทีเศษเงาของชาติก่อนอาจไม่ได้ติดอยู่กับนางเพียงคนเดียว
บางทีคนที่รักนางจริง ๆ อาจมีความรู้สึกบางอย่างหลงเหลือ แม้จำไม่ได้ก็ตาม
นางยื่นมือไปจับมือชิงหลัว
“ชิงหลัว ข้ายังอยู่”
เพียงประโยคเดียว น้ำตาของสาวใช้ก็แทบร่วง
“เ้าค่ะ คุณหนูต้องอยู่ต่อไปนาน ๆ นะเ้าคะ”
เยว่หลันบีบมือนางเบา ๆ “ข้าจะพยายาม”
“ไม่ใช่พยายามเ้าค่ะ ต้องอยู่เ้าค่ะ”
น้ำเสียงดื้อรั้นของชิงหลัวทำให้เยว่หลันยิ้มจาง ๆ เป็ครั้งแรกของเช้านั้น
“ได้ ข้าต้องอยู่”
แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะเสียงฝีเท้าหนักแน่นของเสิ่นจื้อหยวนดังขึ้นหน้าประตูเรือน
ชิงหลัวรีบเช็ดน้ำตาแล้วถอยไปด้านข้าง
เสิ่นจื้อหยวนเข้ามาพร้อมพ่อบ้านเฉิน สีหน้าของเขายังคงเย็นและเคร่งเครียด ในมือมีม้วนผ้าไหมสีขาวเก่าม้วนหนึ่ง เขายื่นให้พ่อบ้านเฉินวางบนโต๊ะ ก่อนนั่งลงตรงข้ามบุตรี
“หลันเอ๋อร์” เขากล่าว “เ้าบอกว่าจะเล่าเื่ที่เ้ารู้ให้พ่อฟัง”
เสิ่นเยว่หลันรู้ว่า่เวลานี้หนีไม่พ้นแล้ว
นางหันไปมองชิงหลัว “เ้าออกไปเฝ้าหน้าประตูก่อน ห้ามผู้ใดเข้าใกล้”
ชิงหลัวรับคำ แม้เป็ห่วง แต่ก็ถอยออกไปอย่างเชื่อฟัง พ่อบ้านเฉินเองก็ขยับออกไปยืนด้านนอก เหลือเพียงพ่อลูกสองคนในห้อง
ความเงียบทอดยาวอยู่ระหว่างพวกเขา
เสิ่นจื้อหยวนมองบุตรีของตนด้วยสายตาหนักแน่น แต่ในความหนักแน่นนั้นมีความกังวลแบบบิดาซ่อนอยู่ เขาเห็นนางเปลี่ยนไป เห็นนางพูดจาเฉียบคม เห็นนางยืนต่อหน้าศพโดยไม่สั่น เห็นนางสั่งเืบนพื้นให้สงบด้วยถ้อยคำที่ไม่ใช่ภาษาของสตรีในเรือนหลัง และเห็นฉีหลิงอ๋องปรากฏในห้องของนางยามกลางคืนอย่างคุ้นเคยกับเื่ประตูผนึกมากเกินไป
มีคำถามมากมายที่เขา้าคำตอบ
แต่คำถามแรกที่ออกจากปากเขากลับไม่ใช่เื่ผนึก ไม่ใช่เื่อ๋อง และไม่ใช่เื่สำนักลึกลับ
“เ้าต้องเ็ปมากใช่หรือไม่”
เสิ่นเยว่หลันชะงัก
นางเตรียมคำอธิบายไว้หลายแบบ เตรียมว่าจะเล่าเื่เห็นิญญาอย่างไร เตรียมว่าจะพูดเื่ฉีหลิงอ๋องให้บิดายอมรับแค่ไหน แต่ไม่ทันคิดว่าบิดาจะถามเช่นนี้ก่อน
เสิ่นจื้อหยวนมองนาง ดวงตาคมเข้มอ่อนลง
“พ่อไม่รู้ว่าเ้าเจออะไรมา แต่พ่อรู้ว่าเด็กคนหนึ่งไม่อาจเปลี่ยนเป็คนเช่นเ้าในวันนี้ได้โดยไม่เ็ป หลันเอ๋อร์ พ่ออยากรู้ความจริง แต่พ่ออยากรู้ก่อนว่าเ้ายังไหวหรือไม่”
เสิ่นเยว่หลันก้มหน้าลงทันที
คำถามนั้นเกือบทำให้นางพังทลายยิ่งกว่าประตูผนึกเมื่อคืนเสียอีก
คนอื่นถามว่านางรู้อะไร
ถามว่านางเห็นอะไร
ถามว่านางมีหลักฐานหรือไม่
แต่บิดาถามว่านางยังไหวหรือไม่
นางกำมือบนตักแน่น กลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้หลุดออกมา
“ลูกไหวเ้าค่ะ”
“อย่าโกหกพ่อ”
เสียงนั้นไม่ได้ดุ แต่หนักแน่น
น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนหลังมือนางในที่สุด
เสิ่นเยว่หลันรีบก้มหน้าให้ต่ำลง แต่เสิ่นจื้อหยวนเห็นแล้ว เขาไม่พูดอะไร เพียงนั่งเงียบ รอให้นางมีเวลารวบรวมตนเอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เยว่หลันจึงค่อย ๆ เอ่ย
“หลังจากป่วยครั้งนั้น ลูกเริ่มได้ยินเสียงคนตายเ้าค่ะ”
นี่คือครึ่งหนึ่งของความจริง
เป็ครึ่งหนึ่งที่บิดานางพอรับได้ในตอนนี้
เสิ่นจื้อหยวนไม่ได้ใมากอย่างที่นางคิด เขาเพียงหลับตาลงช้า ๆ ราวกับสิ่งที่หวาดกลัวได้รับการยืนยันแล้ว
“เหมือนมารดาเ้า”
เยว่หลันเงยหน้าทันที “ท่านพ่อรู้หรือเ้าคะ”
เขาพยักหน้า “ตอนแต่งงานกันใหม่ ๆ นางเคยบอกพ่อว่าสตรีบางคนในสายเืเสิ่นฝ่ายมารดาสามารถได้ยินเสียงผู้ตาย พ่อคิดว่านางหมายถึงความเชื่อเก่าแก่ของตระกูล ไม่เคยคิดว่าจะเป็เื่จริง จนคืนหนึ่งนางบอกพ่อว่ามีทหารที่ตายในชายแดนมาหา นางบอกชื่อหมู่บ้านและตำแหน่งหลุมฝังศพ พ่อส่งคนไปตรวจ แล้วพบจริง”
หัวใจเยว่หลันเต้นแรงขึ้น
มารดาของนางก็เห็นิญญา
ไม่ใช่เพียงนาง
“เหตุใดท่านพ่อไม่เคยบอกลูก”
“เพราะมารดาเ้าขอไว้” เสิ่นจื้อหยวนกล่าว “นางบอกว่าหากเ้าไม่มีพร์นี้ก็อย่าให้เ้ารู้ เพราะมันไม่ใช่ของขวัญ แต่เป็ภาระ หากวันหนึ่งเ้ามี นางจะเป็คนสอนเ้าเอง”
ความเจ็บไหลผ่านหัวใจเยว่หลันอย่างเงียบงัน
มารดาไม่ได้มีโอกาสสอนนาง
เพราะถูกฆ่าก่อน
“หลังจากมารดาเ้าตาย พ่อเก็บเื่นี้ไว้ เพราะคิดว่ามันจะจบลงกับนาง” เสิ่นจื้อหยวนเสียงต่ำลง “พ่อโง่เอง”
“ท่านพ่อไม่ได้โง่เ้าค่ะ” เยว่หลันกล่าว “คนที่ผิดคือคนที่ทำให้นางพูดต่อไม่ได้”
เสิ่นจื้อหยวนกางม้วนผ้าไหมเก่าบนโต๊ะ
บนผ้านั้นมีลายมือของมารดา เยว่หลันจำได้ทันที หัวใจของนางเหมือนถูกบีบแน่นเมื่อเห็นตัวอักษรอ่อนโยนและงดงามที่ไม่ได้เห็นมานาน
“นี่คือสิ่งที่พ่อพบในสุสานบรรพชนหลังแผ่นโลหิตหาย” เสิ่นจื้อหยวนกล่าว “มันถูกซ่อนอยู่หลังป้ายบรรพชนของมารดาเ้า คงเป็สิ่งที่นางทิ้งไว้ก่อนตาย”
เยว่หลันก้มอ่านตัวอักษรบนผ้าไหม
“หากวันใดแผ่นโลหิตถูกขโมย และปิ่นเหมยทองตื่นขึ้นอีกครั้ง แปลว่าสำนักผนึกิญญายังไม่ตาย
อย่าไว้ใจตำหนักคุนหนิง
อย่าให้หลันเอ๋อร์เข้าวังเพียงลำพัง
และหากฉีหลิงอ๋องปรากฏตัว จงฟังเขา แต่อย่าเชื่อเขาทั้งหมด”
ลมหายใจของเยว่หลันสะดุด
แม้กระทั่งเื่ฉีหลิงอ๋อง มารดาก็ทิ้งคำเตือนไว้
เสิ่นจื้อหยวนมองข้อความนั้น สีหน้าซับซ้อน “มารดาเ้ารู้มากกว่าที่พ่อคิด”
“นางพยายามหยุดสำนักผนึกิญญาเ้าค่ะ” เยว่หลันกล่าวเสียงเบา “ฉีหลิงอ๋องบอกเช่นนั้น”
เสิ่นจื้อหยวนหันมามองนาง “เ้าพบเขาั้แ่เมื่อไร”
เยว่หลันเงียบไปครู่หนึ่ง
นี่คือคำถามที่ยากที่สุดข้อหนึ่ง
นางไม่อาจบอกว่าพบเขาครั้งแรกบนลานปะาชาติก่อน
“หลังเื่สวนเหมยเ้าค่ะ เขาส่งข้อความเตือนเื่ประตูใต้กระดูกเสี่ยวถง ลูกจึงไปพบเขาเพื่อถามความจริง”
“เ้าลอบออกจากจวนกลางคืนไปพบเขา?”
น้ำเสียงของเสิ่นจื้อหยวนเย็นขึ้นทันที
เยว่หลันก้มหน้า “ลูกผิดไปแล้วเ้าค่ะ”
“เ้ารู้หรือไม่ว่ามันอันตรายเพียงใด”
“รู้เ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดยังไป”
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้น “เพราะถ้าไม่ไป ลูกอาจไม่รู้ว่าประตูใต้สวนเหมยคืออะไร และเมื่อคืนเราอาจหยุดมันไม่ทัน”
เสิ่นจื้อหยวนพูดไม่ออก
เหตุผลถูกต้อง แต่หัวใจของบิดาไม่อาจยอมรับได้ง่าย ๆ ว่าบุตรีต้องออกไปเผชิญอันตรายกับอ๋องผู้มีข่าวลือเป็ปีศาจเพราะเขาผู้เป็พ่อรู้เื่ช้าเกินไป
“ั้แ่นี้ไป หากเ้าต้องพบฉีหลิงอ๋อง ต้องบอกพ่อก่อน”
เยว่หลันชะงักเล็กน้อย “ท่านพ่อ…”
“พ่อไม่ได้ห้ามเ้าใช้ประโยชน์จากเขา” เสิ่นจื้อหยวนกล่าวเสียงเข้ม “แต่พ่อไม่ยอมให้เ้าไปพบเขาตามลำพังอีก”
คำว่า “ใช้ประโยชน์” ทำให้นางแทบหลุดยิ้ม
ท่านพ่อช่างตรงไปตรงมายิ่งนัก
“เ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนม้วนผ้าไหมกลับอย่างระมัดระวัง “ส่วนเื่เข้าวัง…”
เสียงของเขาเย็นลงทันที
“พ่อไม่อนุญาต”
เสิ่นเยว่หลันไม่ได้แปลกใจ
“แต่หากฮองเฮามีราชเสาวนีย์ลงมา ท่านพ่อปฏิเสธไม่ได้ง่าย ๆ เ้าค่ะ”
“พ่อจะขอเข้าเฝ้าฝ่าาก่อน”
“ศัตรูคงคาดไว้แล้ว” เยว่หลันกล่าว “พวกเขาไม่ส่งเทียบเชิญธรรมดาแน่”
ราวกับฟ้า้ายืนยันคำพูดของนาง เสียงบ่าวด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ
“นายท่าน! คุณหนูใหญ่! มีขันทีจากวังหลวงมาถึงหน้าจวนขอรับ!”
เสิ่นจื้อหยวนลุกขึ้นทันที
เยว่หลันหลับตาลงชั่วครู่
มาแล้ว
เร็วเกินไป
และแม่นยำเกินไป
ไม่นาน ลานหน้าเรือนใหญ่ของจวนเสิ่นก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดอีกครั้ง
ขันทีวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่กลางลาน สวมชุดสีม่วงเข้มของตำหนักคุนหนิง ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบางที่ไม่ถึงดวงตา ข้างหลังเขามีนางกำนัลสี่คนถือถาดผ้าไหมและกล่องของขวัญ ส่วนทหารวังอีกหกนายยืนเรียงแถวอยู่หน้าประตูจวน
นี่ไม่ใช่การเชิญ
นี่คือการประกาศให้จวนเสิ่นรู้ว่า ผู้ที่ส่งคนมาคือฮองเฮา
เสิ่นจื้อหยวนเดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าเ็า เสิ่นเยว่หลันเดินตามหลังบิดาอย่างสงบ ฮูหยินรองและเสิ่นอวี้หรงก็จำต้องออกมาด้วย แม้ใบหน้าของฮูหยินรองจะซีดอยู่บ้าง แต่นางยังพยายามรักษาท่าทีอ่อนโยน ส่วนอวี้หรงเมื่อเห็นคนจากตำหนักคุนหนิง ดวงตาก็วูบไหวเล็กน้อย
เยว่หลันเห็น
และจำไว้
ขันทีผู้นั้นยิ้มแล้วคำนับอย่างมีพิธี
“คารวะแม่ทัพเสิ่น คุณหนูใหญ่เสิ่น ฮองเฮาทรงได้ยินว่าจวนเสิ่นเกิดเื่ไม่สงบ และคุณหนูใหญ่เพิ่งฟื้นจากไข้หนัก พระนางทรงเป็ห่วงยิ่งนัก จึงมีราชเสาวนีย์ให้คุณหนูใหญ่เข้าวังพรุ่งนี้ เพื่อรับน้ำมนต์จากตำหนักคุนหนิงและให้หมอหลวงตรวจชีพจร”
เสิ่นจื้อหยวนตอบทันที “บุตรีข้าเพิ่งฟื้น ร่างกายยังไม่เหมาะเดินทาง ข้าขอขอบพระทัยในพระเมตตาของฮองเฮา แต่คงต้องขอเลื่อนออกไปก่อน”
ขันทีผู้นั้นยังคงยิ้ม
“แม่ทัพเสิ่น ฮองเฮาทรงคาดไว้แล้วว่าท่านคงเป็ห่วงคุณหนูใหญ่ จึงมีรับสั่งเพิ่มเติมว่า รถม้าวังจะมารับถึงหน้าจวน และพระนางจะให้หมอหลวงดูแลตลอดทาง ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล”
“ข้าบอกว่านางไม่สะดวก”
รอยยิ้มของขันทีจางลงเล็กน้อย แต่ยังสุภาพ
“แม่ทัพเสิ่น ราชเสาวนีย์จากฮองเฮามิใช่เทียบเชิญธรรมดา”
บรรยากาศในลานเย็นลงทันที
บ่าวไพร่ทั้งหมดก้มหน้าต่ำ ไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง
เสิ่นจื้อหยวนดวงตาคมกริบ “เ้ากำลังใช้ฮองเฮามาข่มข้าหรือ”
ขันทีรีบก้มศีรษะ “ข้าน้อยมิกล้า เพียงแต่ฮองเฮาทรงเป็ห่วงคุณหนูใหญ่จริง ๆ อีกทั้งองค์ชายสามก็ทรงกราบทูลเื่อาการป่วยของคุณหนูใหญ่ไว้ พระนางจึงเมตตาเป็พิเศษ”
องค์ชายสาม
หลี่จวินเฉิงอีกแล้ว
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเย็นในใจ
เขาเพิ่งนำกล่องโสมพิษเข้าจวนเมื่อวาน วันนี้ฮองเฮากลับอ้างความเป็ห่วงตามคำกราบทูลของเขา เรียกนางเข้าวังทันที
ช่างเป็ห่วงได้รวดเร็วเหลือเกิน
ฮูหยินรองที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบกล่าวเสียงนุ่ม “นายท่าน ฮองเฮาทรงมีพระเมตตา เยว่หลันได้เข้าวังรับการตรวจจากหมอหลวง นับเป็เกียรติอย่างยิ่ง เราปฏิเสธเกรงว่าจะไม่เหมาะนะเ้าคะ”
เสิ่นจื้อหยวนหันไปมองนาง
สายตานั้นทำให้ฮูหยินรองชะงัก แต่ยังฝืนยิ้มต่อ
“ข้าเพียงคิดถึงชื่อเสียงของจวนเสิ่นเ้าค่ะ”
เยว่หลันมองนางเงียบ ๆ
ใช่
ชื่อเสียง
คำนี้เคยใช้ขังนางมาทั้งชีวิตหนึ่ง
อย่าทำให้จวนเสียชื่อ
อย่าทำให้ท่านพ่อลำบาก
อย่าขัดราชเสาวนีย์
อย่าทำให้คนอื่นคิดว่าเ้าไม่รู้มารยาท
ทุกคำฟังดูดี แต่แท้จริงคือโซ่ทองที่ผูกคอนางให้เดินเข้าสู่กับดักอย่างงดงาม
ชาตินี้ นางยังต้องเดินเข้าไป
แต่จะไม่เดินเพราะถูกลาก
นางจะเดินเข้าไปด้วยดวงตาเปิดกว้าง
“ท่านพ่อ” เยว่หลันกล่าวเบา ๆ
เสิ่นจื้อหยวนหันมาทันที “ไม่”
นางยังไม่ทันพูด เขาก็ตัดบทแล้ว
เยว่หลันอดยิ้มจางไม่ได้ แต่แววตายังจริงจัง “ลูกยังไม่ได้บอกว่าจะไปเพราะยอมแพ้เ้าค่ะ”
“จะด้วยเหตุผลใด พ่อก็ไม่อยากให้เ้าไป”
“หากลูกไม่ไป พวกเขาจะหาทางอื่น” นางกล่าว “อาจเรียกท่านพ่อเข้าวัง อาจกล่าวหาว่าจวนเสิ่นซ่อนสิ่งต้องห้าม อาจใช้เื่ซูเหลียน เื่โสมพิษ หรือเื่สุสานบรรพชนมาเป็ข้ออ้าง ยิ่งเราปฏิเสธ พวกเขายิ่งมีเหตุผลบีบเรา”
เสิ่นจื้อหยวนกำหมัดแน่น
เขารู้ว่านางพูดถูก
แต่นั่นไม่ได้ทำให้ยอมรับง่ายขึ้น
เยว่หลันลดเสียงลง มีเพียงบิดาที่ได้ยินชัด
“ลูกจะไม่เข้าวังมือเปล่า และจะไม่อยู่ห่างสายตาคนของเราโดยไร้แผน”
“วังหลวงไม่ใช่จวนเสิ่น” เขากล่าว “ในนั้นพ่อปกป้องเ้าได้ไม่ง่าย”
“ลูกทราบเ้าค่ะ” นางสบตาบิดา “แต่ศัตรูฆ่ามารดาในจวนเสิ่นได้ ขโมยแผ่นโลหิตในสุสานบรรพชนได้ และส่งพิษเข้ามาถึงเรือนรับรองได้ แปลว่าต่อให้อยู่ในจวน ลูกก็ไม่ได้ปลอดภัยจริง ๆ”
คำนี้ทำให้เสิ่นจื้อหยวนเหมือนถูกแทงซ้ำที่แผลเดิม
เขาเงียบไปนาน
ในที่สุดเขาจึงหันไปหาขันทีจากวัง “บุตรีข้าจะเข้าวัง แต่มีเงื่อนไข”
ขันทีเลิกคิ้ว “แม่ทัพเสิ่นโปรดกล่าว”
“นางจะพาสาวใช้ประจำตัวไปด้วยสองคน และข้าจะส่งองครักษ์คุ้มกันถึงประตูวัง”
ขันทียิ้ม “สาวใช้เข้าไปได้หนึ่งคน ส่วนองครักษ์ต้องหยุดที่ประตูวังตามกฎ”
เสิ่นจื้อหยวนกำลังจะพูด แต่เยว่หลันขยับมาข้างหน้า
“หนึ่งคนก็พอเ้าค่ะ” นางกล่าว
ขันทีหันมายิ้มให้ “คุณหนูใหญ่เสิ่นเข้าใจมารยาทวังหลวง นับว่าน่าชื่นชมยิ่งนัก”
“หม่อมฉันเข้าใจว่ามารยาทมีไว้ให้ผู้คนปฏิบัติตาม” เยว่หลันตอบเสียงนุ่ม “แต่ก็หวังว่าคนในวังจะเข้าใจเช่นกันว่า มารยาทไม่ควรถูกใช้เป็ผ้าคลุมมีด”
รอยยิ้มของขันทีแข็งไปเล็กน้อย
เสิ่นจื้อหยวนเกือบหลุดหัวเราะด้วยความโกรธปนภูมิใจ
บุตรีของเขากล้าพูดต่อหน้าคนจากตำหนักคุนหนิงเช่นนี้
ขันทีรีบกลบสีหน้า “คุณหนูใหญ่ช่างพูดคมคายนัก ฮองเฮาคงโปรดปรานแน่”
“หม่อมฉันเองก็หวังว่าจะเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ”
คำตอบของเยว่หลันสุภาพ แต่แววตานิ่งจนขันทีไม่อาจมองนานได้
หลังคนจากวังกลับไป จวนเสิ่นยิ่งตึงเครียดกว่าเดิม
เสิ่นจื้อหยวนสั่งให้พ่อบ้านเฉินตรวจรายชื่อคนที่จะเข้าใกล้เรือนหลันฮวาอย่างละเอียด ห้ามอาหารจากครัวกลางเข้ามาโดยไม่ตรวจ ห้ามคนของเรือนตะวันออกมา “ช่วยเตรียมตัว” และให้ช่างตัดเย็บส่งชุดเข้าวังมาให้เลือกสามชุดโดยให้ชิงหลัวตรวจทุกตะเข็บ
ฮูหยินรองพยายามเสนอว่าจะช่วยเตรียมเสื้อผ้าเครื่องประดับให้เยว่หลัน แต่ถูกเสิ่นจื้อหยวนตัดบทด้วยคำว่า “ไม่ต้องลำบาก”
เพียงสามคำ ใบหน้าของนางก็ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
เสิ่นอวี้หรงมองภาพนั้นด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจลึก ๆ
เมื่อกลับถึงเรือนหลันฮวา ชิงหลัวรีบปิดประตูแล้วถามทันที
“คุณหนู ท่านจะให้บ่าวตามเข้าวังใช่หรือไม่เ้าคะ”
เยว่หลันมองนาง “ใช่”
ชิงหลัวถอนหายใจด้วยความโล่งอก “บ่าวจะไม่ห่างจากท่านแม้แต่ก้าวเดียว”
“เ้าต้องห่างเมื่อจำเป็” เยว่หลันกล่าว “ในวัง หากพวกเขาแยกเ้าออกจากข้า อย่าดื้อจนถูกลงโทษ ให้จำเส้นทาง จำคน จำกลิ่น จำเสียง และหาทางส่งข่าวออกมา”
ชิงหลัวนิ่งไป ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง “บ่าวเข้าใจเ้าค่ะ”
“อีกเื่หนึ่ง” เยว่หลันหยิบป้ายหยกสีดำออกมาจากช่องลับ มองมันครู่หนึ่ง ก่อนห่อด้วยผ้าสีเข้ม “ข้าต้องส่งข่าวถึงฉีหลิงอ๋อง”
ชิงหลัวกลืนน้ำลาย “จะให้ท่านอ๋องรู้ว่าท่านจะเข้าวังหรือเ้าคะ”
“เขาคงรู้แล้ว” เยว่หลันกล่าว “แต่ข้าต้องให้เขารู้ว่าข้ารู้ว่านี่คือกับดัก”
นางแขวนป้ายหยกไว้ที่หน้าต่างทิศเหนือเช่นเดิม
ครั้งนี้ใช้เวลาไม่นาน
เพียงครึ่งถ้วยชา ลมเย็นก็พัดผ่านหน้าต่าง และกระดาษสีดำแผ่นหนึ่งตกลงบนโต๊ะ
ไม่มีเงาของหลี่เฟิงเหยียน
มีเพียงลายมือสีเงินที่คุ้นตา
“อย่าดื่มน้ำในตำหนักคุนหนิง อย่าแตะธูปสีขาว และหากได้ยินเสียงมารดาเ้าเรียก อย่าหันกลับไปจนกว่าข้าจะมาถึง”
เสิ่นเยว่หลันอ่านประโยคสุดท้ายซ้ำ
หากได้ยินเสียงมารดาเ้าเรียก อย่าหันกลับไป
มือของนางเย็นลงทันที
ศัตรูรู้ว่าจุดอ่อนที่สุดของนางคือมารดา
และอาจใช้เสียงของมารดาล่อนางในวัง
ชิงหลัวเห็นสีหน้านางแล้วใจหาย “คุณหนู ข้อความว่าอย่างไรเ้าคะ”
เยว่หลันวางกระดาษลงช้า ๆ
“พรุ่งนี้ หากข้าได้ยินเสียงมารดาเรียก เ้าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องจับมือข้าไว้”
ชิงหลัวหน้าซีด แต่พยักหน้าทันที “เ้าค่ะ บ่าวจะจับไว้แน่น ไม่ปล่อยเด็ดขาด”
เยว่หลันพับกระดาษสีดำเก็บไว้ในแขนเสื้อ
นอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มมืดลงอีกครั้ง ทั้งที่ยังไม่ถึงยามค่ำ เมฆดำเคลื่อนมาปิดแสงอาทิตย์ราวกับวังหลวงที่อยู่ไกลออกไปกำลังทอดเงามาถึงจวนเสิ่น
คืนนั้น เสิ่นเยว่หลันแทบไม่ได้นอน
นางเลือกชุดเข้าวังอย่างเรียบง่าย เป็อาภรณ์สีขาวอมม่วง ปักลายเหมยเล็ก ๆ ที่ชายแขน ไม่หรูจนดูท้าทาย แต่ไม่อ่อนจางจนถูกกลืน นางเลือกปิ่นหยกดำเล่มเดิม ไม่ใช้ทอง ไม่ใช้ไข่มุก ไม่ใช้สิ่งใดจากเรือนตะวันออก
ก่อนฟ้าสาง นางไปที่สวนเหมย
เสี่ยวถงยืนอยู่ใต้ต้นเหมยเก่า หลัวมามายืนอยู่ข้างนาง ิญญาทั้งสองมองเยว่หลันด้วยความเป็ห่วง
“คุณหนูใหญ่จะเข้าวังจริง ๆ หรือเ้าคะ” เสี่ยวถงถามเสียงเบา
“จริง”
“ที่นั่นน่ากลัวกว่าสวนเหมยหรือไม่เ้าคะ”
เยว่หลันมองไปทางกำแพงวังที่อยู่ไกลเกินสายตา
“น่ากลัวกว่า” นางตอบ “เพราะในสวนเหมย ผู้ตายยังอยากพูดความจริง แต่ในวัง คนเป็หลายคนพูดโกหกได้งดงามยิ่งกว่าดอกไม้”
เสี่ยวถงกำถุงหอมแน่น “บ่าวไปด้วยไม่ได้ใช่หรือไม่เ้าคะ”
เยว่หลันส่ายหน้า “เ้าอยู่ที่นี่ เฝ้าสวนเหมยให้ข้า หากมีใครเข้าใกล้ประตูใต้ดิน เ้ามาบอกข้าหรือหลัวมามาทันที”
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “เ้าค่ะ”
หลัวมามาก้มศีรษะ “คุณหนูใหญ่ ระวังตำหนักคุนหนิงนะเ้าคะ ิญญาเร่ร่อนเคยเล่าว่า ที่นั่นมีกลิ่นธูปขาวแรงมาก ผู้ตายบางตนเข้าใกล้แล้วจำชื่อตนเองไม่ได้”
คำเตือนนั้นทำให้เยว่หลันนึกถึงข้อความของหลี่เฟิงเหยียนทันที
อย่าแตะธูปสีขาว
“ข้าจะระวัง”
ลมเช้าพัดผ่านต้นเหมย กลีบดอกสีแดงร่วงลงบนบ่าของนางหนึ่งกลีบ เยว่หลันหยิบมันขึ้นมา เก็บไว้ในถุงผ้าเล็กข้างเอว
จากนั้นนางหันหลังเดินกลับเรือน
รถม้าวังมาถึงหน้าจวนเสิ่นตอนยามเฉิน
มันเป็รถม้าสีแดงเข้ม ประดับตราหงส์ทองของตำหนักคุนหนิง สวยงาม งดงาม และเ็าเหมือนกรงทองที่ถูกส่งมารับนกซึ่งยังไม่รู้ว่าจะถูกขังหรือเชือด
เสิ่นจื้อหยวนยืนอยู่หน้าประตูจวน ชุดเกราะครึ่งตัวของเขาสะท้อนแสงเช้า ดวงตาคมเข้มมองรถม้าวังราวกับอยากใช้ดาบฟันมันออกเป็สองท่อน
ฮูหยินรองและเสิ่นอวี้หรงออกมาส่งด้วย
ฮูหยินรองยิ้มอ่อนโยน “เยว่หลัน เข้าวังครั้งแรกหลังฟื้นไข้ ต้องระวังกิริยาให้มาก อย่าทำให้ฮองเฮาทรงไม่พอพระทัยนะ”
เยว่หลันย่อกาย “ขอบคุณฮูหยินรองที่เตือนเ้าค่ะ”
เสิ่นอวี้หรงก้าวเข้ามาจับมือนาง ท่าทางห่วงใย “พี่หญิง น้องเป็ห่วงท่านจริง ๆ หากในวังมีสิ่งใดน่ากลัว ท่านอย่าฝืนนะเ้าคะ”
เยว่หลันมองมือนุ่มที่จับมือตนอยู่
ในชาติก่อน มือคู่นี้เคยจับนางเช่นนี้ก่อนผลักนางเข้าสู่ความอับอายครั้งแล้วครั้งเล่า
นางยิ้มบาง “เ้าเป็ห่วงข้าหรือเป็ห่วงว่าข้าจะเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น”
อวี้หรงชะงัก มือเย็นลงทันที
“พี่หญิงพูดอะไรเ้าคะ น้องไม่เข้าใจ”
“ไม่เข้าใจก็ดี” เยว่หลันค่อย ๆ ดึงมือตนออก “บางเื่ คนไม่เข้าใจมักนอนหลับสบายกว่า”
อวี้หรงหน้าซีด แต่ต่อหน้าบิดาและคนวัง นางไม่อาจตอบโต้ได้
เสิ่นจื้อหยวนเดินเข้ามาใกล้บุตรี
เขาไม่ได้พูดมาก เพียงยื่นมีดสั้นเล่มเล็กให้ นางรับไว้และซ่อนในแขนเสื้ออย่างแเี
“จำไว้” เขากล่าวเสียงต่ำ “ชื่อเสียงไม่สำคัญเท่าชีวิต หากเกิดเื่ รีบเอาตัวรอดก่อน”
หัวใจเยว่หลันอุ่นขึ้นอย่างเ็ป
บิดาคนนี้ต่างจากคนทั้งโลก
คนอื่นบอกให้นางรักษามารยาท รักษาชื่อเสียง รักษาความอ่อนโยน
แต่บิดาบอกให้นางรักษาชีวิต
“ลูกจำไว้เ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงต่ำกว่าเดิม
“หากใครแตะต้องเ้า พ่อจะพังกำแพงวังเข้าไปเอง”
เยว่หลันเกือบยิ้มทั้งน้ำตา
“ท่านพ่อ อย่าเพิ่งคิดพังกำแพงวังเลยเ้าค่ะ ลูกยังอยากให้ตระกูลเสิ่นไม่ถูกกล่าวหาฏรอบสอง”
เสิ่นจื้อหยวนสีหน้าแข็งไปเล็กน้อย “รอบสอง?”
เยว่หลันรู้ตัวว่าหลุดคำพูดแปลก ๆ ไปอีกแล้ว จึงรีบก้มหน้าลง “ลูกหมายถึง อย่าให้ศัตรูใช้ข้อหาฏเล่นงานเราเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนมองนางลึก แต่ไม่ได้ซักต่อ
“ไปเถิด”
เยว่หลันขึ้นรถม้าพร้อมชิงหลัว
เมื่อม่านรถปิดลง เสียงล้อรถเริ่มเคลื่อนออกจากหน้าจวนเสิ่น หัวใจของนางค่อย ๆ หนักขึ้นทีละน้อย
เส้นทางสู่วังหลวงในชาติก่อนเคยเต็มไปด้วยความหวัง
วันนี้ เส้นทางเดียวกันเต็มไปด้วยกับดัก
ชิงหลัวนั่งข้างนาง มือจับชายแขนเสื้อคุณหนูไว้แน่นตามสัญญา
“คุณหนู บ่าวจะไม่ปล่อยมือท่านเ้าค่ะ”
เยว่หลันมองมือของนาง แล้วพยักหน้าเบา ๆ
รถม้าวิ่งผ่านถนนใหญ่เข้าสู่เขตพระราชวัง กำแพงวังสีแดงสูงตระหง่านปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเหมือนสัตว์ร้ายที่อ้าปากรอเหยื่อ ประตูวังเปิดออกช้า ๆ เสียงบานประตูหนักครูดกับพื้นดังเหมือนเสียงโซ่ลากในคุกหลวง
และทันทีที่รถม้าก้าวผ่านประตูวัง เสิ่นเยว่หลันก็ได้ยินเสียงหนึ่ง
เสียงสตรีอ่อนโยน แ่เบา และคุ้นเคยถึงกระดูก
“หลันเอ๋อร์…”
ลมหายใจของนางหยุดชะงัก
ชิงหลัวรู้สึกว่ามือของคุณหนูเย็นลงทันที จึงรีบจับแน่นกว่าเดิม
“คุณหนู?”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
อ่อนโยน
เ็ป
และเหมือนมาจากความทรงจำที่นางโหยหามาทั้งชีวิต
“หลันเอ๋อร์ แม่อยู่ที่นี่…”
ดวงตาของเสิ่นเยว่หลันสั่นไหว
นางรู้คำเตือนของฉีหลิงอ๋อง
รู้ว่านี่อาจเป็กับดัก
รู้ว่าห้ามหันกลับไป
แต่เสียงนั้นคือเสียงของมารดา
เป็เสียงที่นางฝันถึงมาตลอด
เป็เสียงที่นางอยากได้ยินอีกครั้ง แม้เพียงคำเดียวก็ยอมแลกด้วยทุกสิ่ง
ม่านรถด้านหลังขยับเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีลม
ชิงหลัวกอดมือของนางไว้แน่น “คุณหนู อย่าหันนะเ้าคะ ท่านสั่งบ่าวไว้เองว่าอย่าให้ท่านหันกลับไป”
เสิ่นเยว่หลันหลับตาลง
เล็บของนางจิกฝ่ามือจนเจ็บ
เสียงมารดากระซิบใกล้ขึ้น
“หลันเอ๋อร์…เ้าไม่อยากเห็นแม่หรือ”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากหางตาของเยว่หลัน
นางอยากเห็น
อยากจนหัวใจแทบแตก
แต่ถ้านั่นไม่ใช่มารดา…
หากนั่นคือกับดักที่ใช้เสียงของมารดาลากนางไปสู่ความมืด…
นางสูดลมหายใจสั่น ๆ แล้วกัดฟันเอ่ยเสียงเบา
“ชิงหลัว จับข้าไว้”
“เ้าค่ะ!”
ในวินาทีนั้น ม่านรถด้านหลังพลันเปิดออกเอง
ลมเย็นจัดพัดเข้ามา กลิ่นธูปสีขาวแรงจนแสบจมูก เงาสตรีร่างหนึ่งยืนอยู่หลังรถม้า ผมยาวพลิ้วไหว ใบหน้าเลือนราง แต่ดวงตาอ่อนโยนเหมือนคนในความทรงจำ
“หลันเอ๋อร์…”
เสิ่นเยว่หลันกำมือชิงหลัวแน่นจนมือทั้งสองสั่น
นางไม่หัน
แต่น้ำตาไหลเงียบ ๆ
“ถ้าท่านเป็มารดาข้าจริง” นางกระซิบเสียงสั่น “ท่านย่อมไม่เรียกให้ข้าหันกลับไปหากนั่นทำให้ข้าตาย”
เงาสตรีด้านหลังนิ่งไป
เสียงอ่อนโยนพลันเปลี่ยนเป็เสียงหัวเราะเบา ๆ
เย็น
แหลม
และไม่ใช่มนุษย์
“สมแล้วที่เป็บุตรีของนาง”
เสิ่นเยว่หลันลืมตาขึ้นทันที
รถม้าหยุดลงหน้าตำหนักคุนหนิงพอดี
ด้านนอก เสียงนางกำนัลประกาศด้วยน้ำเสียงเรียบ
“คุณหนูใหญ่เสิ่น ถึงตำหนักฮองเฮาแล้วเ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันเช็ดน้ำตาออกอย่างช้า ๆ
ดวงตาของนางกลับมาสงบนิ่ง
แต่ในอก ความแค้นใหม่ได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
พวกเขากล้าใช้เสียงของมารดาล่อนาง
ดี
เช่นนั้นนางก็จะใช้วังหลวงแห่งนี้ตามหาว่า ใครกันแน่ที่กล้าขังิญญาของมารดานางไว้หลังกลิ่นธูปขาว
นางจับมือชิงหลัวไว้แน่น แล้วก้าวลงจากรถม้า
เบื้องหน้า ตำหนักคุนหนิงสูงตระหง่าน งดงามและเย็นเยียบ กลิ่นธูปสีขาวลอยออกมาจากด้านในเหมือนหมอกพิษ
และหลังม่านทองในตำหนักลึก มีเสียงสตรีสูงศักดิ์ดังขึ้นอย่างอ่อนโยน
“เชิญคุณหนูใหญ่เสิ่นเข้ามาเถิด”
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้น
ริมฝีปากของนางโค้งขึ้นบางมาก
“หม่อมฉันมาแล้วเพคะ ฮองเฮา”