วันที่สามของการแต่งงานตามธรรมเนียมของแคว้นหาน สามีต้องพาภรรยากลับไปเยี่ยมบ้านเดิม
เนื่องจากค่านิยมวัดชะตาชีวิตหลังแต่งงานของลูกผู้หญิงหากสตรีนางใดกลับบ้านพร้อมสามีเท่ากับได้รับการยอมรับและให้เกียรติตรงกันข้ามกับสตรีที่สามีให้กลับมาเยี่ยมบ้านเพียงผู้เดียวฉินอ๋องเองก็ไม่พ้นต้องทำตามธรรมเนียมนี้เช่นกันแม้เขาจะเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ก็ตาม เมื่อถึงเวลา ก็ต้องตัดสินใจว่าจะพาเจ้าสาวกลับบ้านด้วยตนเองหรือไม่
ที่ผ่านมานั้นฉินอ๋องมีวิธีแสดงออกที่แตกต่างจากบุรุษผู้อื่นอยู่สักเล็กน้อย โดยปีก่อนๆ มู่เลี่ยงหรงไปส่งพวกนางทั้งสามคนกลับบ้านด้วยตนเองโดยเขาจะพาพวกนางเข้าไปถึงในเรือนชาน จากนั้นไม่นานก็กลับออกมาก่อนเพียงคนเดียวท้ายที่สุดจะส่งรถม้ามารับชายารองกลับจวน ถือเป็นอันเสร็จสิ้น
การกระทำอันคลุมเครือเช่นนี้ทำให้ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ฉินอ๋องกันทั่วเมืองหลวงบางคนนึกเป็นห่วงพระชายารองทั้งสามที่ต้องแต่งงานกับบุรุษผู้เอาแน่เอานอนไม่ได้จะโปรดปรานหรือไม่ก็ไม่แสดงออกให้ชัดเจนแต่ผู้คนอีกจำนวนมากกลับมองว่าท่านอ๋องจัดการได้อย่างชาญฉลาด เพราะความเป็นจริงพระชายารองก็ถือว่ามีศักดิ์เป็นเพียงอนุคนหนึ่งเท่านั้นเมื่อท่านอ๋องเดินทางมาส่งนางด้วยตนเองนั่นแปลว่าเขาให้ความสำคัญกับนางพอสมควรแก่ฐานะส่วนการเข้าไปส่งในเรือนชานก็ถือเป็นการให้เกียรติครอบครัวของเจ้าสาวมากมายแล้วอีกทั้งเมื่อได้เป็นสตรีของฉินอ๋อง ความเป็นอยู่ก็แสนสุขสบายพวกนางได้รับการดูแลเป็นอย่างดี อาจจะดีกว่าพระชายารองของจวนอื่นๆ เสียด้วยซ้ำหลายครั้งที่พวกนางได้ออกมาเที่ยวเล่นภายนอกให้ผู้คนได้ยลโฉม สีหน้าของสตรีทั้งสามก็ปรากฏร่องรอยแห่งความสุขเต็มเปี่ยมสุดท้ายผู้คนต่างสรรเสริญว่าฉินอ๋องเป็นบุรุษที่ใส่ใจภรรยาเป็นแบบฉบับของสามีที่ดีแห่งแคว้นหาน
ดังนั้นวันนี้ผู้คนจึงต่างจับตาจวนไคกั๋วกงเป็นพิเศษฉินอ๋องจะปฏิบัติเช่นเดิม หรือจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ บ่อนการพนันก็หาโอกาสทำกำไรอีกครั้งหนึ่งผู้เสี่ยงโชคแห่เข้าไปวางเดิมพันกันหนาตา วงเงินเดิมพันจึงสูงเป็นประวัติการณ์
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยมู่เลี่ยงหรงพาภรรยาไปเดินเล่นในสวนอากาศยามเช้ากำลังดีเหมาะแก่การชมดอกไม้ยิ่งนักนายหญิงคนใหม่ของจวนชอบอกชอบใจกอดอกเหมยกุ้ย[1]สีแดงสดมาก นางหัวเราะยิ้มแย้มเมื่อแลเห็นผีเสื้อโบยบินไปมารอบบริเวณกระทั่งซิ่นเฉิงเดินเข้ามาพร้อมกับพ่อบ้านใหญ่ มู่เลี่ยงหรงจึงเก็บรอยยิ้มปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมดั่งปกติครั้นเห็นสามีสำรวมอากัปกิริยาเช่นนั้น เยี่ยนเยว่ฉีจึงหยุดหัวเราะแล้วสำรวมกิริยาเช่นเดียวกับเขา
ฉินอ๋องปรายตามองพ่อบ้านใหญ่จิวจื่อจึงรีบยื่นตั๋วเงินมูลค่าสูงให้แก่ซิ่นเฉิงปึกหนึ่ง
“ซิ่นเฉิงเจ้าจงส่งคนไปทุกบ่อนในเมืองหลวง แล้ววางเดิมพันด้วยตั๋วเงินเหล่านี้”
“ท่านอ๋องโปรดวางใจซิ่นเฉิงจะไปจัดการเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มผละจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว
“ท่านอ๋องเหตุใดใช้ซิ่นเฉิงส่งคนไปเล่นการพนันเช่นนี้เล่า”เยี่ยนเยว่ฉีงุนงงกับการกระทำของผู้เป็นสามี
“ข้าปล่อยให้พวกเขาหากินกับเรื่องของข้ามาหลายคราแล้วจะสั่งสอนบ้างก็คงไม่เป็นไรกระมัง ไม่หนักหนาหรอกอาจแค่ต้องปิดบ่อนชั่วคราวเท่านั้นเองถือเสียว่าช่วยชาวบ้านกำจัดแหล่งอบายมุขยังไงเล่าพวกเขาจะได้เอาเวลาไปตั้งใจทำมาหากิน” มู่เลี่ยงหรงเหยียดยิ้มอย่างเย็นชา
“ท่านอ๋องจริงจังเกินไปแล้ว ความจริงชาวบ้านมีเรื่องบันเทิงใจเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นปกติท่านก็ไม่ถือสามิใช่หรือ” เยี่ยนเยว่ฉีเห็นว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับตนเองและมู่เลี่ยงหรงนักเหตุใดเขาจึงคิดถือสาขึ้นมาเสียดื้อๆ
“ใครบอกเจ้าว่าข้าไม่ถือสา อีกอย่างข้าไม่ได้รังแกชาวบ้านเสียหน่อย เชื่อเถิด...ข้ารักราษฎรของข้ามากทีเดียว”
เยี่ยนเยว่ฉีเห็นดวงตาสามีทอประกายมีลับลมคมในนางไม่เข้าใจความคิดของเขาเลย ครั้นจะถามเซ้าซี้ก็ดูเหมือนท่านอ๋องคงไม่ตอบเป็นแน่พลอยนึกถึงพี่ชายคนรองอย่างเสียไม่ได้สองคนนี้มีนิสัยชอบสั่งแต่ไม่ชอบอธิบายเหมือนกันดังนั้นการเงียบและรอชมผลลัพธ์อย่างสงบย่อมเป็นหนทางเดียว เยี่ยนเยว่ฉีจึงหยุดบทสนทนาไว้เพียงเท่านี้ตัดสินใจไม่ถามอะไรเขาอีก มู่เลี่ยงหรงพอใจที่พระชายารู้นิสัยของเขามากขึ้น
ไม่นานซิ่นเฉิงก็กลับมาเขารายงานว่าได้ดำเนินการตามที่เจ้านายสั่งเรียบร้อยมู่เลี่ยงหรงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงเย็น นัยน์ตาสีนิลส่องประกายคมกริบ อากัปกิริยาดังกล่าวทำให้เยี่ยนเยว่ฉีเริ่มหนาวๆร้อนๆ ขึ้นมา บุรุษผู้นี้มีรังสีอำมหิตรอบกายมากกว่าที่คิดเอาไว้นางตระหนักแล้วว่าตนคงเคยชินที่เขาทำดีด้วยอยู่เสมอหากนี่คือปฏิกิริยาของเขาสำหรับเรื่องเล็กๆ แล้วถ้าเป็นเรื่องใหญ่โตกว่านี้เล่าสามีของนางจะแสดงความโหดร้ายได้ถึงเพียงไหนกัน
เมื่อเริ่มเห็นอีกมุมหนึ่งของมู่เลี่ยงหรงชัดถนัดขึ้นเยี่ยนเยว่ฉีจึงยิ่งมั่นใจว่าการเป็นปฏิปักษ์กับฉินอ๋องไม่เป็นการดีนางก็มีแต่ต้องปรนนิบัติเขาให้สำราญใจมากที่สุด เพื่อที่สามีจะได้ไว้ใจและสนับสนุนตระกูลเยี่ยนในวันข้างหน้า
ขณะนั้นนางกำนัลที่เพิ่งย้ายมารับใช้จำนวนสองนางต่างยืนก้มหน้านิ่งตัวสั่นเทา ทั้งๆ ที่อากาศก็ไม่ได้หนาวสตรีทั้งสองตระหนักแล้วว่าสองวันมานี้ที่ท่านอ๋องอารมณ์ดีเป็นเพราะเพิ่งแต่งงานหาได้เปลี่ยนนิสัย เมื่อครู่ก็พิสูจน์แล้วว่าฉินอ๋องผู้เด็ดขาดไม่ได้หายไปเพียงแต่ซุกซ่อนด้านนี้เอาไว้เมื่ออยู่ต่อหน้าหวางเฟยคนงามเท่านั้นเอง
“พวกเจ้าเป็นอะไร ทำไมยืนตัวสั่น ไม่สบายหรือ”ซูจิ้งถามนางกำนัลทั้งสองเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง
“นี่พี่ซูจิ้งไม่รู้สึกอะไรจริงๆ หรือ”นางกำนัลนามเจียวมี่มี่กระซิบตอบ ในใจคิดว่าสาวใช้คนสนิทของหวางเฟยนั้นซื่อบื้อความรู้สึกช้าหรือนี่
“ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย” ซูจิ้งทำหน้าไร้เดียงสา
“จะไม่ให้พวกข้าหวาดกลัวได้อย่างไรตอนนี้ท่านอ๋องกำลังมีโทสะ ถ้าเป็นเมื่อก่อน...”
“หยุดพูดเหลวไหลเดี๋ยวนี้นะมี่มี่หรือเจ้าอยากลงไปนอนที่ก้นบ่อปลา” นางกำนัลนามลี่ฮวากล่าวห้ามพร้อมเหลือบมองไปยังท่านอ๋อง พวกนางทั้งสองดูหวาดกลัวจริงๆ “ซูจิ้งมี่มี่นางยังเด็กจึงพูดเหลวไหล”
ซูจิ้งพยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้ว
ความจริงสาวใช้คนสนิทของเยี่ยนเยว่ฉีสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปรอบกายฉินอ๋องเพียงแต่ตนอยู่ใกล้ชิดเยี่ยนจิ้นหลิงมานาน เวลาคุณชายรองคิดแผนร้ายก็มักทำให้บรรยากาศรอบตัวขมุกขมัวขึ้นเช่นนี้เหมือนกันแต่รังสีเหี้ยมเกรียมของท่านอ๋องแรงกว่าจึงทำให้เขายิ่งดูน่ากลัว อย่างไรเสียซูจิ้งก็รับใช้ผู้ชายที่ชอบออกไปฆ่าฟันผู้อื่นเป็นประจำอย่างท่านกั๋วกงกับคุณชายใหญ่มาตั้งแต่จำความได้ เหตุใดนางต้องกลัวท่านอ๋องเล่าตนไม่ใช่คนที่เขาอยากกำจัดทิ้งเสียหน่อยนางกำนัลพวกนี้เป็นบุตรสาวมาจากตระกูลผู้ดีในเมืองหลวงเลยขวัญอ่อนกระมัง
‘เอ๊ะ...แต่ชิงหรูก็ดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านเช่นกัน’
ชิงหรูเห็นซูจิ้งมองมาก็ยิ้มน้อยๆ นางเองก็รู้ว่านายตนสร้างบรรยากาศขมุกขมัวได้เก่งเพียงไรแรกๆ ตอนถูกคัดเลือกมาก็กลัวเช่นกัน แต่พอนานวันเข้าก็เคยชินนางกำนัลรุ่นพี่ก็ได้แต่หวังว่านางกำนัลใหม่ทั้งสองจะปรับตัวได้ดีเหมือนซูจิ้ง
“ดูเหมือนสองคนนี้จะไม่ใช่คนที่ปรนนิบัติท่านอ๋องอยู่ก่อนแล้ว”ซูจิ้งหันไปคุยกับชิงหรู
“พวกนางเพิ่งถูกย้ายมาประจำที่ตำหนักใหญ่นางกำนัลข้างห้องก่อนหน้านี้มีอีกสี่นาง รวมข้าด้วยเป็นห้าคนแต่ท่านอ๋องจัดการพวกนางหมดไปแล้วเหลือข้าเพียงผู้เดียวที่มีคุณสมบัติพอที่จะอยู่ต่อ”
“จัดการ!ท่านอ๋อง...” ซูจิ้งทำตาโต เอานิ้วปาดที่คอเป็นเชิงถาม นี่ท่านอ๋องฆ่านางกำนัลข้างห้องไปถึงสี่คนเลยหรือ
“มิได้ท่านอ๋องเพียงให้พวกนางกลับบ้านเดิม”
ซูจิ้งเกิดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาจึงเดินเข้าไปถามชิงหรูใกล้ๆ พลางเหลือบมองฉินอ๋องกับพระชายาอย่างระมัดระวัง “พวกนางทำความผิดอะไรหรือ”
“พวกนางคือสตรีที่ท่านอ๋องเคยใช้อุ่นเตียง”ชิงหรูกระซิบ สายตาเหลือบมองไปทางเจ้านายทั้งสองเช่นกัน“ข้าคงจะเผยความไม่ได้มากกว่านี้แล้ว มิเช่นนั้นเราทั้งคู่อาจจะเดือดร้อนได้”
“ข้าทราบแล้ว” ซูจิ้งรับคำพลางคิดไปว่าท่านอ๋องช่างใจดำ ถวายตัวแล้วไม่ถูกใจก็ทิ้งขว้างกันแบบนี้เลยหรือดังนั้นชาตินี้นางจะไม่ยอมเป็นอนุบ่าวของใครอย่างเด็ดขาด
มู่เลี่ยงหรงเห็นว่าได้เวลาอันสมควรแล้วจึงหันไปสั่งพ่อบ้านใหญ่ให้เตรียมรถม้าอันที่จริงจิวจื่อรู้งานเป็นอย่างดีจึงตระเตรียมทุกอย่างเอาไว้เรียบร้อยเมื่อผู้เป็นนายต้องการเดินทางก็สามารถออกจากจวนได้ทันที
รถม้าถูกเตรียมเอาไว้สองคัน สำหรับท่านอ๋องกับหวางเฟยคันหนึ่งส่วนอีกคันสำหรับบรรทุกสัมภาระ ของขวัญ พร้อมผู้ติดตามรับใช้มีองครักษ์ประมาณห้าสิบนายดูแลอารักษ์ขาไปตลอดทางถือว่าเป็นขบวนส่งเจ้าสาวกลับบ้านที่ใหญ่โตมาก
จากจวนฉินอ๋องไปยังจวนเยี่ยนกั๋วกงต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยามเยี่ยนเยว่ฉีจึงเอนกายพิงซบกับไหล่กว้างของสามี เพื่อพักสายตาระหว่างการเดินทาง
[1] เหมยกุ้ย คือ ดอกกุหลาบ