ณ ท่าเทียบเรือหลวง กองทัพเรือ อาณาจักรสมุทรเมฆา
เรือหลวงมันสินธร สีเทาเข้มค่อยๆ เข้าเทียบท่าอย่างสง่างาม เสียงคำสั่งบนสะพานเดินเรือยังดังแว่วกังวาน เมื่อเรือเคลื่อนเข้าสู่เข้าระยะที่เหมาะสม ลูกเรือบนดาดฟ้าก็โยน เชือกนำที่มีลูกตุ้มปลายสายไปให้เ้าหน้าที่บนฝั่ง เพื่อดึงเชือกพ่วงเส้นใหญ่ไปคล้องเข้ากับหลักผูกเรือบนท่าเทียบเรือ ส่วนอีกด้านหนึ่งของท่าเทียบเรือ เรือหลวงัเงิน ก็กำลังเข้าเทียบท่าเช่นกัน
ลึกเข้าไปในแนวชายฝั่งพลเอกจีเส้าเทียน มหาเสนาบดีในเครื่องแบบปกติขาวแขนยาวของรัฐมนตรีกลาโหม ยืนสงบนิ่งด้วยท่วงท่าสง่างาม ดวงตาเรียบนิ่งนั้นแฝงไว้ซึ่งความภาคภูมิใจ ภายใต้ยศนายพลห้าดาวของเขานั้น เป็ทั้งเครื่องหมายแห่งเกียรติและภาระที่แบกเอาไว้
ทหารประจำกองเรือพิทักษ์สมุทรทั้งสองลำทยอยลงจากเรือเป็แถวตอนเรียงหนึ่งอย่างมีวินัย โดยมีองค์รัชทายาท นาวาเอกมันตรา ในเครื่องแบบปกติขาวแขนยาว ประดับด้วยเครื่องอิสริยาภรณ์เต็มยศ เป็ผู้เดินนำทหารเรือทุกนายอย่างองอาจ
"วันทยาหัตถ์!"
เสียงนายทหารหน้าแถวประกาศกึกก้อง พร้อมจังหวะยกมือของเหล่าทหารกองเกียรติยศในท่าเคารพอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความภาคภูมิ
มันตราเดินตรงไปหยุดยืนเบื้องหน้าพลเอกจีเส้าเทียน แล้วทำวันทยาหัตถ์ก่อนกล่าวรายงาน “การลาดตระเวณครั้งนี้ของกองเรือพิทักษ์สมุทร บรรลุผลเป็ที่น่าพอใจ พวกเราได้ทำลายฐานโจรสลัดสาว ฉายาเงือกหิมะ และโน้มน้าวให้พวกโจรสลัดยุติการปล้นสะดมในทะเล พร้อมกับเปิดโอกาสให้บรรดาโจรสลัดได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะพลเมืองที่ประกอบอาชีพสุจริต”
เสียงของเขาหนักแน่น และเต็มไปด้วยความยินดีในชัยชนะที่ยังคุกรุ่นอยู่ในใจ
“ยอดเยี่ยม… ฝ่าาทรงรับทราบข่าวแล้ว และมีรับสั่งให้กระหม่อมพาองค์รัชทายาทเข้าเฝ้าเป็การด่วน พะยะค่ะ”
น้ำเสียงของพลเอกจีเส้าเทียนเจือด้วยความนับถือสุดหัวใจ มันตราพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินตามไปอย่างเงียบๆ
ณ เบื้องหน้าท้องพระโรงใหญ่แห่งราชวังอาณาจักรสมุทรเมฆา บุรุษทั้งสองเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูบานสูง ทหารยามยืนนิ่งดั่งรูปสลัก จนกระทั่งเสียงประกาศจากทหารยามดังขึ้น
“องค์รัชทายาท และท่านรัฐมนตรีกลาโหม ขอพระบรมาานุญาตเข้าเฝ้า!”
“เชิญ…” เสียงเข้มแต่เปี่ยมด้วยอำนาจดังมาจากภายใน ทั้งสองจึงก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงอันโอ่อ่า แล้วรีบก้าวเดินเข้าไปจนถึงเบื้องหน้าพระพักต์แล้วจึงทรุดกายนั่งชันเข่าลงพร้อมเปล่งเสียงพร้อมกัน
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ…”
าามันสินธรทอดพระเนตรบุตรชาย ด้วยแววตาทั้งเคร่งขรึมและภาคภูมิใจ ทรงเอื้อมมือประคองเขาให้ลุกขึ้น
“ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด… เ้าได้ทำหน้าที่ของเ้าอย่างดีเยี่ยมแล้วลูกชายของพ่อ”
น้ำเสียงของฝ่าาท่ามกลางเหล่าขุนนางที่ต่างก็ปลื้มปิติ แม้จะฟังดูหนักแน่น แต่ก็รู้สึกได้ถึงพระกรุณา
“ครั้งนี้เ้ามีความชอบอย่างยิ่ง ในนามของกษัตริย์แห่งอาณาจักรสมุทรเมฆา ขอประกาศเลื่อนยศ นาวาเอกองค์ชายมันตรา ขึ้นเป็ พลเรือเอกองค์ชายมันตรา ดำรงตำแหน่ง แม่ทัพเรือภาคที่ 3 แห่งอาณาจักรสมุทรเมฆา นับแต่บัดนี้เป็ต้นไป”
มันตราทรุดกายลงนั่งชันเข่าอีกครั้ง
“ขอบพระทัยฝ่าา... ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”
ฝ่าาโบกพระหัตถ์เบาๆ “ลุกขึ้นเถิด พ่อยังมีอีกเื่สำคัญจะบอกเ้า” พระเนตรของาามันสินธรเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย
“เรือเหาะต้นแบบที่เ้าร่างแบบไว้เมื่อปีก่อน บัดนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว พ่อคิดว่าเ้าควรที่จะย้ายออกจากเรือพิฆาต ‘มันสินธร’ มาใช้เรือเหาะลำนี้เป็เรือธงแทน เพราะความสามารถมันเหนือกว่าทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ พลังในการบ และความเร็ว ส่วนเรือพิฆาตเก่า เ้าก็เลือกผู้บัญชาการคนใหม่ที่เ้าวางใจมารับ่ต่อก็แล้วกัน”
มันตรานิ่งไปเล็กน้อย แววตาสะท้อนทั้งความตื่นเต้นและตระหนักในความรับผิดชอบใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ลมพัดเบาๆ ชายผ้าม่านในท้องพระโรงพริ้วไหว... พอๆ กับจิตใจที่พลุ่งพล่านด้วยแผนการพัฒนากองทัพอีกมากมายในใจของเขา
เสียงยามหน้าประตูประกาศดังกังวาน
“คณะนายทหารจากกองเรือพิทักษ์สมุทร ขอพระบรมาานุญาตเข้าเฝ้า!”
“เชิญ…”
าามันสินธรตรัสเพียงสั้นๆ แต่สายพระเนตรนั้นจับจ้องไปยังขบวนนายทหารในเครื่องแบบชุดขาวเต็มยศที่กำลังก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรงอย่างเป็ระเบียบ
“เ้าคิดจะตั้งใครเป็ผู้บังคับการเรือ?” ฝ่าาหันไปกระซิบถามบุตรชายเบาๆ พลางปรายพระเนตรอย่างพินิจพิเคราะห์
มันตราเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “เรือเอกหญิงปิ่นหทัย พะยะค่ะ เพราะเธอนั้นเหมาะสมที่สุด ทั้งในด้านความสามารถและความเฉียบขาดในการบังคับบัญชา”
ครั้นเมื่อขบวนนายทหารจากเรือหลวงมันสินธร มาหยุดอยู่เบื้องหน้าพระที่นั่ง ทหารทุกนายก็ทรุดกายลงชันเข่าแล้วเปล่งเสียงพร้อมกัน
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ!”
“ลุกขึ้นเถิด” ฝ่าาตรัส พลางทอดพระเนตรไปยังนายทหารเรือสาวในชุดเครื่องแบบปกติขาวคอแบะ ที่ดูโดดเด่นที่สุดท่ามกลางบรรดานายทหารเรือทั้งหลายในที่นั้น
“บัดนี้ พลเรือตรี องค์ชายมันตรา แม่ทัพเรือภาคที่ 3 แห่งอาณาจักรสมุทรเมฆา มีภารกิจใหม่ซึ่งจำเป็ต้องย้ายไปประจำการ ณ เรือธงลำใหม่ที่ได้รับการออกแบบโดยฝีมือของพระองค์เอง ดังนั้น…” พระสุรเสียงของฝ่าาฟังดูขึงขัง เด็ดขาดยิ่งนัก
“เราจึงมีพระราชโองการแต่งตั้ง เรือเอกหญิงปิ่นหทัย ขึ้นเป็ นาวาเอกหญิงปิ่นหทัย ตำแหน่งผู้บังคับการเรือหลวงมันสินธร และผู้บัญชาการกองเรือพิทักษ์สมุทรคนใหม่ มีผลั้แ่บัดนี้เป็ต้นไป”
สิ้นรับสั่ง นาวาเอกหญิงปิ่นหทัยก็พลันทรุดกายลงอย่างอ่อนช้อย “ขอบพระทัยฝ่าา หม่อมฉันจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี และเต็มกำลังความสามารถพะยะค่ะ” คำกล่าวนั้นเปี่ยมไปด้วยความปีติและแรงตั้งมั่นที่ลุกโชนอยู่ในใจของเธอ
“เอาละ ลุกขึ้นเถิด...” พระสุรเสียงของฝ่าานุ่มลงเล็กน้อย ขณะที่ทรงทอดพระเนตรทหารทุกนายด้วยความเมตตา
“เราขอขอบใจทุกท่าน ทั้งท่านที่เป็มนุษย์มีเืเนื้อ และที่เป็หุ่นกล เราหวังว่าทุกท่านจะร่วมแรงร่วมใจกัน พิชิตอุปสรรคทั้งหลาย โดยไม่ปล่อยให้ความแตกแยกหรือความเหนื่อยล้า ทำลายเจตจำนงของพวกท่าน เพื่อเกียรติภูมิและสันติแห่งอาณาจักรสมุทรเมฆาของพวกเรา”
ท้องพระโรงตกอยู่ในความสงบนิ่ง ก่อนจะมีเสียงกระซิบเบาๆ ดังจากด้านหลังของแถวทหาร
“จ่าครับ... แม่ทัพเรือภาคที่ 3 นี่มันคืออะไรเหรอครับ?”
กัมพล พลทหารประจำเรือหลวงมันสินธร เอ่ยกระซิบถามเบาๆ พลางขยับตัวเข้าใกล้จ่าโทธันวา นายทหารชั้นประทวน
จ่าโทธันวาหลิ่วตามองกลับมาอย่างดุ ก่อนตอบกลับเบาๆ แต่จริงจัง “เฮ้อ... นายนี่ไม่เคยเปิดตำราเลยใช่ไหม กองทัพเรือเราแบ่งออกเป็ 3 ภาค ภาคที่ 1 ดูแลทุกอย่างบนแม่น้ำสายหลักในเขตทวีปใต้ ภาคที่ 2 ลาดตระเวณคุมรอบๆทวีปใต้ในรัศมีพันไมล์ทะเล ส่วนภาคที่ 3 คือหัวใจของกองทัพเรือ… มีหน้าที่ลาดตระเวนรักษาผลประโยชน์ของชาติในน่านน้ำอันห่างไกลเกินพันไมล์ออกไปโน่นน่ะ” กัมพลพยักหน้าเบาๆ อย่างเข้าใจ
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ฝ่าาทอดพระเนตรไปยังองค์ชายและรัฐมนตรีกลาโหม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันดังและเคร่งขรึม
“ท่านทั้งหลายการประชุมในวันนี้ พอแค่นี้ก่อนนะ หลังจากนี้ข้าขอหารือข้อราชการกับรัฐมนตรีกลาโหม และแม่ทัพเรือภาคที่ 3 เพียงลำพัง”
ทันทีที่ฝ่าาตรัสจบ ทั้งข้าราชบริพารและนายทหารในท้องพระโรงต่างก็ทำความเคารพโดยพร้อมเพรียงกัน แล้วต่างก็ทยอยเดินออกไปจากท้องพระโรงอย่างเป็ระเบียบ