บทที่ 22 ในที่สุดก็ทำได้แล้ว
ฉันฝึกนั่งสมาธิอยู่ในห้องเดิม ผ่านไปเป็ชั่วโมงแล้วผลลัพธ์ก็ยังคงเป็เหมือนเมื่อวาน วันนี้จิตใจยังวุ่นวายหนักกว่าเมื่อวานด้วยซ้ำ เพราะมักจะหวนไปนึกถึงเื่ของตาลุงหัวโล้นนั่นกับภาพความทรงจำของอีกฝ่ายที่ได้เห็นมา ฉันทำตามที่คุณฮานะแนะนำคือออกจากสมาธิไม่ฝืนฝึกต่อไปอีก
ฉันออกไปนั่งห้อยขาที่นอกชาน เหม่อมองผืนทรายที่ถูกวาดเป็ริ้วคลื่น เสียงเบา ๆ ของดนตรีประกอบการนั่งสมาธิยังคงบรรเลงต่อเนื่อง จิตใจฉันไม่สงบจริง ๆ ทำยังไงดี
“โอ๊ย…ยัยวิกกี้! ชาตินี้เธอจะฝึกสมาธิสำเร็จได้มั้ยเนี่ย” ฉันบ่นตัวเองอย่างหงุดหงิด
‘จิตเป็นายกายเป็บ่าว’
ฉันสะดุ้ง อยู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวฉัน น้ำเสียงนุ่มทุ้มแ่เบาดูสงบนิ่ง โทนเสียงคนละโทนกับเสียงปริศนาที่ฉันเคยทึกทักเอาว่าเป็พระเ้า ไม่รู้ว่าเป็ใคร
‘อย่าให้อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมาควบคุมจิตใจ อย่าปล่อยให้มันมีอำนาจเหนือจิตใจ จงใช้จิตใจควบคุมตนเอง’ เสียงดังกล่าวชี้แนะเพิ่มเติม ฉันได้แต่ชะงักนิ่งฟังอีกฝ่ายชี้แนะต่อไป ไม่ได้เอ่ยถามออกไปว่าเค้าคือใคร
‘เป้าหมายเธออยู่แห่งหนใด จงวางจิตใจอยู่แห่งหนนั้น’
ฉันคิดตามคำพูดชี้แนะของเสียงปริศนาดังกล่าวแล้วรู้สึกวาบขึ้นมาในอก ใช่แล้ว…ฉันจะมาจมจ่อมอยู่กับสถานะที่เป็อยู่ตอนนี้ไม่ได้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันปรารถนาจะเป็ ฉันต้องโฟกัสในสิ่งที่ฉัน้าอย่างที่คุณฮานะบอก
“ดิฉันไม่ทราบว่าคุณเป็ใคร แต่ขอบคุณมากนะคะ”
ฉันกล่าวขอบคุณเสียงปริศนา อยู่ ๆ ก็รับรู้ถึงความรู้สึกฮึกเหิมที่เอ่อล้นขึ้นมาในจิตใจ ฉันมักจะรู้สึกแบบนี้ทุกครั้งเมื่อฉันตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำอะไรบางอย่าง มันคือพลังแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจที่้าบรรลุเป้าหมายให้ได้ ฉันยกขาที่นั่งห้อยอยู่ขึ้นมานั่งขัดสมาธิ วางมือสองข้างลงบนหัวเข่าและหลับตาลงอีกครั้ง
ฉันนึกถึงคำชี้แนะของเสียงปริศนา ‘เป้าหมายอยู่แห่งหนใด วางจิตใจที่แห่งหนนั้น’ และคำชี้แนะของคุณฮานะ ‘...โฟกัสความว่างเปล่า’ ฉัน้าไปให้ถึงสภาวะจิตว่าง ฉันต้องวางจิตใจไว้ที่ความว่างเปล่า
‘จิตว่าง’
‘ความว่างเปล่า’
‘ว่างเปล่า’
‘ว่างเปล่า…’
ฉันเพ่งไปที่ความว่างเปล่ามืดมิดในหัว เพ่งจิตไปที่มันด้วยความรู้สึกเดียวกับตอนเพ่งจิตใช้พลังพิเศษ โฟกัสอยู่กับความว่างเปล่ามืดมิดนั้นไม่สนใจเื่อื่นทั้งสิ้น ดำดิ่งลึกเข้าไป…ลึกเข้าไป คิดว่าตัวเองเป็เพียงจิตที่ล่องลอยไปมาอยู่ในความว่างเปล่า เป็เพียงดวงจิตที่ไร้ตัวตน ไม่มีร่างกาย ไม่มีความรู้สึกนึกคิดใด ๆ ปล่อยตัวเองให้เป็อิสระจากทุกสรรพสิ่ง…
ฉันรู้สึกเบาหวิวเหมือนราวกับตัวเองเป็ขนนกที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ ทุกอย่างว่างเปล่า สงบเงียบ รู้สึกจิตใจนิ่งสงบมากอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน มันเป็ความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ซาบซ่านไปทั้งจิตใจ รู้สึกเหมือนทุกอณูในร่างกายถูกชำระล้างและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง จนอยากจะอยู่ในสภาวะที่รู้สึกดีแบบนี้ตลอดไป…ฉันรับรู้ได้ด้วยจิตใจว่าฉันกำลังจะเข้าสู่สภาวะจิตว่างแล้ว
ฉันเริ่มมองเห็นความมืดที่รายล้อมอยู่โดยรอบค่อย ๆ สว่างขึ้นช้า ๆ ฉันััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย ฉันรู้สึกถึงความอ่อนโยนและอบอุ่นของมัน ฉันรับรู้ได้ในทันทีว่านี่คือพลังของฉัน มันเชื่อมต่อกับพลังงานภายนอก และฉันสามารถมองเห็นมันได้ในขณะนี้ ทำให้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วพลังงานของทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ต่างเชื่อมโยงถึงกัน แต่แล้วอยู่ ๆ ฉันก็ดันคิดขึ้นมาว่า แล้วฉันจะสามารถเข้าไปดูความทรงจำของคนอื่นโดยที่ไม่ต้องแตะโดนตัวเ้าของความทรงจำได้รึเปล่า และนั่น…มันก็ทำให้ฉันหลุดออกจากสภาวะจิตว่างทันที!
ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ถอนหายใจเบา ๆ อย่างเสียดาย “โธ่…กำลังได้ที่เลย ดันเผลอไปคิดเื่อื่นได้ไงเนี่ย”
ฉันไม่ฝืนกลับไปนั่งสมาธิอีก เลือกที่จะพักก่อนสักครู่แล้วเดี๋ยวค่อยฝึกใหม่ ฉันนั่งเอนหลังเอามือสองข้างเท้ากับพื้นไว้ สองขาปล่อยกลับลงไปห้อยแกว่งเท้าไปมาเล่นเหมือนเดิม นึกถึงความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ก่อนหน้านี้ที่ได้ััแล้วแอบเสียดาย
“เข้าใจแล้ว…ว่าทำไมคนที่ชอบนั่งสมาธิถึงสามารถนั่งสมาธิได้เป็ประจำไม่เบื่อ แล้วยังนั่งได้นานอีกต่างหาก ใครที่เข้าถึงโลกแห่งสภาวะจิตว่างในลักษณะแบบนั้นได้แล้วก็อยากจักลับไปที่นั่นบ่อย ๆ ทั้งนั้นแหละ”
“ใช่แล้ว…”
“อุ้ย! ใหมด”
ฉันใจนเกือบจะะโลงจากชานไป อยู่ ๆ เสียงผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ดังขึ้นด้านหลังฉัน ฉันเหลียวหน้าไปมองเ้าของเสียงทันทีที่ได้ยิน ก็เห็นผู้ชายหน้าผ่องคนหนึ่งยืนอยู่ห่างจากฉันไปประมาณสอง่แขนได้ ไม่รู้ว่าเข้ามาในห้องนี้ั้แ่ตอนไหน เค้าส่งยิ้มบางเบามองตรงมาที่ฉัน
‘โอ้…มายก็อด! หล่อวัวตายควายล้มมาก พ่อคู๊ณณณ!’ ฉันร้องอุทานเสียงดังในใจ รู้สึกเหมือนถูกแรงดึงดูดเข้าอย่างจัง รอยยิ้มกระชากิญญามาก ‘เดี๋ยว! ยัยวิกกี้…นี่ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้แอบเข้ามาในห้องนะเว้ย จะมาเคลิ้มบ้าบออะไร’
“ณ ที่แห่งนั้น ทุกคนต่างล้วนรู้สึกไร้ขีดจำกัด” พ่อหนุ่มรูปงามยังคงพูดต่อไป
ฉันตบแก้มตัวเองดังป้าบ! เรียกสติตัวเองกลับคืนมา ไม่ได้ ๆ อยู่ ๆ จะมาตกบ่วงสเน่ห์ผู้ชายง่าย ๆ ได้ยังไง เสียชื่อเลดี้พิงค์หมด อย่าลืมสิว่าแท้จริงแล้วฉันเคยเป็ยายเฒ่าวัยเกือบ 90 มาก่อนแล้วนะ รวมอายุของชาตินี้เข้าไปด้วยก็ปาไปร้อยกว่าปีแล้ว ผ่านเื่ราวบนโลกนี้มาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว แค่เจอผู้ชายสเน่ห์แรงเข้าหน่อยทำตัวเหมือนสาวแรกแย้มใจง่ายไปได้
“คุณเป็ใครคะเนี่ย อยู่ ๆ เข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง ไม่ทราบเหรอคะว่ามีคนอยู่ ไม่รู้จักมารยาทในสังคมที่ต้องเคาะห้องขออนุญาตคนที่อยู่ในห้องก่อนจะเข้ามาเหรอคะ” ฉันใส่เป็ชุด ขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ
“คุณกำลังอยู่ในสภาวะจิตว่าง ผมไม่้ารบกวนการทำสมาธิของคุณ แล้วผมจำเป็ต้องเข้ามาเพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่าง”
‘เอ๊ะ…ทำไมเสียงคุ้น ๆ’ โทนเสียงแบบนี้…ใช่แล้ว! ฉันเปลี่ยนสีหน้าทันควัน
“ขอโทษนะคะ ฉันจำเสียงคุณได้” ฉันถามออกไปอย่างตื่นเต้น “คุณคือเ้าของเสียงที่ช่วยชี้แนะการฝึกสมาธิให้ฉันก่อนหน้านี้ใช่มั้ยคะ”
“ครับ”
“ขอบคุณนะคะที่ช่วย เอ่อ…แล้วก็ขอโทษที่เมื่อกี้ว่าคุณด้วยค่ะ ฉันคิดว่าคุณมีจุดประสงค์ที่ไม่ดี ว่าแต่…ทำไมคุณต้องช่วยฉันด้วยล่ะคะ แล้วเมื่อกี้ก็บอกว่าเข้ามาเพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่าง มาตรวจอะไรทำไมเหรอคะ”
“เป็หน้าที่ผมที่สมควรต้องช่วยคุณอยู่แล้ว”
“หมายความว่าไงคะ?” ฉันทำหน้างุนงงสงสัยมาก พ่อรูปหล่อเอาแต่ยืนยิ้มบางเบากระชากิญญาอยู่นั่น แต่แล้วฉันก็เอะใจ “เดี๋ยวนะ! อย่าบอกนะว่า…คุณคือ…”
“ผมชื่อเซโนะ ชิริว ยินดีที่ได้รู้จักครับ…คุณวิกกี้ โนเรีย”
เอ๋!!!???
ฉันได้แต่อึ้งทึ่ง นั่งเป็รูปปั้นทำหน้าเอ๋ออยู่ตรงนั้น
-------------------------------
ไปต่อกันค่า ตอนหน้าไปทำความรู้จักกับโค้ชชิริวรูปงามกันต่อนะคะ^^
แล้วดูซิว่าวิกกี้ของเราจะฝึกพลังอย่างไรต่อไป