Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 18 การกวดวิชา

    ดูเหมือนเหตุการณ์ที่หอคัมภีร์จะยังปกติดี เนื่องด้วยพี่ ๆ ทุกคน ต่างก็ไม่ใส่ใจที่เห็นเด็กหนุ่มต้องขี่ม้าออกไปสอนหนังสือเหล่าจอมยุทธ ณ หอรบสงครามแต่ประการใด โดยเฉพาะพี่หวังที่แสนสนิทกับตนก็ถึงกับสนับสนุน เพราะอาจจะมีความในใจบางอย่างอยู่ก็เป็นได้ ? ส่วนมหาบัณฑิตหยางนั้นรับทราบเรื่องและอนุญาต โดยมีข้อแม้ว่าเด็กหนุ่มจะต้องเข้าเวรเพื่อดูแลเหล่าตำรับตำราตามปกติ และต้องทบทวนวิชาที่ใช้ในการสอบถงชื่อ ชึ่งกำลังมาถึงในอีก 6 เดือน อย่างน้อย ๆ ต้องอ่านซ้ำ  3 รอบขึ้นไปอนึ่งมหาบัณฑิตผู้นี้ย่อมทราบดีว่า แม้การสอนจะเสียเวลาบ้าง แต่การสอนและการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่นนั้น ย่อมจะเป็นการทบทวนทั้งยังเป็นการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกสำหรับตัวผู้สอนเองอีกด้วย เขาจึงมิได้คัดค้านแต่ประการใด ซึ่งสำหรับหยางไคแล้ว เมื่อมีกิจกรรมที่ต้องทำเพิ่มมากขึ้น แต่เวลาของเขาก็ยังมี 12 ชั่วยาม (24 ชั่วโมง) แค่เพียงเท่าเดิม เด็กหนุ่มจึงจำเป็นจะต้องยกระดับประสิทธิภาพของตนให้สูงขึ้นซึ่งปราณดินปลูกนี้มีเพียงทักษะทางพื้นที่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียกใช้ และมีสภาพคงอยู่สำหรับใช้เพาะปลูกตามเจตนารมณ์ของอัจฉริยะผู้บัญญัติมันขึ้นมาดังนั้นจึงมิได้มีการใช้งานพลังวัตรแต่ประการใด หนำซ้ำยังใช้ลมปราณเหล่านั้นยังหล่อเลี้ยงพื้นที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อใช้เป็นทรัพยากรในการเพาะเลี้ยงพืชผลต่าง ๆ ออกมาเรื่อย ๆ เมื่อกินผลผลิตเหล่านั้น ก็ย้อนคืนเพื่อหมุนเวียนกลับไปไม่รู้จบ เมื่อร่างกายของเด็กหนุ่มแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้น พลังหยางก็ย่อมกล้าแกร่งขึ้น จึงส่งผลให้ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงภายในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น คล้ายดังระบบนิเวศน์อันสมบูรณ์แบบ ลมปราณเหล่านี้แม้ไม่มีเคล็ดวิชาเพื่อดึงมาใช้งานแม้เพียงทักษะเดียว แต่ยังสามารถเพิ่มศักยภาพ หรือภาวะแฝงในตัวของเด็กหนุ่มในทุกวัน หากเทียบกับพลังลมปราณอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่ถึง 10 ทักษะแล้ว ลมปราณดินปลูกซึ่งมีเพียงทักษะเดียวกลับนำคุณสมบัติเหล่านี้ไปเพิ่มพลังแฝง อันเป็นฐานกายให้สูงส่งกว่าลมปราณทั่วไปอีก 10 เท่าตัวโดยไม่ใจ ซึ่งหากเทียบกับอดีต ก่อนที่หยางไคจะฝึกลมปราณดินปลูกแล้ว ย่อมสูงส่งกว่าแต่ก่อนนับ 100 เท่า เพราะแค่เขาจะอ่านและเขียนอักษรคำแต่ละชุด กลับสิ้นเปลืองวันเวลาในการศึกษาจดจำไปมากมายอย่างน่าเศร้านักแต่บัดนี้สภาพร่างกายทุกส่วนนั้นเหนือกว่าเด็กหนุ่มในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการศึกษาเรียนรู้ หยางไคสามารถอ่านตำราเพียงไม่กี่รอบก็สามารถจดจำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสาเหตุให้เขามีเวลาไปเรียนรู้สิ่งอื่น ๆ ตราบเท่าที่เขาต้องการโดยไม่เกิดความยากลำบากเลย ซึ่งทุกวันเด็กหนุ่มจะต้องใช้พลังแห่งความคิดในการดูแลสวนของตนและคอยเก็บผลผลิตซึ่งกำลังจะส่งผลดอกท้อที่ติดผลเต็มกิ่งต่างทยอยสุกตามลำดับ แต่ผลผลิตชุดแรกกลับไม่น่าประทับใจเท่าใดนัก เพราะผลท้อนั้นมีขนาดเล็กเกินไปทั้งยังมีสีสันที่ไม่น่ากินเท่าใดนัก จนหยางไคจึงคิดขึ้นในใจว่า'ไม่น่าจะงกขนาดนี้เลยเรา'เพราะตามหลักการเกษตรกรรมแล้ว หากผลติดกิ่งเยอะเกินไป ต้นท้อย่อมเกิดปัญหาในการลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงที่ดอกผลโดยธรรมชาติ ผลท้อจึงลีบเล็กนอกจากไม่สวยงามแล้วยังมีรสฝาดเฝื่อนพิกลอยู่ โชคดีที่ว่าพลังวัตรของท้อแต่ละผลก็มิได้ต้อยต่ำเกินไปนัก ก็ได้แต่คิดเสียว่า ‘กินเอาคุณประโยชน์’ ซึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ให้แล้วกันไป แต่สำหรับเดือนถัดไปเขาจะต้องดูแลมันให้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน เมื่อกินลูกท้อฝาดเฝื่อนที่เข้าไปแล้ว ย่อมเป็นเป็นการบำรุงพื้นที่ในทันใด ส่วนพลังวัตรที่เหลือนั้นก็แผ่ออกไปทั่วทั้งร่างกายโดยปราศจากเคล็ดวิชาควบคุม ซึ่งป้องกันอวัยวะทุกส่วน ทั้งที่จริงแล้วควรจะเน้นไปเฉพาะช่วงล่าง จากการควบขี่ม้าไปยังหอรบสงครามซึ่งมีระยะทางไกลพอสมควร เนื่องจากเป็นวันแรกจึงต้องเตรียมตัวนานไปหน่อย เลยทำให้เด็กหนุ่มออกมาสายเกินไปสักนิด ก็เกรงว่าเหล่าจอมยุทธจะรอนาน จึงเร่งความเร็วของม้า พร้อมกับร้องบอกกับมันว่า“เจ้าขาว! เร่งอีกนิดนะ”ฮี่ ๆ ๆ....กุบ ๆ ๆ ๆ ความเร็วของม้าที่เพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงแรงกระแทกที่รุนแรงขึ้นไปอีก แต่ด้วยพลังลมปราณที่ห่อหุ้มอยู่ เด็กหนุ่มจึงปราศจากอาการบาดเจ็บหรือเมื่อยล้าใด ๆ แม้แต่น้อย ครั้นมาถึงที่หมายแล้วก็รีบผูกเจ้าขาว แล้วรีบวิ่งเข้าห้องเรียนอเนกประสงค์ของหอรบสงครามในทันที ก็เห็นจอมยุทธทั้ง 7 คนตั้งตารออยู่อย่างกระตือรือล้นเด็กหนุ่มกล่าวขออภัยที่มาสาย พร้อมคำนับทุกคนอย่างนอบน้อมด้วยมีอาวุโสน้อยกว่า และเขาอาจจะเป็นวิทยากรเพียงผู้เดียวในแผ่นดิน ที่ต้องทำความเคารพผู้เข้าอบรมก็เป็นได้ หยางไคมิได้ถือตำราในมือ ทั้งแนะนำว่าจอมยุทธทั้งหลายไม่จำเป็นต้องจด ขอเพียงทุกคนตั้งใจฟังและให้ความร่วมมือต่อกิจกรรมซึ่งกำลังจะเริ่มต่อไปนี้ พร้อมกับตั้งคำถามว่า“ท่านพี่ทั้งหลาย คิดว่าตนเองนั้นมีส่วนดีอันใดบ้าง ?” ทุกคนย่อมมีส่วนดี แต่การจะกล่าวมันออกมาได้นั้นมิใช่เรื่องง่าย ทั้งยังมีความละอายในการบอกเล่าความดีนั้นแต่ครั้นมองข้ามเรื่อง ต่าง ๆ ไปได้ ก็มีคนซึ่งยอมกล่าวมันออกมา“ข้าคิดข้อดีของตนเอง คือรักในสัจจะ” ครั้นเห็นมีคนตอบแล้ว จอมยุทธคนอื่นจึงตอบรัว ๆ ขึ้นมาว่า“สำหรับข้าคงเป็นความประหยัดมัธยัสถ์อดออม”“พี่ฉีกับข้านั้นไม่ต่างกัน แต่ข้าอดได้ทุกอย่างยกเว้นเพียง สุรา ฮ่ะฮ่าฮ่า”“ใช่ ๆ เรื่องสุราเนี่ย ข้าไม่เป็นรองใคร น่าจะเป็นข้อดีที่สุดของข้าก็เป็นได้” หยางไคเห็นทุกคนเริ่มมีส่วนร่วมในการตอบคำถาม ทั้งยังดูผ่อนคลายลงไปมาก จึงตอบในส่วนของตนว่า“สำหรับข้าน้อยแล้ว ข้อดีของพวกท่านที่เห็นได้ชัดคือ ไม่ยึดติดหรืออายที่จะหาความรู้จากคนที่ต่ำชั้นหรืออายุน้อยกว่า” ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ปรบมืออย่างเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้นหยางไคก็ยิ้มแล้วเฉลยในท้ายที่สุดว่า“สิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวไปนั้น หาได้คิดขึ้นมาเองก็หาไม่ แต่เป็นคำสอนของท่านบรมครูขงจื๊อทั้งสิ้น!” หลายคนก็ตกใจ ต่างคิดว่าเหตุใดคำสอนของคนโบราณ ที่ผ่านมานับพันปีแล้ว แต่เหตุใดจึงฟังดูมิได้เก่าแก่ตามยุคสมัยที่แปรผันไปเลยแม้แต่น้อย ?