30 1-2
ตอนที่ 39 ข้าสกุลโม่ (1)
“มั่นใจเถิด เขาปลอดภัยดี ดูท่าเจ้าเองก็จะหายดีแล้วกระมัง? รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปหาเขากันเถิด”
ทันใดนั้นพลันปรากฏเสื้อผ้าใหม่ชุดหนึ่งขึ้นที่เท้าของโม่เฉินหยวน สิ้นเสียงกล่าวจบ เขายังคงยืนมองอยู่ตำแหน่งเดิมไม่ไปไหน โดยนำสองมือขึ้นไพร่หลัง ส่งสายตามองเหลิงหยุนเจียวไม่มีทีท่าจะจากออกไปไหนเลย
นี่เขาต้องการการเล่นจิตวิทยากับนางอย่างชัดเจน เหลิงหยุนเจียวพยายามข่มกลั้นอารมณ์ความโกรธลงในใจและคุมระดับน้ำเสียงมิให้หนักเบาจนเกินไป
“แม้ข้าจะต้องรับใช้เจ้าดั่งวัวม้า แต่ก็มิได้หมายความว่า ตัวข้านั้นจะไร้ศักดิ์ศรีความเป็นคน”
ดวงตาสีทองอร่ามอันทรงเสน่ห์ของโม่เฉินหยวนหรี่แคบลงหนึ่งส่วน หางตาปรากฏรอยยิ้มขี้เล่นที่ยากจะสังเกตเห็นได้
“ในเมื่อเจ้าเป็นผู้ใต้บัญชาของข้าแล้ว แม้จะสั่งให้เจ้าเปลื้องผ้าต่อหน้าข้าตอนนี้ เจ้าก็มีสิทธิ์ทำได้แค่เชื่อฟัง”
เหลิงหยุนเจียวกัดฟันดังกรอดด้วยความเกลียดชัง เจ้าหมอนี่คิดจะใช้ประโยชน์จากจุดนี้ เพื่อคุมคามทางเพศนางชัดๆ!
“นี่ข้ากำลังช่วยเจ้ารักษาพิษในร่างอยู่แท้ๆ แต่กลับปฏิบัติต่อข้าเฉกเช่นนี้ ไม่รู้สึกไร้ยางอายบ้างเลยรึไงกัน?”
รูปโฉมใบหน้าที่แสนงดงามของเหลิงหยุนเจียวในยามนี้ ยิ่งเย็นยะเยือกด้านชาเสมือนหนึ่งมีแผ่นน้ำแข็งฉาบคลุมอยู่อีกชั้น
เห็นว่าโม่เฉินหยวนเบี่ยงหน้าหลบไปมองฟ้าไกลโดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ เหลิงหยุนเจียวจึงก้มลงหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ขึ้นมา แล้วหอบออกไปเปลี่ยนในที่ไกลหูไกลตา
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เสร็จสรรพ นางก็เดินวกกลับมาพร้อมรีบเก็บปืนพกและปืนบาซูการ์ลงในห้วงมิติของระบบห้องสมุดสีดำโดยไว
“เจ้าลืมอะไรบางอย่างหรือไม่?”
โม่เฉินหยวนหันหน้าเหลียวกลับมามอง สายตาที่จับจ้องแอบตกตะลึงเล็กน้อยต่อความงามของอิสตรีตรงหน้าไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ต่อมา ตัวเขาจะกลับสู่สภาวะปกติดังเดิม
เหลิงหยุนเจียวเลิกคิ้ว จ้องหน้าอีกฝ่ายเจือแววสงสัยเช่นกัน
โม่เฉินหยวนไม่พูดพล่าม ดีดนิ้วเสียงดังขึ้นทีหนึ่ง และทันใดนั้นก็ปรากฏเป็นสาวน้อยตัวจิ๋วขนาดเท่าหัวแม่มือ ที่ถูกมัดมือมัดเท้าไว้ด้วยเชือกพันธนาการสีทองคำอยู่บนฝ่ามือของเขา
“เจ้าบ้านี่! ปล่อยข้าผู้นี้เร็วเข้า! มิเช่นนั้นข้าจะกินผลึกวิญญาณของเจ้าให้เกลี้ยงเลย!!”
เหลิงหยุนเจียวเลิกคิ้วมองด้วยควาประหลาดใจ เท่าที่จำได้ภายในห้วงมิติของห้องสมุดสีดำ นางไม่เคยมีของแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน
แต่เมื่อได้ยินอีกฝ่ายกล่าวถึงเรื่องการกินผลึกวิญญาณเท่านั้น เหลิงหยุนเจียวก็หวนย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องผลึกวิญญาณจำนวนมาก ที่หายไปในห้วงมิติของห้องสมุดสีดำอย่างไร้ร่องรอย
“เจ้าไปเอามันมาจากไหน?”
“ก็เป็นของเจ้ามิใช่รึ?”
“ของข้า?”
เหลิงหยุนเจียวยิ่งรู้สึกประหลาดใจหนักกว่าเก่า มิยักรู้เลยว่า นางจะมีสิ่งนี้เก็บไว้อยู่ด้วย?
“นายหญิง! ช่วยข้าด้วย!!”
สาวน้อยตัวจิ๋วพยายามลุกขึ้นยืนหยัด กระโดดเหยงๆไปหาเหลิงหยุนเจียวพร้อมตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
“เจ้าสารเลวผู้นี้คิดจะลวนลามนายหญิง ข้าจึงออกมาหยุดมันเอาไว้”
สาวน้อยตัวจิ๋วรีบตะโกนฟ้องเสียงดังด้วยความขุ่นเคือง นางยังยืดอกเชิดหน้าราวกับผู้ชอบธรรม และทันใดนั้น น้ำเสียงก็แปรเปลี่ยนไปเสมือนกับกำลังร้องไห้ว่า
“แต่น่าเสียดายนัก ที่พลังความแข็งแกร่งของเหนียวเหนี่ยวไม่สูงเท่ามันผู้นี้ จึงไม่สามารถเอาชนะโค่นลงได้ แต่นายหญิงโปรดวางใจ นับแต่นี้เป็นต้นไป มันจะไม่กล้าทำอะไรนายหญิงอีกต่อไป ข้าให้สัญญา!”
“...”
เหลิงหยุนเจียวเหล่มองไปทางโม่เฉินหยวนเล็กน้อย พร้อมเผยแสดงสีหน้าแปลกๆ
แทบจะเสี้ยวอึดใจที่สบตามอง เขาก็รีบหันหน้าหนีทำเมินมองไปทางอื่น และรีบอธิบายอย่างไม่แยแสนักว่า
“ก็เจ้าบอกเองว่ายาถอนพิษอยู่ในมือเจ้า เมื่อหาไม่เจอ ข้าก็เลยต้องลองค้นตามเสื้อผ้าของเจ้าก็เท่านั้น”
“แล้วที่สำคัญ เจ้าตัวเล็กนี่ก็หาใช่ผู้พิทักษ์ปกป้องเจ้าอย่างที่มันคุยโม้ด้วย มันแค่พุ่งออกมากัดข้าเพื่อสูบพลังลมปราณของข้าเท่านั้น น่าจะหิวจัดจนหน้ามืดตาลายกระมัง จึงได้เป็นลมหมดสติไปเสียก่อน ข้าได้โอกาสจึงจับตัวมัดเอาไว้เพื่อไม่ให้หนีไปไหนเท่านั้น”
ได้ฟังดังที่ว่าไป เหลิงหยุนเจียวก็ชำเลืองมองไปทางสาวน้อยตัวจิ๋วนั่นอีกครั้ง ส่วนเจ้าเหนียวเหนี่ยวก็รีบเบี่ยงหน้าหนี ทำเป็นผิวปากฮัมเพลง ชมนกชมไม้มองไปทางอื่นโดยไว ทำราวกับว่าตัวมันไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น หวังเพื่อปกปิดความอับอายครั้งนี้
“แล้วเจ้าเป็นตัวอะไร? มาจากไหนกัน?”
เหลิงหยุนเจียวรู้สึกประหลาดใจปนฉงนสงสัยอย่างนาง เพราะนางไม่เคยเห็นเหนียวเหนี่ยวผู้นี้มาก่อน
ได้ยินแบบนั้น เหนียวเหนี่ยวก็ร่างทรุดฮวบอย่างไร้เรี่ยวแรง น้ำหูน้ำตานรินไหลออกมาทันที
“นายหญิง ข้าเองก็ติดตามปรนนิบัติรับใช้ท่านมาหลายปี ทั้งผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันไม่รู้เท่าไหร่ แต่ไฉนยามนี้จึงได้เย็นชากับข้านัก ทำเหมือนไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน เพื่อปกป้องท่านจากความตายในครานั้น ข้าต้องเสียสละพลังลมปราณทั้งหมด และเพราะตัวข้าขาดแคลนพลังลมปราณไปนี่เอง ทำให้ที่ผ่านมาไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับท่านได้อีก~”
“เพื่อปกป้องข้าจากความตาย?”
เหลิงหยุนเจียวชี้นิ้วไปที่กลางอกตนเอง พร้อมเอ่ยถามอีกครั้งด้วยความสงสัย