ผ่านไปสี่วัน อาการป่วยขึ้นๆลงๆของแขกบ้านตระกูลกู้ก็แทบจะหายเป็ปลิดทิ้งวันนี้หนานข่ายลี่รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก จนเริ่มออกปากเรียกร้องสิทธิ์ของตนเองกับบิดาอีกครั้งเพราะเขารู้ดีว่าให้ไปขอร้องบ่าวของตน น่าจะยากกว่ามาต่อรองกับคนกันเองอย่างบิดาของเขา
“ ท่านพ่อ วันนี้ไม่ว่าอย่างไร ข้าต้องออกไปข้างนอกให้ได้ “
เขากล่าวขณะที่นอนตะแคงข้างอยู่บนเตียง โดยเอามือเท้าศีรษะของตนไว้ข้างหนึ่งสายตามองไปที่บิดาอย่างมีความหวัง
หนานกงหลุน ก็มองตรงมาที่เขาเช่นกัน
“ ไอ้ลูกสุนัข เ้าตั้งใจจะทำอะไรอีก ยังป่วยไข้ไม่พอ?”
“เ้าพักผ่อนให้ดีก่อนเถอะ ตอนนี้การตรวจตราประตูเมืองทิศเหนือเริ่มผ่อนคลายแล้วพวกเราก็ควรจะเตรียมตัวเดินทางกลับกันได้แล้ว”
หนางกงหลุนตอบกลับมาเป็ชุดๆ
“ เดี๋ยวสิท่านพ่อ ข้ามารอบนี้ยังไม่ได้ไปเที่ยวเล่นในเมืองเลย” หนานผู้ลูกไม่ยอมแพ้ ยังไงวันนี้เขาต้องต่อรองอะไรกลับมาได้บ้าง
“ท่านทำธุระของท่านเสร็จแล้ว แต่ข้ายังไม่เสร็จนี่” เขากล่าวเสริมขึ้นมาอีกประโยค
หนานกงหลุนอยากจะบ้าตาย เขาคงตามใจบุตรชายคนนี้เกินไปแล้ว เขาชี้ไปที่หนานข่ายลี่แล้วตอบกลับอย่างฉุนเฉียว
“ เ้า เ้า … แค่ออกจากบ้านวันเดียวก็าเ็กลับมายังคิดจะออกไปหาเื่อยู่อีกหรือ อยู่แต่ในเรือนให้ข้าสบายใจบ้างไม่ได้หรืออย่างไรเ้าลูกชั่ว”
“ นั่นมันเหตุสุดวิสัย ใครให้ข้าดวงไม่ดีขนาดนั้นเล่า “ หนานข่ายลี่ยังคงตอบหน้าซื่อตาใส
“เ้าอยู่ในบ้านก่อนเถอะ ได้ยินว่าคุณชายกู้จะกลับบ้านเ้ามิใช่อยากเจอเขาหรือ “ คนพ่อพูดพลางมองตรงไปที่เขาเปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อน และรอดูว่าเขาจะเถียงอะไรกลับมาอีก
“ เ้าบ้านั่นกลับมาบ้าน เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย ไปกับเ้านั่นต่างหากทำข้าดวงไม่ดีดวงข้ากับเขาขัดกันแน่นอน “
หนุ่มน้อยตอบพร้อมหันกลับไปนอนราบเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือยกมือสองข้างขึ้นมาวางหนุนศีรษะของตนเองด้วยท่าทางสบายใจอย่างยิ่งเขารู้ทั้งรู้ว่าอย่างไร ประเดี๋ยวบิดาที่หน้าเข้มแต่ใจอ่อนจะต้องอนุญาติ
หนานกงหลุน มองไปที่บุตรชาย ที่ตอนนี้ดูซูบผอมลงทำให้เห็นโครงหน้าชัดเจนมากขึ้นขับดวงตาให้โตขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ใบหน้าติดอมยิ้มตลอดเวลาขณะพูดของบุตรชายนั้น แผ่ความอบอุ่นอ่อนโยนออกมานี่ไม่น่าจะใช้เป็คำที่บรรยายลักษณะของหนุ่มน้อยที่กำลังจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ได้แต่พอเขามองไปที่บุตรชาย เขาก็นึกคำบรรยายอย่างอื่นในหัวไม่ออกจริงๆ หากไม่ได้พูดคุยกันกับเขา ก็นับว่าหนานข่ายลี่เป็คนที่“ดูจากภายนอก” น่าคบหาคนหนึ่ง
หรือนี่อาจเป็ลักษณะของพ่อค้าเยี่ยงเขาก็ได้หน้าตาเรียกแขกและใจดีอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้
หนานกงหลุนคิดเพลินจนยกมือขึ้นมาลูบเคราก่อนรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
‘ อ้อ ท่าทางนอนตะแคง นอนหงายคุยกับบิดานั่นมันอะไรกัน ‘
เพราะมารดาไม่สั่งสอนใช่หรือไม่ ทำให้มารยาทคุยกับผู้าุโถึงได้ย่ำแย่ถึงเพียงนี้
จะว่าไปก็ใช่ หนานข่ายลี่กำพร้ามารดามาั้แ่เล็กนางจากเขาไปนานแล้วเหลือบุตรชายตัวแสบไว้ให้เลี้ยงดูต่างหน้าจะให้เขาลงมือทุบตีสั่งสอนจริงจัง ก็ตัดใจไม่ลง
เขาคิดวนเวียนอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบออกไป “ เอาเถอะถ้าเ้าอยากออกไป พาเหล่าจาง กับผู้คุ้มกันไปด้วยเยอะหน่อยอย่างไรนี่ไม่ใช่เมืองในเขตเรา ข้าไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น แต่วันนี้คุณชายกู้กลับมา เ้าควรอยู่รอพบเขาซักหน่อยเถอะ“
หนายข่ายลี่ผุดลุกขึ้นนั่ง รับปากบิดาทันที… “ ถ้าอย่างนั้น ข้ารอเขาก็ได้ ”
“ ดูสิว่า หากออกไปกับเขารอบนี้ ข้าจะไปเจอเื่ซวยอะไรได้อีก “
“ พูดจาเหลวไหล..” หนางกงหลุนตำหนิเขาเสียงเบา เขาหันไปกำชับเหล่าจางสองสามคำ และเดินสะบัดชายเสื้อออกจากห้องไป
“ท่านพ่อไปแล้วใช่ไหม”หนานข่ายลี่โผล่หน้าออกจากเตียงไปถามบ่าวคนสนิททันที
เหล่าจางมองผ่านตามที่หนานกงหลุนเพิ่งเดินจากไป และตอบกลับ “ใช่ นายท่านไปแล้ว “
หนานข่ายลี่รีบลุกขึ้นยืนที่ข้างเตียงอย่างรวดเร็ว
“ เ้ามาช่วยข้าแต่งตัวเราจะไปเรือนหลังกัน อ่อ..เอาของที่ข้าฝากซื้อมาด้วย”
ของที่เขาฝากเหล่าจางไปซื้อ่นี้ จะเป็แต่ของเล่นเด็กผู้หญิงไม่ว่าจะเป็ โคมไฟผีเสื้อ รูปปั้นแมว ภาพวาดกระต่าย หนูกลไกวิ่งได้ ว่าวสีชมพูสดใสปิ่นปักผม และอีกมากมาย
เหล่าจางมองไปทางเด็กหนุ่ม ที่อายุน้อยกว่าเขาไม่กี่ปี ก่อนตัดพ้อในใจ
ให้เขาไปซื้ออะไร ไม่คำนึงถึงหน้าตาของเขาเลย ดีที่เขามีไหวพริบและยังต้องอยู่เฝ้าคุณชายไม่ได้ออกไปวิ่งซื้อเอง มิเช่นนั้น หากต้องถือของเ่าั้กลับเข้ามาในเรือนมิใช่ว่าเขาจะถูกคนมองขบขันไปอีกสิบแปดรุ่นหรือ และของแต่ละชิ้นก็มีแต่ชิ้นใหญ่ๆ จะให้เขาเอาไปหลบที่ไหนได้
หนานข่ายลี่มองเห็นสายตาอำมหิตของบ่าวตนเองก็ให้นึกฉงนเขาทำอะไรผิดไปอีกหล่ะเนี่ย
“ มาๆ เ้ารีบๆ เลย เราจะไปกันแล้ว”
ขณะที่พูดเขาก็รีบเดินเพื่อไปหยิบเสื้อที่แขวนอยู่ตรงฉากกั้น แต่เพราะความซุ่มซ่ามของเขาเท้าข้างหนึ่งก็ไปสะดุดกับหนูกลไก ที่เขาทดลองเล่นทิ้งไว้เมื่อคืนแล้วไม่เก็บ ขณะดึงเสื้อออกจากฉากกั้นทำให้ฉากทั้งแผงล้มคว่ำลงมาด้วย
ชั่วอึดใจ มีมือแข็งแรงมาคว้าจับต้นแขนด้านขวาของเขาไว้ทำให้เขาไม่ล้มหน้าทิ่มและฉากกั้นก็ไม่ได้หล่นลงมาทับหัวเขาอย่างที่เขาคิด
พอเขาทรงตัวได้ ก็มองเห็นเหล่าจาง ยืนจับฉากกั้นขนาดใหญ่นั้นอยู่ด้วยมือข้างเดียวก่อนจะค่อยๆดันมันขึ้นไปตั้งไว้ในลักษณะเดิม
และแน่นอนว่ามืออีกข้างก็กำลังจับแขนเขาไว้ พอเห็นเขาทรงตัวได้ ถึงได้ปล่อยมือออก
เขารีบยกนิ้วโป้งให้กับบ่าวของเขาทันที
เพราะเหล่าจางตัวสูงกว่าเขา เวลาที่มองมาทางเขาสายตาจึงลดต่ำลงเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเหมือนผู้ใหญ่มองเด็กอยู่ตลอดเวลา
“ ต่อไปท่านเล่นอะไรต้องเก็บเองให้เรียบร้อยด้วย ข้าจะไม่ตามเก็บให้ท่านอีกแล้ว “
ถึงปากเหล่าจางจะบ่นเฉกเช่นมารดาทั่วไป แต่มือเขาก็เก็บหนูกลไกกลับมารวมกันที่กองของฝากด้านหลังม่านและรวบมันเข้าไว้ด้วยกันในห่อของขนาดใหญ่
“ เช๊อะ.ๆ ๆ ๆ ๆ…” หนานข่ายลี่เบ้ปากอีกครั้งเขามั่นใจว่าเหล่าจางคือคนที่มารดาเขาส่งมาควบคุมเขาโดยแท้
เขาสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วและยังถูกจับสวมเสื้อกันหนาวตัวหนาสีขาวมีหมวกเช่นเคย
‘นี่มันชุดบ้าอะไรกันทำไมต้องทำให้เขาเหมือนคนเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลาด้วย เขาไม่ได้อ่อนแอแบบหญิงสาวในห้องหออะไรนั่นซักหน่อย‘
แต่พอ ‘หญิงสาวในห้องหอ ’ ชำเลืองมองไปที่บ่าวที่ยังยืนอยู่ข้างๆแล้วเขาก็ไม่กล้าพูดจาคัดค้านอะไรออกมา ได้แต่เดินไปหยิบว่าวลายน่ารัก และถือมันออกมายืนรอเหล่าจางด้านนอกห้อง
บ่าวคนสนิทจึงเดินไปหยิบห่อของมาสะพายไว้บนไหล่ก่อนเดินตามเ้านายออกไป
แท้จริงแล้วในใจของเหล่าจาง หนานข่ายลี่เหมาะกับชุดสีขาวแบบนี้ที่สุดเพราะต่อให้ชุดจะขาวอย่างไร ก็สู้จิตใจอันละเอียดอ่อนสะอาดบริสุทธ์ของเขาไม่ได้เขาแค่เป็เด็กหนุ่มที่ไม่รู้จักตัวเองเท่านั้น
เขาก้มหน้าลงยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะยกแขนขวาขึ้นมาบังมือที่เหวี่ยงออกมาของหนานข่ายลี่ไว้โดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง
“ หากท่านคิดจะทำร้ายข้า ใช้มือขวาเถอะ แผลของท่านจะได้ไม่าเ็ซ้ำ“
หลังเฝิงหลางถูกปล่อยตัวออกมาจากที่พักเขตซักล้างแล้วหัวหน้าคนงานแจ้งให้นางกลับไปที่พักได้ทันที ไม่ต้องอยู่รอช่วยแถวนี้อีก
เฝิงหลานดีใจมาก เร่งเดินออกมากลับเรือนหลังน้อยทันที
“ คุณหนู บ่าวกลับมาแล้ว คุณหนู” นางส่งเสียงเรียกมาแต่ไกล
แปลกจริงวันนี้ไมใช่วันเรียนหนังสือของคุณหนูซักหน่อยเหตุใดจึงเงียบเช่นนี้
นางเดินเข้าไปในเรือน เดินออกมาวนหารอบๆบริเวณ กลับไม่พบเงาร่างของคุณหนูเลย
‘คุณหนูของนางไปเดินเล่นอยู่ที่ไหน’
ก่อนเดินมาที่เรือนหลังนี้ เฝิงหรานต้องผ่านทางสระน้ำมาก่อนแล้วที่นั่นนางมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ อย่าว่าแต่เฉพาะอากาศยามเช้าที่เย็นจัด หมอกก็หนาไอน้ำก็ลง คนปกติธรรมดาคงไม่มีใครอยากจะออกไปเดินเล่นในเวลานี้แน่
นางเดินไปดูที่บ่อ ที่แปลงผักด้านข้าง ที่ห้องครัวเล็กๆและกำลังจะเดินผ่านห้องเก็บฟืนไป
“เฝิงหราน ข้าอยู่ในนี้… เปิดประตูให้ข้าที” เสียงเล็กๆแว่วออกมาไม่ไกลจากจุดที่นางยืนอยู่
เฝิงหรานใจนหน้าซีด รีบหันไปตามเสียง เสียงของคุณหนูดังมาจากห้องเก็บฟืน
นางรีบเปิดประตูด้วยมืออันสั่นเทา
แค่งัดไม้ออกง่ายๆ เฝิงหรานรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปนานเหลือเกิน
ทันทีที่ประตูเปิดออก นางถึงเห็นกู้เซียนเซียนยืนคลุมผ้าห่มอยู่ที่ประตูแล้ว
“ เฝิงหรานเ้ากลับมาแล้ว” นางยิ้มรับสาวใช้ของนาง เหมือนเพิ่งประตูห้องนอนแล้วมาพบกับสหายที่มาเยี่ยม
“คุณหนู”เฝิงหรานน้ำตาไหลเป็ทางพูดไม่ออกอีกแม้แต่คำเดียว นางเดินเข้าไปจับคุณหนูของนางพลิกไปพลิกมาเพื่อหาอาการาเ็
ในใจล้วนมีคำถามมากมายที่อยากจะถาม ่ที่นางไม่อยู่เกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูกันแน่
เหตุใดคุณหนูถึงถูกจับขังไว้ในห้อง
แม้จะคาดเดาได้ว่าใครเป็ผู้ลงมือกับเด็กน้อยผู้หนึ่งได้ถึงขนาดนี้
แต่นางก็ภาวนาให้ทั้งหมดเป็แค่เื่เข้าใจผิด
“ คนแซ่ฉู่ขังข้าไว้ แต่เฝิงหราน ข้าไม่เป็อะไรเลย เ้าเห็นไหมแค่นอนในนั้นคืนเดียว อย่างไรนางก็ให้อาหารให้น้ำกับข้า เ้าอย่ากังวลเลย”
แม้จะยังไม่ได้ถามออกไป แต่เซียนเซียนก็ชิงบอกออกมาก่อนเพราะไม่อยากเห็นนางเป็กังวลอีก
คำตอบแม้ไม่ผิดคาด แต่ก็ทำให้เฝิงหรานผิดหวังไม่น้อย
นางอยากจะคาดเดาคำตอบผิดบ้าง
แต่ที่ผ่านมาสามปี
นางไม่เคยคาดเดาผิดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทำไมฮูหยินถึงได้รังเกียจคุณหนูสี่เช่นนี้ หากไม่ใช่คำสั่งของนางแค่สาวใช้คนหนึ่งจะกล้าทำถึงขนาดนี้ได้อย่างไร
แล้วนายท่านก็ช่างลำเอียงนัก ไม่เคยมาดูดำดูดีบุตรสาวคนเล็กเลย
เหตุใดทุกคนมองข้ามความทุกข์ทรมานของเด็กหญิงคนหนึ่งถึงขนาดนี้
เฝิงหรานน้ำตาไหลราวกับเขื่อนแตก เพียงแต่กลั้นสะอื้นไว้ไม่ให้เล็ดลอดออกมาหลังจากรีบเช็ดน้ำตาของตนเองแล้วก็จูงมือกู้เซียนเซียนออกมาจากห้องเก็บฟืน พาไปในห้องนอน
ก่อนออกไปต้มน้ำเพื่อให้เด็กน้อยได้ทำความสะอาดร่างกาย
หลังเดินกลับเข้ามาในห้อง คุณหนูของนางก็หลับไปแล้ว
เฝิงหลานไม่กล้าเข้าไปปลุก เพราะในห้องเก็บฟืน นางไม่มีทางนอนหลับลงได้
หน้าของเด็กน้อยซุกอยู่ที่หมอนเกินครึ่ง โผล่มาแต่แก้มที่ยังมีคราบน้ำตาติดอยู่
เฝิงหลานค่อยๆใช้ผ้าชุปน้ำอุ่น เช็ดหน้าให้นายหญิงของนางเบาๆหลังจากนั้นจึงไล่เช็ดคอและเช็ดมือเฉพาะในส่วนที่ไม่รบกวนการนอนของนาง
“ คุณหนู เป็ข้าที่อ่อนแอ ปกป้องท่านไม่ได้ ข้ารู้สึกผิดต่อท่านเหลือเกิน” เฟิงหรานพูดเว้นระยะนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อกับกู้เซียนเซียนเบาๆ
“ ต่อไปข้าจะเข้มแข็งเป็วัวเป็ม้าให้ท่าน ไม่ให้ท่านต้องมีสภาพเช่นนี้อีก“ นางยื่นมือไปจัดท่านอนและห่มผ้าให้คุณหนูของนางใหม่ให้นางได้นอนสบายมากยิ่งขึ้น
“ หากวันใดที่ต้องเสียสละเพื่อคุณหนู เฟิงหรานจะไม่มีวันลังเลเลย“ นางยิ้มและบีบมือเล็กนิ่มของนายหญิงตนเอง เสมือนหนึ่งให้ความมั่นใจกับกู้เซียนเซียนและตัวนางเองไปด้วย
สักพักนางจึงได้ยกน้ำออกไปด้านนอก ระหว่างที่จะออกจากเรือนไปตามสำรับเช้าก็ประจวบกับที่สองนายบ่าวจากเรือนรับรองแขกเดินเข้ามาพอดี
“บ่าวเฟิงหราน คารวะคุณชายทั้งสอง “
“ ข้ามาพบเซียนเซียน นางอยู่ในเรือนไหม “ หนานข่ายลี่ถามเข้าประเด็นทันทีหากวันนี้นางไม่อยู่ ว่าวในมือเขาจะมีวันไหนได้มาเล่นกับนางอีก
“ เรียนคุณชาย คุณหนูยังนอนหลับอยู่ในเรือน คิดว่าคงจะอีกนานกว่าจะตื่นคุณชายเชิญกลับไปก่อน หากนางตื่นแล้ว บ่าวจะไปเรียนคุณชายทันที” เฟิงหรานตอบกลับอย่างเต็มพิธีการ
หนานข่ายลี่โบกมือทันที “ นางจะนอนก็นอนไปข้าอยู่นี่หล่ะ ส่วนเ้า และเ้า “
เขาชี้มือไปที่เฟิงหรานและบ่าวคนสนิทของเขาทีละคน “ จะไปไหนก็ไปก่อนได้เลย เื่เฝ้าคนนอนหลับ ข้าไม่ถือ “
ออกจะไม่สุภาพไปบ้างที่เด็กสาวจะนอนแล้วเขาเข้าไปเฝ้า แต่เขาก็ไม่ได้ไปเฝ้านางถึงหน้าเตียงนี่นาก็แค่นั่งรอไกล้ๆแถวนี้ หากนางตื่นขึ้นมา จะได้ไม่เสียเวลาเดินไปเดินกลับอีก
หนานข่ายลี่รีบเดินไปที่ตั่งยาวที่เขาสอนเซียนเซียนเล่นหมากเมื่อหลายวันก่อนแล้วทำท่าปักหลักจะนั่งอยู่ยาว
“เ้า ไปเอาอาหารเช้าและเที่ยงมาที่นี่ ข้าจะกินกับเซียนเซียนของข้าที่นี่หล่ะ”เขาบอกไปทางเหล่าจาง
เหล่าจางได้ฟัง “ เซียนเซียนของข้า “ พลันรู้สึกหนาวจนขนลุก เพราะครั้งสุดท้ายที่นายน้อยของเขาพูดว่า “ ของข้า “ ของเ่าั้ก็จะไปกองที่บ้านเขาทั้งหมดต่อให้เป็สิงมีชีวิต หมา แมว แพะ แกะ อะไรก็ตาม หากเป็ของข้าก็ถือว่าเป็ของเขาทั้งนั้น เขาเหลือบมองไปที่หนานข่ายลี่ ก่อนจะตอบรับ
“นายน้อยรอที่นี่ บ่าวจะไปแจ้งเรือนหน้าให้ยกสำรับมาให้ท่าน”
“ อืม ดี.. เ้าไปกับหญิงผู้นั้นเถอะเพราะข้ามั่นใจว่า เซียนเซียนของข้าก็ยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกัน “
เฟิงหรานไม่รู้จักเหล่าจาง แต่ก็พอจะเดาฐานะของเขาได้ว่าเขาต้องเป็ผู้คุ้มกันหรือคนสนิทของคุณชายหนานจึงได้พยักหน้ารับ และเดินออกไปจากเรือนพร้อมกัน
ลับหลังเขาสองคน
หนานข่ายลี่ก็รีบร้อนลุกขึ้น คว้าห่อของเพื่อจะเดินเข้าไปในห้องนอนของเซียนเซียน
เขาแค่อยากเข้าไปดูว่านางตื่นหรือยังเท่านั้น จะให้เรียกะโเสียงดังก็แลดูไร้มารยาท ถึงแม้ว่าการบุกรุกเข้าไปในห้องจะดูแย่กว่ามากก็ตาม แต่ก็ไม่รบกวนการนอนของเด็กน้อยเขาหยิบห่อของที่เหล่าจางวางไว้ข้างๆตัวเขาด้วยมือข้างเดียว ตอนแรกมันก็ข้างเดียวจริงๆแต่ตอนหลังเมื่อรู้ว่าหนักและมือข้างเดียวก็ยกขึ้นลำบาก เขาก็ใช้ทั้งสองมือยกของขึ้นยกขึ้นพาดบนไหล่จนเขาเซไปด้านหนึ่งเล็กน้อย
‘ ไม่ใช่ว่าเขาอ่อนแอลงั้แ่ป่วยหรอกหรือ ‘ เขาคิดในใจเพราะตอนเหล่าจางถือห่อสมบัติพวกนี้เดินมาก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าหนักอะไรเื่นี้ทำร้ายศักดิ์ศรีของเขาเข้าแล้วจริงๆ
ถึงจะรู้สึกแค้นใจอยู่ลึกๆ แต่พอตั้งหลักได้ก็สาวเท้าเข้าไปหาเด็กหญิงที่นอนหลับอยู่ทันที
“ เด็กน้อย พี่ชายมาหาเ้าแล้ว “ เขาเรียกนางเบาๆตอนเห็นนางนอนตะแคงคุดคู้อยู่บนเตียง และไม่มีทีท่าจะตื่นขึ้นมาในเร็วๆนี้
หนานข่ายลี่ชะโงกหน้าเข้าไปดู เขาลอบสังเกตนางตอนหลับ อืม ท่านอนไม่ค่อยเรียบร้อยเอาเสียเลยนี่คงจะมีคนห่มผ้าให้ เขาคิดและยื่นมือเอาผ้าห่มไปคลุมนิ้วเท้าเล็กๆของนางที่โผล่พ้นชายผ้าออกมา
ขนตายาวหนาเรียงตัวเป็แพ แต่.. เอ๋...เขาสังเกตุเห็นขอบตาที่บวมช้ำ ที่หน้ายังมีฝุ่นเปื้อนอยู่จางๆริมฝีปากแห้งผาก และมีรอยคราบน้ำตาเปื้อนอยู่เป็แนว
“ นี่ไปทำอะไรมาอีกล่ะ “ เขาค่อยๆนั่งคุกเข่าลงและถามเบาๆ กับคนที่ยังหลับอยู่
หน้าตาของเขาตอนนี้สงบนิ่งอย่างน่าประหลาดใจ ราวกับไม่ใช่คุณชายหนานคนที่อยู่นอกประตูเรือนเมื่อซักครู่
“ ข้ารู้ว่าเ้าไม่ได้เข้มแข็งเหมือนอย่างที่เ้าแสดงออก “เขายังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและแ่เบา
“ ความอ่อนแอของเ้า มันซ่อนอยู่ในน้ำเสียง มันอยู่ในแววตาไม่ว่าเ้าจะพยายามปิดบังมันไว้ให้ดีที่สุดยังไงก็ตาม ความอ้างว้างมันทรงพลังมากกว่าที่เ้าคิด เ้ายังเด็กเพียงนี้จะไปต้านทานมันได้อย่างไร“
เขายิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเซียนเซียนเอานิ้วมือจิ้มที่แก้มซาลาเปาของนาง
ตอนนั้น เขาเห็นนางมีน้ำตาไหลหยาดลงบนหมอน
“ ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน “ นางส่งเสียงอู้อี้แต่เขาก็พอจะฟังเข้าใจอยู่บ้าง
มือของนางขยับไปมา จนหนานข่ายลี่ต้องคว้ามาจับไว้ จนแน่ใจว่านางหลับลึกต่อแล้วเขาจึงค่อยๆปล่อยมือออก แต่นางกลับเปลี่ยนมาจับนิ้วมือของเขาไว้แทนจนเขาไม่กล้าดึงนิ้วที่ถูกจับไว้ออกจากมือเล็กๆนั่น ได้แต่ปล่อยให้นางจับต่อไป
เขาปรับท่านั่งใหม่ โดยหันหลังให้กับเตียง มือยังคงวางพาดไว้ให้เด็กน้อยจับ
“ เฮ้อ…หากข้าจะบอกเ้าว่า คนที่จะช่วยเ้าได้คือตัวเ้าเองเท่านั้น เ้าคิดว่าข้าใจร้ายไปไหม“ เขาหัวเราะเสียงเบา
หลังจากนั้น เขาก็เล่าเื่สนุกสนานในวัยเยาว์ของเขาให้เซียนเซียนฟังเื่แล้วเื่เล่าด้วยหวังว่าหากนางจะหลับฝัน หากนางได้ยินเสียงของเขา ได้ยินเื่ที่เล่าของเขาบางทีในฝันของนาง อาจเป็ฝันดีอยู่บ้างกระมัง
ภายนอกห้อง เฝิงหรานกำลังนั่งก้มหน้าอยู่ที่พื้นบันไดเตี้ยๆริมระเบียง
ส่วนเหล่าจางเขาเพียงยืนเอามือกอดอกพิงประตู เหม่อมองออกไปไกลด้วยสีหน้าและแววตาที่อ่านไม่ออก
ท่ามกลางความเงียบสงบในห้องจนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้ไหว ก็มีเพียงเสียงของหนานข่ายลี่ที่บอกเล่าเื่ราวต่างๆที่เขาเคยประสบพบเจอมาให้กู้เซียนเซียนฟังไปตลอด่เช้าของวันนั้น