ตอนที่ 19 เสียหน้าอีกครั้ง
ตอนที่ 19 เสียหน้าอีกครั้ง การปรากฎตัวของฝูลู่โซ่วสี่ทำให้ทุกคนภายในงานรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก พวกเขานั้นได้ลืมไปหมดแล้วว่าไม่ได้เห็นมันมานานแค่ไหน สีหน้าของเฉิงจื่อหาวนั้นราวกับคนตาย แม้ว่าหินที่เขาเปิดมามันจะเป็นราชาของสีเขียวถือได้ว่าดีมากอยู่แล้ว แต่ทว่ารัศมีของแสงทั้งสีนั้นคือตำนาน แม้ว่าหากเปิดต่อไปแล้วมันจะกลวงไปทั้งหมด แต่ผู้ที่ได้รับชัยชนะก็ถือว่าเป็นเซิงห่าว ณ ขณะนี้ทุกคนต่างมองมายังเซิงห่าวด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา แม้แต่ในดวงตาของผู้หญิงบ้าผู้ชายเหล่านั้นก็ยังเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจ นักอัญมณีบางคนต่างก็ยิ่งจับมือกันไว้แน่น บางคนถึงกับตื่นเต้นยิ่งกว่าเซิงห่าวเสียอีก เพราะกลัวว่าผลงานการที่ดีขนาดนี้อาจจะล้มเหลว ควรทราบว่าการที่ภายในว่างเปล่ากลับนับเป็นเรื่องที่พบเห็นได้เป็นปกติบ่อยครั้ง ในทางตรงกันข้ามนั้นคนที่แสดงท่าทีสงบเสงี่ยมที่สุดนั้นก็คือเซิงห่าว ภายในดวงตาสีฟ้าคู่นั้นของเขา อัญมณีที่ถูกซ่อนอยู่หลังก้อนหินนั้นถูกเขามองเห็นชัดเจนอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ตามตำแหน่งที่เซิงห่าวได้วาดเอาไว้ คนแก้หินได้ตัดลงไปอีกครั้งหนึ่ง เสียงของตัดหินนั้นทำให้ไม่สบายอยู่อย่างยิ่งแต่ทว่าในเวลานั้นนึกไม่ถึงว่าจะไม่มีใครรังเกียจเลย ทุกคนต่างจับจ้องไปที่หินก้อนนั้น เพราะกลัวจะพลาด สคริปต์ได้ถูกเขียนไว้เรียบร้อยแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างได้เดินไปตามแผนนั้นทั้งหมด รัศมีของสีทั้งสี่เมื่อตัดลงไปยิ่งสุกใสเป็นประกายมากขึ้น รัศมีของแสงไฟภายในห้องทั้งหมดนี้ดูราวกับว่ากำลังส่องแสงระยิบระยับไปด้วยกัน “หินฝูลู่โซ่วสี่นี้มีคุณภาพดีที่สุด โอ้พระเจ้า ตอนนี้ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเนี่ย!” ไม่อยากจะเชื่อในสายตาตัวเอง ชายคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะขยี้อย่างเอาเป็นเอาตาย และยังมีคนที่มีความอดทนของหัวใจค่อนข้างแย่ เขากุมหัวใจของเขาเอาไว้และได้ล้มลงไปกับพื้น สีหน้าของเฉิงจื่อหาวนั้นก็ได้เปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความเคลื่อนไหวในการตัดหิน จากสีขาว แล้วก็สีแดง สีดำและสีเขียว และในท้ายที่สุดทั้งหมดนั้นก็กลายเป็นสีรุ่งไป บทสรุปก็เป็นที่แน่ชัดกันอย่างยิ่งแล้ว จักรพรรดิมรกตที่พึ่งจะได้รับความสนใจอยู่เมื่อครู่ตอนนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีคนสนใจและถูกวางเอาไว้ด้านข้างอย่างเงียบเชียบ “เรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอก นายทำได้อย่างไรกัน ทำอย่างนี้ได้ด้วยเหรอ!” ความสำเร็จของเซิงห่าวนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้เฉิงจื่อหาวสะเทือนใจ แม้แต่หลินเหลาที่อยู่ข้างหลังนั้นก็ยังต้องรู้สึกสะเทือนใจอย่างลึกซื้ง เพราะเธอพึ่งจะสาบานด้วยใจจริงอย่างน่าเชื่อถือว่าในหินก้อนนั้นไม่สามารถที่จะมีอะไรก็ตามอยู่ในนั้นได้ ในขณะนั้นก็จ้องมองไปที่เซิงห่าวด้วยที่หน้าที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ ให้ความรู้สึกเหมือนกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกทอดทิ้ง “ชิ คนโกหก รอให้กลับบ้านก่อนเถอะเดี๋ยวเราได้เห็นดีกันแน่ แต่ว่าตอนนี้คุณหนูคนนี้ต้องไปรับเงินก่อนแล้วละ” คนที่หวังให้โลกทั้งใบตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายนั้น ก็ได้กระโดดโลดเต้นไปจนถึงด้านหน้าของเฉิงจื่อหาว แล้วยื่นมืออกมาอย่างมีความสุข “คุณชายใหญ่เฉิงที่น่าสงสารของเรา ตอนนี้คุณก็แพ้แล้ว เมื่อยอมเล่นพนัน ก็ต้องยอมรับเมื่อตัวเองพ่ายแพ้เอาเงินมาได้แล้ว?” “โกง พวกแกต้องโกงแน่ อยู่ๆจะเลือกได้ฝูลู่โซ่วสี่ได้อย่างไรกัน ฉันไม่เชื่อหรอก” หลังจากที่เขาได้สติกลับคืนมา เฉิงจื่อหาวตะโกนออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ ในฐานะที่เป็นถึงคุณชายของบ้านเฉิงเขาเคยล้มเหลวซะที่ไหนกัน แต่ทว่าเมื่อเขาได้พูดประโยคนั้นออกมา เขากลับถูกผู้คนโดยรอบสบประมาทอย่างรุนแรง “เป็นถึงคุณชายบ้านเฉิงนะ แพ้แล้วก็ต้องยอมรับว่าแพ้สิ จะพูดแก้ตัวทำไมให้มากมายกัน มันช่างน่าขายหน้าเสียจริง” “ ใช่แล้ว คนที่ไม่ได้มีเจตนาคิดเรื่องที่อยากจะเดิมพันมาก่อนตั้งแต่แรกแบบนี้ จะให้ไปเตรียมตัวโกงได้อย่างไรกัน ยิ่งไปกว่านั้น ฝูลู่โซ่วสี่นี้ใช่ว่าใครก็จะสามารถหยิบออกมาได้ตามใจชอบหรืออย่างไร?” ทันใดเฉิงจื่อหาวก็ได้กลายเป็นเพียงมุสิกข้ามถนน สีหน้าเปลี่ยนแล้วก็เปลี่ยนอีก ในที่สุดเขาขบฟันอย่างเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่งแล้วบีบคำพูดออกมาจากช่องระหว่างฟันคำหนึ่งว่า "ได้!" เงินห้าล้านหยวนสำหรับเขานั้นเป็นเพียงแค่เงินค่าขนมที่เขาอยากจะใช้ไปยังไงก็ได้ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่ทว่าในครั้งนี้นั้นไม่เหมือนกัน เขานั้นขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกโมโหมาก “ห้าล้านหยวน เอามันไปได้เลย ฉันเฉิงจื่อหาวเมื่อยอมเล่นพนัน ก็ต้องยอมรับเมื่อตัวเองพ่ายแพ้ แต่ถ้าหากคุณยังมีความกล้าก็มาเดิมพันกับฉันอีกรอบหนึ่ง!” บัตรธนาคารสีทองนั้นถูกเขาปล่อยให้ตกลงไปที่พื้น เขาได้ใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธแค้นจ้องมองไปที่เซิงห่าว เซิงห่าวก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมา เขาได้หยิบบัตรธนาคารที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาด้วยใบหน้าที่อันตราย วางไว่ข้างหน้าแล้วเป่ามันเบาๆ แล้วพูดอย่างดูถูกว่า : “ เดิมพัน? เพราะอะไรถึงไม่กล้าเดิมพันล่ะ ฉันกลัวว่าคนที่จะไม่กล้าพนันจะเป็นคุณมากกว่า ตอนนี้ในตัวของฉันก็มีอยู่สิบล้านแล้ว คุณจะสามารถเอาอะไรมาเดิมพันกับฉันได้?” ในเมื่อตัดสินใจที่จะแข่งกันกับคุณแล้ว เซิงห่าวมีหรือที่จะยอมไม่ปล่อยให้ศัตรูคนใดได้มีโอกาสในการโต้กลับ ถ้าจะเหยียบก็จะต้องเหยียบให้ตายจนจมดิน “เงิน ฉันจะไม่มีเงินเหรอ ฉันเป็นถึงคนของตระกูลเฉิง กล้าที่จะมาเปรียบเทียบเงินกับฉัน ฉันสามารถที่จะทำให้คุณอนาถเสียยิ่งกว่าตายทั้งเป็นเอง” มีความแค้นแสดงอยู่เต็มใบหน้านั้น บนหน้าของเฉิงจื่อหาวไม่มีความสงบเสงี่ยมให้เห็นอีกต่อไป หลังจากที่เข้าพึ่งจะพูดประโยคนั้นจบไป คนที่อยู่ข้างเขานั้นก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบบางอย่างข้างที่หูของเขา ทันใดนั้นใบหน้าของเฉิงจื่อหาวก็ได้เปลี่ยนสีไปอีกรอบหนึ่ง เซิงห่าวพยายามอาศัยหูที่คมชัดนั้น แต่เขาก็สามารถได้ยินเพียงแค่เลือนรางเท่านั้น “นายน้อย เงินที่พวกเรานำมาด้วยครั้งนี้ไม่พอแล้วครับ ในตัวตอนนี้เหลือเงินน้อยกว่าห้าล้านหยวนแล้ว แต่เดิมก็ไม่ได้มีถึงสิบล้านหยวนครับ” เงินไม่พอ? เมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้วมุมปากของเซิงห่าวก็ยิ่งยิ้มหนักขึ้นไปอีก ทนไม่ไหวที่จะต้องเติมน้ำมันลงในกองไฟ “หรือว่าจะไม่มีเงินแล้ว? ถ้าหากเป็นอย่างนั้นแล้วละก็น่าจะรีบบอกกันอย่ามาเหนี่ยวรั้งเวลาของฉัน ฉันยังมีเรื่องที่จะต้องทำอีกเยอะนะ” “แก!” เมื่อเซิงห่าวได้พูดประโยคนั้นออกไปด้วยท่าทางที่ดูหมิ่นดูแคลนและเหยียดหยามอย่างมาก ทั้งหมดนี้ก็เหมือนกับที่เฉิงจื่อหาวพึ่งจะแสดงออกมาต่อตัวเอง หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลง เฉิงจื่อหาวพยายามอย่างมากที่จะสงบสติอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ แล้วใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นมองไปที่เซิงห่าว“ได้ ถ้าแกกล้าเดิมพัน ฉันก็รับคำท้านั้น เมื่อถึงเวลานั้นก็กลัวว่าแม้แต่กางเกงของแกก็คงจะไม่เหลือ ฉันยอมรับว่าตอนนี้ในตัวของฉันจริงๆแล้วไม่ได้เอาเงินมาด้วยเยอะถึงขนาดนั้น แต่ฉันจะเดิมพันครั้งนี้ด้วยสิ่งนี้” สิ่งนี้คือ? เซิงห่าวเห็นเพียงแค่ว่าในมือนั้นถือสมุดสีแดงไว้เพียงหนึ่งเล่ม แล้วเมื่อมองจากระยะที่ไกลมากก็ทำให้มองไม่ชัดว่าด้านหน้าเขียนอะไรเอาไว้ แต่ก็ยังสามารถมองเห็นได้เพียงรางๆ ว่านั้นคือจดหมายเชิญใบหนึ่ง “สิ่งนี้คืออะไร? สามารถมีมูลค่าได้ถึงสิบล้านหยวนเหรอ” ถึงแม้ว่าเขาจะมีระบบของอวกาศก็ตาม แต่ทว่าประสบการณ์จริงของเซิงห่าวนั้นก็ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดอยู่ดี ในเวลานั้น ด้วยระบบที่เข้าใจในความคิดของคนก็ได้ช่วยแนะนำให้กับเขาเล็กน้อยว่า “จดหมายเชิญเข้าร่วมการประชุมผู้ประเมินครั้งที่2 ที่เป็นตัวแทนในพิธีที่มีอำนาจมากที่สุดของผู้ประเมินราคาไฮ่โจว มีมูลค่าสิบล้านหยวน!” ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปอยู่ที่สิบล้านหยวนพอดี เมื่อเซิงห่าวได้เห็นก็อดไม่ได้ที่จะต้องสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ นี่เป็นมูลค่าที่สูงที่สุดตั้งแต่ระบบเคยประเมินมาจนถึงตอนนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเพียงแค่การ์ดเชิญเบาหวิวแผ่นหนึ่งเท่านั้นเอง ภายในงานนี้มีคนที่มีสายตาเฉียบแหลม เมื่อมองเห็นก็จำบัตรเชิญนี้ได้อย่างรวดเร็ว ในทันใดนั้นก็ร้องตะโกนออกมา “จดหมายเชิญเข้าร่วมการประชุมการประเมินครั้งที่ 2 นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะเอาของสิ่งนี้ออกมา สุดยอดเลยจริงๆ คุณต้องรู้ว่าในตลาดมืดแผ่นหนึ่งนั้นสามารถเพิ่มมูลได้อีกแล้วน่าจะได้ราคามากกว่าสิบล้านห้าแสนหยวน แม้จะมีราคาแต่ก็ไม่มีของอยู่ในตลาด” “นี่จะไม่ดูเกินไปหรอกหรือ? มันไม่ใช่แค่บัตรเชิญเข้างานเฉลิมฉลองหรือไง?” เสียงตะโกนนั้นทำให้ผู้คนมากมายรู้สึกประหลาดใจ หลายคนต่างไม่คิดว่าบัตรเชิญใบเล็กๆนี้จะสามารถมีมูลค่าได้มากกว่าทองเสียอีก มีเพียงคนที่รู้จักสินค้าเท่านั้นถึงจะรู้ว่าบัตรเชิญเบื้องหลังแสดงถึงอะไร บัตรเชิญนี้แสดงให้เห็นถึงระดับสูงที่สุดของบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเครื่องประดับของไฮ่โจว แล้วก็ถือได้ว่าเป็นการแข่งขันอย่างหนึ่งอีกด้วย ทุกคนที่ได้รับจดหมายเชิญนี้ต่างก็เป็นบุคคลที่มีความสำคัญมาก เหมือนกับที่คุณปู่โฮวที่ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน และฉีเจาก็รู้สึกเป็นเกียรติเช่นกันที่สามารถได้ใช้สิ่งนี้โดยอาศัยชื่อเสียงที่เขาสะสมมาตลอดหลายปี ทันใดนั้นการประชุมผู้ประเมินก็กลายเป็นจุดสนใจภายในงานตอนนี้ . . .