“เื่ที่ท่านรู้ว่าฟังจากข้าพูด ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าพูดจริงหรือเท็จคำว่าโสเภณีข้ารับไม่ไหวจริงๆ เอาเถอะเื่นี้เพราะท่านผงกหัวตอบรับกับคำขอของบ้านสี่ที่อยากส่งข้าให้ป้ารอง ข้ามีชีวิตสองปีนั้นเหมือนตายทั้งเป็ ตรากตรำงานหนักเพราะอยากให้ครอบครัวสบาย ยอมเป็บ่าวรับใช้ทั้งทำไร่ทำนาทำงานในบ้านให้ป้ารอง จนเมื่อก่อนข้ากลับมาที่ป้ารองขายข้าให้หอนางโลม..” หลินหยุนซีมองชาวบ้านที่กำลังตั้งใจฟัง เดิมทีนางคิดโกหกแต่ไม่ช้าไม่นานคนบ้านหลินต้องมีหลุดพูดออกมาอยู่ดี หากเื่แดงคนจะไปใส่สีตีไข่ได้ สู้ฟังจากปากนางดีกว่า อย่างน้อยนางจะได้เรียบเรียงเื่ราวให้เสียหายน้อยที่สุดได้
“ข้าไม่ใช่สตรีหอนางโลม แต่ถูกขายให้หอนางโลมจริงข้าไม่เถียง วันนั้นก่อนที่ข้าจะถูกส่งไปรับแขกคนแรก ข้าก็ถูกไถ่ตัวเสียก่อน ฮึกๆ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าคนที่ไถ่ตัวข้าเป็คุณชายบ้านใดแต่หาใช่คนธรรมดา และในที่สุดข้าก็กลายเป็สาวใช้อุ่นเตียง แม้ชายผู้นั้นจะมีสถานะใหญ่โตแต่ข้าก็ไม่้าเช่นนี้ ข้าอยากกลับมาหาครอบครัวจึงใช้เงินที่ได้นั้นหนีออกมา และ ฮือและถูกป้ารองจับอีกครั้ง สามีของป้ารองพยายามล่วงเกินข้าจนข้ากับเขาต่อสู้กัน เขาคิดว่าข้าตายแล้วจึงลากข้าไปทิ้งที่โพรงหญ้า” แพขนตาของหลินหยุนซีเต็มไปด้วยน้ำตา ไหล่ของนางสั่นสะท้าน น้ำเสียงของนางทำให้ผู้คนเศร้าใจและสงสารนางจนลืมเื่ที่นางถูกขายให้หอนางโลมและไม่บริสุทธิ์ไปเสียสิ้น
หลินหยุนซีไม่รู้เลยว่าเื่ที่นางแต่งมั่วๆ นั้นดันตรงกับข้อมูลจริงเกือบหมด ที่นางเอ่ยว่าคนที่นางร่วมหลับนอนนั้นใหญ่โตนางไม่ได้หมายถึงฐานะใหญ่โต แต่นางหมายถึงอย่างอื่นต่างหาก! สิ่งนั้นนางเคยได้ัักับตัวเองมันใหญ่โตจริงๆ นี่นา
เมืองจี้หยวน แคว้นเลี่ยวโจว
“ฮัดเช้ย!” ชายหนุ่มรูปงามรู้สึกคัดจมูกราวกับว่ามีคนกำลังเอ่ยถึงอย่างไรก็ไม่รู้
“ซ่งเจ๋อ!”
“พ่ะย่ะค่ะนายท่าน” องครักษ์ผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืดเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อ
“เื่นั้นเป็อย่างไรบ้าง”
“สามีภรรยาคู่นั้นถูกเค้นไม่นานก็สารภาพออกมาจนหมด ดูเหมือนนางจะถูกฆ่าตายด้วยฝีมือของลุงตัวเองขอรับ”
“ถ้าตายต้องเห็นศพ ข้าไม่เชื่อว่านางตายแล้ว! เ้าเค้นต่อไป”
“นายท่านหมายความว่านางตบตาจัดฉากว่าตายแล้วให้ฝ่ายนั้นมาช่วยหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“มันอาจเป็ไปได้แต่ก็อาจไม่ได้ ข้าหวังว่าข้าจะไม่คิดมากเกินไป แต่เื่นี้มันน่าแปลกอยู่มิใช่น้อย ไม่ใช่แปลกที่ลุงฆ่าหลานแท้ๆ หรอก เพราะขนาดข้าเองยังถูก.. ช่างเถอะ เ้าเค้นต่อไปก็แล้วกัน”
ซ่งเจ๋อขานรับแล้วหายตัวไป
...
“บ้านหลินช่างใจไม้ไส้ระกำ เด็กสาวบ้านหลินช่างน่าสงสารยิ่งนัก”
“นางหนีกลับบ้านเช่นนี้ ฝ่ายชายจะว่าอย่างไร แต่คงไม่มีผู้ใดสนใจสาวใช้อุ่นเตียงเช่นนางหรอก และนี่จะตบแต่งใหม่ก็ยากแล้วไม่ต่างกับแม่หม้าย” นางจางซื่อ สตรีลิ้นยาวคนสนิทของนางหลิวลี่ฮวาเอ่ยวาจาดูแคลน ชาวบ้านบางคนก็เห็นด้วยกับนาง
“ไม่ได้เป็โสเภณีแต่ก็ไม่บริสุทธิ์แล้ว แม้จะงดงามกว่าเด็กสาวบ้านหลินคนอื่นมากเพียงใดแต่หากแต่งงานก็คงได้สินสอดไม่กี่เฉียน”
หลินหยุนซีมองไปทางนางจางซื่อและสตรีที่เอ่ยนินทานางพลางจดชื่อและจำหน้าไว้ในใจเงียบๆ
แม่เฒ่าหลินไม่รู้ว่าที่หลินหยุนซีเอ่ยครั้งนี้เป็เื่จริงหรือเปล่า แต่มันคงดีกว่าการที่นางเป็หญิงในหอนางโลมเป็แน่ เหตุใดนางจึงไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดกัน ถ้าเงียบปากก็ไม่มีผู้ใดรู้แล้วว่านางผ่านการมีสามีมาแล้ว น่าเสียดายจริงๆ แบบนี้คงไม่ได้สินสอดเหมือนที่ชาวบ้านพูดเป็แน่ เลี้ยงรองเท้าผุพังไว้จะมีประโยชน์อันใด สู้ไล่นางออกจากบ้านดีกว่า
“เ้าออกจากบ้านข้าไปเสีย แต่เ้าต้องไปคนเดียว!”
หลินหยุนซีจับมือนางซูซุนลี่ แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนโยนว่า
“ท่านแม่ลูกสาวท่านกำลังจะออกจากบ้านหลังนี้แล้ว ข้าไม่บังคับให้ท่านไปกับข้า แต่ข้าจะถามว่าท่านอยากอยู่กับข้าหรืออยากอยู่กับคนที่นี่ หากท่านตามข้าไปเราจะมีชีวิตใหม่ด้วยกัน ไม่ต้องถูกใครรังแกทุบตี โอกาสอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว ท่านจะปลดปล่อยตัวเองและบุตรอย่างข้า พี่ใหญ่และน้องเล็กให้เป็อิสระได้หรือไม่เ้าคะ”
นางซูซุนลี่หลุบตาต่ำ เื่นี้นางตัดสินใจลำบากมาก นางแต่งงานแล้วควรเชื่อฟังสามี แต่นางไม่สามารถปล่อยให้ลูกสาวออกจากบ้านเพียงลำพังได้ สองปีก่อนนางตัดสินใจผิดทำร้ายลูกมากพอแล้ว นี่เป็โอกาสเดียวที่นางพอจะไถ่โทษได้
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว นางซูซุนลี่ก็เงยหน้ามองหลินไห่เทา ก่อนจะกลั้นใจเอ่ยคำพูดออกมา“ข้าจะไปกับซีซี ข้าขอหย่ากับท่าน”
สิ้นคำพูดของนางซูซุนลี่ ก็ได้ยินเสียงฝ่ามือประทะกับใบหน้า ไม่ต้องบอกก็ทราบดีว่าผู้ลงมือคือหลินไห่เทา
ระหว่างที่ทางฝั่งนี้กำลังเกิดความวุ่นวายนั้น ทางหลินเอ๋อชุนก็ได้กลับจากสำนักศึกษาก็ย่องเข้ามาแล้วคว้ามือของนางหลิวลี่ฮวาและหลินตี้ออกไปเพื่อพูดคุยบางอย่าง ก่อนที่จะเดินกลับมา แววตาของหลินตี้ฉายแววดีใจอย่างปิดบังไม่มิด
“น้องสามเ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ หากนางจะไปก็ปล่อยนาง เ้ามีพี่ชายที่เป็ว่าที่ซิ่วไฉ่และกำลังจะมีหลานสาวที่ได้เข้าสำนักศึกษา คุณสมบัติเช่นนี้จะหาภรรยาใหม่ไม่ได้เชียวหรือ ส่วนพี่ใหญ่เมื่อท่านแยกบ้านออกไปก็อย่าเสียใจที่หลังล่ะ”หลินเอ๋อชุนทำที่พูดเสียงเข้ม ส่วนหลินตี้ก็เชิดหน้าขึ้นอย่างโอ้อวด การกระทำของสองพ่อลูกสร้างความสับสนให้กับคนบ้านหลินและชาวบ้านที่ได้ยินเป็อย่างมาก
“ลูกสี่เ้าหมายความว่าอย่างไร เหตุใดอาตี้จึงได้เข้าสำนักศึกษาเล่า นางเป็สตรีอีกทั้งยังไม่รู้ตัวอักษรสักตัว” พ่อเฒ่าหลินถามอย่างตื่นเต้น จากเดิมที่กำลังจะให้ความยุติธรรมแก่หลินหยุนซีเขาก็ลืมไปเสียสิ้น
“ข้าทำเื่ดีๆ มา ท่านอาจารย์เลยอยากตอบแทนข้า ข้าจึงร้องขอว่าให้อาตี้เข้าสำนักศึกษาแม้ตอนนี้จะไม่รู้หนังสือ แต่หากไปอยู่ที่นั่นก็จะได้เล่าเรียนและฝากตัวเป็ศิษย์ของอาจารย์ของข้า”
แม่เฒ่าหลินแม้จะดีใจที่หลินตี้ได้รับโอกาสดีๆ แต่ก็ดีใจได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะถามหลินเอ๋อชุนว่า
“อาตี้อายุขนาดนี้ใกล้จะได้ออกเรือนแล้ว พอออกเรือนก็กลายเป็ภรรยาบ้านอื่น ทำไมเ้าไม่มอบโอกาสดีๆ แบบนี้ให้อาฮังแทนล่ะ อายุหกหนาวพอดิบพอดี”
วาจาของแม่เฒ่าหลินทำให้หลินตี้ที่กำลังเชิดหน้าอยู่นั้นอดใจสั่นไม่ได้ ย่าของนางลำเอียงไปยิ่งนัก แค่เพราะนางไม่ใช่หลานชายถึงกลับจะยึดโอกาสนี้ไปให้น้องชายนางเลยหรือ
“มิใช่ว่าข้าไม่ได้คิดถึงเื่อาฮังหรอกขอรับ แต่ท่านอาจารย์บอกว่าอยากเปิดโอกาสให้สตรีได้เล่าเรียนหนังสือ ข้าเลยคิดว่าหากผลักดันอาตี้ก็จะมีโอกาสมากกว่า ส่วนอาฮังยังรอต่อไปได้เพราะอายุแค่หกหนาวอยู่” หลินเอ๋อชุนพูดอย่างเสียดาย ใช่ว่าเขาเองไม่คิดถึงเื่นี้เสียเมื่อไรล่ะ แต่อาจารย์พูดเช่นนั้นเขาก็ต้องทำตาม
“ดีๆ อย่างไรก็ถือว่าดี ฮ่าๆ” พ่อเฒ่าหลินหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ส่วนหลินตี้ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งใจ
“โอ้ พวกท่านจะดีใจก็ค่อยดีใจหลังจากที่ข้ากับแม่ออกจากบ้านได้หรือไม่”หลินหยุนซีกระแอมเตือนสติ ถ้าคนพวกนี้รู้ว่านางอ่านออกเขียนได้คงมีสีหน้าพิลึกแน่ แค่ได้เรียนสำนักศึกษาที่คล้ายกับโรงเรียนเอกชนของยุคนางที่มีเงินก็เข้าได้แค่นี้ทำคุยโวไปได้
หลินไห่เทาขบกรามแน่น ลูกสาวอกตัญญูผู้นี้ช่างรกหูรกตานัก ไม่เหมือนหลานสาวของเขาเลย ไล่ไปเร็วๆ คงดี แต่ถ้านางไปภรรยาเขาก็ต้องไปด้วย เขาควรทำอย่างไรดี?