เฉียวเฟิงอยู่กับเกมสังหารเทพอนันต์ภพมานาน เมื่อเห็นหน้าจอระบบแบบในตัวเกมครั้งแรกเกิดนั้น ตัวเองก็แอบใไม่น้อยและหัวเราะให้จ้าวหมื่นมาร เพราะแอบรู้สึกถึงอารมณ์ขันและความขี้เล่นของจ้าวหมื่นมาร โดยไม่คิดว่าจะมีอะไรพิเศษไปมากกว่านี้
แต่ไม่น่าเชื่อ...ในระบบแนวนี้ กลับมีองค์ความรู้ต่างๆ ของจ้าวหมื่นมารอย่างมากมาย ทั้งเคล็ดวิชา กระบวนท่า และสิ่งต่างๆ ที่จ้าวหมื่นมารได้เรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมกันนั้นยังได้ฝังเศษพลังของศิลาเอาไว้ในดวงิญญาของเฉียวเฟิงด้วย ซึ่งนั้นก็คือ พลังที่นำเอามาสร้างระบบแนะให้เฉียวเฟิง โดยมันถูกสร้างโดยเศษพลังของศิลาผนึกเทพ
โดยศิลาปัญญาได้กักเก็บความรู้และความทรงจำต่างๆ ของจ้าวหมื่นมารเอาไว้ หากเฉียวเฟิงอยากเรียนรู้อะไรที่จ้าวหมื่นมารเคยมีก็ทำได้ทันที เพียงแต่เศษความทรงจำของจ้าวหมื่นมารนั้นช่างมากมาย เพราะจ้าวหมื่นมารมีอายุหลายพันปี เฉียวเฟิงจึงไม่อาจะดูเื่ราวเ่าั้ได้หมด มันล่องลอยอยู่ในห้วงความคิดของเฉียวเฟิง เป็เมฆขาวที่ภายในมีภาพเื่ราว เมฆขาวนี้ทอดยาวราวกับไม่มีจุดจบ
ศิลาิญญาในปัจจุบัน แม้เป็เพียงเศษเสี้ยวพลังที่เหลืออยู่ที่จ้าวหมื่นมารทิ้งเอาไว้ แต่มันก็สามารถใช้สร้างดวงิญญาจำลองของจ้าวหมื่นมารขึ้นมา เป็คล้ายระบบ AI คอยให้คำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับเฉียวเฟิง
แล้วคอยช่วยเหลือโดยการดึงข้อมูลและองค์ความรู้ต่างๆ ของจ้าวหมื่นมารที่เหมาะสมมาให้กับเฉียวเฟิง ซึ่งมันจะเร็วกว่าที่ตัวเฉียวเฟิงจะเข้าไปในห้วงจิตสำนึกแล้วค้นหาความรู้ต่างๆ ด้วยตัวเอง แถมว่างๆ เฉียวเฟิงก็ชอบคุยกับเ้าระบบแนะนำนี้เป็อย่างมาก เพราะทำให้รู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับจ้าวหมื่นมารได้เป็อย่างดี
ศิลาผู้สร้างที่เหลือถูกใช้เป็เครื่องมือ สร้างรูปแบบการรับรูปคลายเกมให้กับเฉียวเฟิง นอกจากนั้นยังสร้างห้องจัดเก็บความรู้และความทรงจำแบ่งแยกเป็หมวดหมู่ให้เฉียวเฟิงไว้ใช้ด้วย
สุดท้ายศิลาเวลาและมิติ แม้เฉียวเฟิงไม่อาจหยุดกาลเวลาและเดินข้ามมิติได้ แต่มันก็ทำให้เฉียวเฟิงหยุดเวลาในห้วงความคิดของตัวเองได้
เช่น เมื่อไหร่เฉียวเฟิงกำหนดจิตสามารถเข้ามาดึงองค์ความรู้เก่าๆ ของจ้าวหมื่นมาร เวลาภายนอกเหมือนจะหยุดนิ่ง ซึ่งแท้ที่จริงไม่ใช่เวลาภายนอกหยุดนิ่ง แต่เป็เพราะเศษพลังศิลาแห่งกาลเวลาได้สร้างห้วงมิติกาลเวลาแบบพิเศษไว้ในห้วงจิตของเฉียวเฟิง มันเป็ห้วงจิตที่แยกเป็เอกเทศ ราวกับไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีกาลเวลาจำกัด โดยที่กาลเวลาในห้วงมิตินี้ จะไม่เกี่ยวข้องกับกาลเวลาในโลกแห่งความจริงแต่อย่างใด
นอกจากนั้นด้วยอำนาจแห่งศิลามิติ เฉียวเฟิงยังมีมิติหมื่นตารางกิโลไว้เป็ที่เก็บสำหรับเก็บของอีก ทำให้เฉียวเฟิงยิ่งมีความรู้สึกว่า ระบบแนะนำที่จ้าวหมื่นมารมอบให้ช่างเหมือนกับในเกมที่เคยเล่นเหลือเกิน
เฉียวเฟิงเคยลองใช้สิ่งนี้อยู่เงียบๆ อยู่หลายครั้งโดยไม่มีใครรู้
แม้ขนาดของมิตินี้จะมีจำกัดแต่ก็ใหญ่มากนักสำหรับเฉียวเฟิงในตอนนี้
โดยที่เฉียวเฟิงหารู้ไม่ ช่องว่างมิตินี้สำหรับจ้าวหมื่นมารนั้นถือว่าเล็กน้อยมาก เพราะห้วงมิติที่เ้าหมื่นมารสร้างสมัยยังมีชีวิตอยู่ ใหญ่มากพอที่จะเก็บดวงดาวนับแสนและจักรวาลได้เลยทีเดียว
.
.
.
-[ ตึง ๆ ๆ ๆ โปรดสงบจิตใจพร้อมเข้าสู่ภวัง และโปรดเดินลมปราณตามห้วงสำนึกของจ้าวหมื่นมาร ปล่อยความรู้สึกของท่านให้ล่องลอยอย่างได้ขัดขืน ]-
เฉียวเฟิงได้ยินดังนั้น จึงค่อยๆ กำหนดกระแสจิตสู่ภวัง และค่อยๆ ทำตามการปรับลมปราณของจ้าวหมื่นมาร
ในห้วงสำนึกของเฉียวเฟิงตัวค่อยๆ ทำความเข้าใจกับองค์ความรู้ของจ้าวหมื่นมารก่อนในไม่ช้า ในความเงียบงัน มันจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ดังก้อง “ยินดีด้วยท่านทำสำเร็จแล้ว”
จากสำนึกของเฉียวเฟิงก็กลับสู่โลกแห่งความเป็จริง แม้ตอนนี้เฉียวเฟิงจะมีร่างกายเป็ทารก แต่เฉียวเฟิงก็สามารถเดินลมปราณได้อย่างชำนาญในทันที
เพียงแต่ว่า...ในโลกความเป็จริงกับห้วงสำนึกนั้นยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง
พร้อมทั้งตอนนี้เฉียวเฟิงมีร่างเป็ทารก พร้อมทั้งร่างกายยังถูกพิษ มันจึงสร้างความเจ็บแก่เฉียวเฟิงทารกน้อยเป็อย่างมาก การเดินลมปราณแต่ละรอบของตัวมัน สร้างความเ็ปอันลึกล้ำ มันไม่ได้สบายตัวเหมือนในห้วงสำนึกเลย
แต่ถึงอย่างนั้นเฉียวเฟิงตอนนี้ก็ได้แต่อดทนแล้ว เพราะความเ็ปแค่นี้ หากเทียบกับสิ่งที่จ้าวหมื่นมารพบเจอจะเรียกว่าอะไร เฉียวเฟิงสำนึกบุญคุณของจ้าวหมื่นมารนัก มันจึงกัดฟันมุ่งมั่นฝึกเคล็ดลมปราณ พร้อมเดินพลังรักษาเส้นชีพจรของตัวเองอย่างเต็มที่ และในตอนนั้นเอง
“เอ๊ะ!!! นิมันอะไรกัน” ท่านหมอหลวงถึงกับใเพราะสามารถจับการเดินลมปราณจากทารกน้อยได้ มันช่างน่าอัศจรรย์นัก
“เหตุทารกน้อยที่อายุวัยเพียงเท่านี้ จึงสามารถเดินลมปราณได้ด้วยตัวเองนะ อย่าว่าแต่ภายในภาวะปกติเลย แต่นี้ทารกน้อยถูกพิษสังหารอันรุนแรงแม้พิษจะเจือจางอยู่มาก แต่ถ้าภายในเวลาธูป 3 ก้านมอดดับ ทารกน้อยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ชีวิตทารกน้อยคงดับสูญอย่างแน่นอน ส่วนความเ็ปที่ทารกน้อยได้รับก็ไม่ต้องพูดถึง การเดินลมปราณนี้แม้แต่ยอดยุทธ์ทั้งหลายก็เป็ที่รู้กัน ต้องแน่วแน่และมีสมาธิต่อเนื่องถึงขีดสุด ยิ่งวิชามีระดับสูงเท่าไร การเดินลมปราณก็จะยิ่งยากและอัศจรรย์มากขึ้นเท่านั้น ความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดการตีกลับของลมปราณและบอบช้ำภายในได้ ระดับกลางเจ็บหนักกระอักเืชีพจรบอบช้ำอาจจะต้องรักษาตัวนับปี หากแต่ถ้าหนักหนาเดินลมปราณผิดพลาดก็อาจจะถึงชีวิตชีพจรขาดสะบั้น แต่เด็กทารกน้อยนี้กับ…”
หมอหลวงใถึงขีดสุด แต่ก็ไม่กล้าหยุดการรักษากลางคัน แต่ยิ่งเร่งขับพิษให้เร็วขึ้นอีกตามกระแสปราณที่มี ตอนแรกหมอหลวงคิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาอย่างเร็ว 3 วัน อย่างช้า 5 วันจึงจะขับพิษหมด แต่ด้วยทารกน้อยอัศจรรย์เกินคาดมีกระแสลมปราณวิเศษหนุนนำ ดังนั้นเพียงแค่หนึ่งวันครึ่งเป็อย่างช้า พิษก็น่าจะถูกขับออกจนหมดได้
และด้วยความที่หมอหลวงใช้เข็มเงินััชีพจรของทารกอยู่จึงััรูปแบบการเดินลมปราณของทารกน้อยได้อย่างละเอียดและก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง
“เส้นทางการเดินลมปราณของวิชาขั้นกลาง!!!” หมอหลวงแทบเก็บความตกตะลึงของตัวเองไม่อยู่เมื่อััถึงสิ่งนี้ นั่นเพราะระดับการเดินลมปราณเบื้องต้น ต่ำ กลาง สูง มีรูปแบบที่แตกต่างกันมาก
วิชาเดินลมปราณระดับเบื้องต้น ััเส้นลมปราณไม่กี่จุด และมีลำดับจุดเดินพลังไม่มากไม่เกิน 25 จุด แต่ผู้ฝึกก็สามารถสร้างพลังทำลายและเสริมกำลังให้ตัวเองได้มากมายขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของเคล็ดวิชา
วิชาเดินลมปราณระดับต่ำนั้นถือว่าเป็เื่ธรรมดาของผู้เข้าสู่ยุทธภพโดยแท้จริง แม้จะบอกว่าเป็การเดินลมปราณระดับต่ำ แต่ความซับซ้อนของเคล็ดวิชาก็มีมากมายขึ้นอยู่กับสำนัก บางคนต้องใช้ความพยายามนับปีก็มี เพื่อให้สำเร็จเคล็ดวิชาเดินลมปราณระดับต่ำนี้
ซึ่งมักใช้จุดลมปราณเดินผ่านอย่างน้อย 115 จุด จาก 522 จุดทั่วร่างกายไม่นับจุดลมปราณเดินซ้ำ ลมปราณระดับต่ำนี้ก็เพียงพอสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ให้ใช้วิชาตัวเบาเดินข้ามน้ำ เหยียบผาสูง ปราณธรรมชาติก็สร้างเพลิง ผลึกน้ำแข็ง ไอธาตุน้ำ ตัดวายุ คุมศิลาได้ ขึ้นอยู่กับวิชาแต่ละสำนัก แต่ก็ต้องเข้าใจการเดินลมปราณพื้นฐานอย่างดีเสียก่อนจึงจะทำได้