ตอนที่ 2 ขนมดอกเหมยกุ้ยฮวา
หนังสือกฎของสำนักเขียนไว้ว่า การคัดเลือกศิษย์เซียนนั้น มีการคัดเลือกลูกศิษย์อันเข้มงวดยิ่งนักเพื่อฝึกลมปราณ
การฝึกลมปราณนั้น มี 4 ขั้น ได้แก่
1.ระดับรวบรวมลมปราณพื้นฐาน ซึ่งมี 12 ระดับ ศิษย์ที่อยู่ในขั้นนี้จะต้องสวมชุดสีขาว
2.ระดับลมปราณขั้นต้น มี 12 ระดับ เมื่ออยู่ในระดับลมปราณขั้นต้นระดับ 1-7 จะต้องสวมชุดสีเหลือง และจะเปลี่ยนเป็ชุดสีเขียวเมื่อยกระดับเป็ลมปราณขั้นต้น ระดับ 8 - 12
3.เมื่อทะลวงชีพจรถึงระดับลมปราณขั้นกลาง ซึ่งมี 12 ระดับ จะต้องสวมชุดสีน้ำเงิน
4.ส่วนลมปราณขั้นสูงนั้น มี 12 ระดับเช่นกัน จะต้องสวมชุดสีแดง แต่เมื่อบรรลุถึงขั้นเซียน จะต้องสวมใส่ชุดสีดำ
สำนักนี้เต็มไปด้วยศิษย์ที่มีความสามารถ และเ้าสำนักคนแรกตั้งสำนักนี้ขึ้นมาเพื่อหาผู้ฝึกฝนแบ่งปันเคล็ดลับกัน ต่อมาได้มีคนมาขอเข้าร่วมสำนัก เลยกลายเป็สำนักฝึกเซียนที่ไม่ติดต่อกับสำนักอื่น และเร้นกายอยู่บนูเาคีรีบรรพต
เ้าสำนักท่านแรกจึงตั้งชื่อตามทิวทัศน์และสถานที่แห่งนี้ว่า 'สำนักเมฆาคีรี' เพราะูเาคีรีบรรพตนี้มีปราณบริสุทธิ์อันเหมาะกับการฝึกฝนเป็อย่างมาก จึงมีคนขอเข้าร่วมสำนักเป็จำนวนมาก
แต่เมื่อเ้าสำนักคนใหม่ขึ้นรับตำแหน่งแทน ได้เปลี่ยนกฎให้รับศิษย์ทุก ๆ 50 ปี และใช่ว่าผู้ใดจะเข้ามาเป็ศิษย์ได้ แต่การเข้ามาเป็ศิษย์ในสำนักเมฆาคีรีนั้นจะต้องมีโชคชะตาอย่างที่ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือได้เลือกหลี่เพ่ยเพ่ยกับหลินหยวนเข้ามานั้น
"หนทางสู่การเป็เซียน ข้าจะลองตั้งใจฝึกฝนดูสักครา ข้าจะต้องเข้าถึงขั้นรวบรวมลมปราณให้ได้" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยกับตนเองอย่างหนักแน่น และลองทำตามวิธีที่ตำราได้กล่าวไว้
วันเวลาดำเนินผ่านไป หลี่เพ่ยเพ่ยตั้งใจเก็บตัวฝึกฝนตามที่ตั้งใจไว้ โดยไม่ออกไปไหนนอกจากหาผลไม้ประทังชีวิตจากป่าไพรหลังห้องพัก และน้ำดื่มจากลำน้ำสายเล็กที่ไหลลงมาจากยอดเขา หลี่เพ่ยเพ่ยพยายามตั้งใจให้เข้าถึงความหมายของการรวบรวมลมปราณ
จนกระทั่งวันหนึ่ง หลี่เพ่ยเพ่ยนั่งสมาธิ นางรู้สึกถึงอาการควบแน่นอยู่ภายในร่างกาย และแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง ก่อนที่ร่างกายนางจะสั่นขึ้นมา จากนั้นไม่นานก็มีพลังลมปราณโอบล้อมร่างกาย และค่อย ๆ ซึมเข้ามาภายในตัวของหลี่เพ่ยเพ่ย
หลี่เพ่ยเพ่ยเชื่อมั่นว่าตนกำลังเข้าสู่ขั้นรวบรวมลมปราณ ก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น หลังจากที่นางรู้สึกถึงพลังลมปราณแล้ว นางเก็บตัวยิ่งกว่าเดิมและฝึกฝนอยู่ซ้ำ ๆ จนเกิดผลเป็ที่น่าพอใจ หลี่เพ่ยเพ่ยรู้สึกว่าร่างกายของตนนั้นมีกำลังวังชากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก
หลี่เพ่ยเพ่ยนางจึงคิดถึงศิษย์พี่หญิงที่นำนางมาที่นี่ เพื่อขอบคุณศิษย์พี่หญิง หลี่เพ่ยเพ่ยเป็คุณหนูตระกูลจาง ถึงแม้แซ่หลี่แต่เกิดมาก็อาศัยอยู่ในตระกูลจางกับท่านแม่ นางจึงเรียนรู้เย็บปักถักร้อย นางจึงปักผ้าเช็ดหน้ารูปหงส์และชื่อของจ้าวลู่ซือ เพื่อนำไปมอบเป็ของขวัญตอบแทนบุญคุณที่พานางมายังที่แห่งนี้
เมื่อนางปักเสร็จแล้ว นางตั้งใจนำไปมอบให้ศิษย์พี่หญิง ระหว่างทางนางพบต้นเหมยกุ้ยฮวาโดยบังเอิญ จึงเก็บและนำไปทำขนมเท่าที่ห้องครัวมีวัตถุดิบให้สามารถทำได้ ขนมดอกเหมยกุ้ยฮวาปรับเส้นลมปราณตับและม้าม ทำให้พลังชี่ไหลเวียน ทำให้กระปรี้กระเปร่า ปรับสมดุลเื และระงับอาการปวดเมื่อย
หลี่เพ่ยเพ่ยเดินไปตามแนวเขา นางไม่รู้ว่าศิษย์พี่จ้าวลู่ซือพักอยู่ที่ใด จึงได้ถามท่านผู้าุโท่านหนึ่งซึ่งนั่งดูแลต้นสมุนไพรอยู่ที่สวนสมุนไพร
“ท่านผู้าุโ ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่า ศิษย์พี่จ้าวลู่ซือพักอยู่ที่ใด” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อมถ่อมตน
“เ้าตามหาข้าทำไม” ทันทีที่หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยถามท่านผู้าุโ ก็ได้ยินเสียงเรียบเฉยเอ่ยขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่เพ่ยเพ่ยรีบหันหลังกลับไปที่ต้นเสียงด้วยความดีใจ
“คารวะศิษย์พี่หญิงจ้าว” หลี่เพ่ยเพ่ยรีบเอ่ย พร้อมผสานมือคารวะจ้าวลู่ซืออย่างเลื่อมใสศรัทธา
“เ้ามาหาข้ามีอะไรหรือ” ศิษย์พี่หญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะก้มมองดูสมุนไพร
“หญ้าหนอน” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยพร้อมประหลาดใจที่ได้เห็นสมุนไพรชนิดนี้
“เ้ารู้เื่สมุนไพร?” ศิษย์พี่หญิงจ้าวเอ่ยถาม
“ข้าพอรู้นิดหน่อย เมื่อก่อนข้าชอบอ่านตำราแพทย์อยู่บ้าง” หลี่เพ่ยเพ่ยตอบ พลางนึกย้อนไปในอดีต ก่อนจะเม้มปากตนเองแน่นเป็เส้นตรง เพราะเมื่อก่อนหลี่เพ่ยเพ่ยมักโดนกักบริเวณ ให้อยู่แต่ในห้องตำราของคฤหาสน์จาง จึงได้แต่นั่งอ่านตำราอย่างไม่มีอะไรทำ
“ดี เ้าย้ายมาอยู่เรือนข้าง ๆ ข้า ข้ากำลังขาดคนช่วยทำเม็ดโอสถพอดี” ศิษย์พี่หญิงเอ่ยพลางหยิบป้ายหยกสีน้ำเงินขึ้นมาแล้วยื่นให้หลี่เพ่ยเพ่ย
“ศิษย์พี่หญิง วันนี้ข้าตั้งใจมาขอบคุณท่าน ที่ท่านพาข้ามาที่นี่ นี่คือขนมดอกเหมยกุ้ยฮวา ปรับเส้นลมปราณตับและม้าม ทำให้พลังชี่ไหลเวียน ทำให้กระปรี้กระเปร่า ปรับสมดุลเื และระงับอาการปวดเมื่อย และนี่ข้าไม่มีอะไรติดตัวมา ข้าจึงนำผ้ามาปักเป็ผ้าเช็ดหน้าให้ท่าน เพื่อเป็การขอบคุณท่าน ศิษย์พี่หญิง ท่านได้โปรดรับไว้” หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ย พลางยื่นของทั้งสองสิ่งให้ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือ นางรับไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เ้าไปย้ายของมายังห้องพักข้าง ๆ ข้า ถ้ามีคนถามว่าเ้ามาทำอะไรที่ส่วนนี้ ให้เ้ายื่นป้ายหยกให้เขาดูซะ” ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือเอ่ยพลางเดินจากไป
“แม่นางน้อยเ้าช่างโชคดีนัก ปกติศิษย์พี่จ้าวลู่ซือไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายกับนาง นางมักจะอยู่อย่างสันโดษ ไม่ชอบข้องเกี่ยวกับใคร” ท่านผู้าุโที่ดูแลเหล่าต้นสมุนไพรเอ่ยขึ้นมา พลางมองหลี่เพ่ยเพ่ยอย่างสนใจ แม่นางผู้นี้มีพร์ยิ่งนัก ท่านผู้าุโคิด พลางยกมือขึ้นมาลูบเคราแล้วยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
"ท่านผู้าุโ ท่านคือ…" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
"ข้าแซ่เกา" ผู้าุโตอบ
"ข้าน้อยหลี่เพ่ยเพ่ย คารวะผู้าุโเกา" หลี่เพ่ยเพ่ยผสานมือคารวะด้วยความนอบน้อม
"ฮ่า ๆ ๆ แม่นางน้อย ท่านไม่ต้องมากพิธี ข้าเป็เพียงแค่คนสวน ดูแลสวนสมุนไพรให้ศิษย์พี่หญิงจ้าว"
"ผู้น้อย ควรเคารพท่านผู้าุโเกาถึงจะถูก ท่านผู้าุโเกาได้โปรดชี้แนะข้าน้อยด้วย"
"ตกลง ข้าจะชี้แนะท่านเท่าที่ข้าทราบ" ท่านผู้าุโเกาเอ่ย พลางหัวเราะออกมาอย่างยินดี ก่อนจะมองหลี่เพ่ยเพ่ยอย่างชื่นชม และเดินเข้าไปในสวนสมุนไพรทันที
หลี่เพ่ยเพ่ยกลับไปเก็บของที่ห้องพักห้องเดิม เพื่อจะย้ายไปยังห้องพักข้าง ๆ ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือ เมื่อนางเก็บของเสร็จแล้วก็กลับไปยังสวนสมุนไพรของศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือ เมื่อนางเดินมาถึงหน้าทางเข้าสวนสมุนไพร นางเห็นบุรุษในชุดสีน้ำเงิน รูปร่างสูงโปร่ง ชุดที่ใส่กระชับร่างกายทำให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าอกอันบึกบึนแข็งแรงได้รูป ไหล่กว้าง รูปคิ้วเรียวดั่งกระบี่พาดเฉียงขึ้น นับว่าหล่อเหลา หลี่เพ่ยเพ่ยเดาจากชุดว่าคงจะอยู่ในระดับรวบรวมลมปราณชั้นกลาง
"ศิษย์น้อง คารวะศิษย์พี่" หลี่เพ่ยเพ่ยผสานมือคารวะชายหนุ่มที่ยืนอยู่ที่หน้าสวนสมุนไพร
"เ้าคือ..." เสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลของชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินเอ่ยถามขึ้น
"ข้าน้อยแซ่หลี่ นามว่าเพ่ยเพ่ย .... เมื่อเดือนก่อนศิษย์พี่หญิงจ้าวพาข้าน้อยมาที่นี่" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมถ่อมตน
"อ๋อ เป็เช่นนี้... ไม่ต้องมากพิธี ศิษย์น้อง ข้าก็แซ่หลี่เช่นกัน นามว่าิเยว่ .... เรียกข้าว่าศิษย์พี่ิเยว่ก็ได้" หลี่ิเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และทำสายตากรุ้มกริ่ม
"ศิษย์พี่ิเยว่... ศิษย์น้องขอตัวก่อน" หลี่เพ่ยเพ่ยก้มศีรษะเพื่อจะเดินเข้าไปข้างในสวนสมุนไพร
"ช้าก่อนศิษย์น้อง ข้างในสวนเป็เขตหวงห้าม หากศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือไม่อนุญาต เ้าอาจจะโดนลงโทษได้" หลี่ิเยว่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็กังวล ขมวดคิ้วเข้าหากัน หลี่เพ่ยเพ่ยจึงนำป้ายหยกสีน้ำเงินขึ้นมาให้ หลี่ิเยว่ดู หลี่ิเยว่เกิดความประหลาดใจขึ้น ปกติศิษย์พี่หญิงรักสันโดษ ไม่ชอบให้ใครอยู่ใกล้ และไม่ชอบพูดคุยกับใคร ขนาดหลี่ิเยว่ หมั้นหมายกับศิษย์พี่จ้าวลู่ซือมาจะร้อยปีแล้ว แม้สักคำนางก็ไม่เคยเอ่ยคุยด้วย ถ้าไม่ใช่เื่ภายในสำนัก
"ศิษย์พี่หญิงจ้าว ให้ศิษย์น้องย้ายมาช่วยทำโอสถ... ศิษย์น้องขอตัวก่อน ศิษย์น้องเกรงว่าศิษย์พี่หญิงจะรอนาน" หลี่เพ่ยเพ่ยรีบเอ่ยแล้วเร่งก้าวเท้าเข้าไปในสวนสมุนไพรอย่างรวดเร็ว นางดูสายตาของศิษย์พี่หลี่ิเยว่ก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่จะอยู่ใกล้ด้วย ดูเ้าเล่ห์เพทุบายเป็อย่างมาก
"แม่นางน้อยหลี่... ศิษย์พี่ชายท่านนั้น เ้าไม่ควรเข้าใกล้ เ้าทำถูกต้องแล้ว หลี่ิเยว่เป็บุตรของเ้าสำนักหลี่รุ่ยเต๋อ เ้าสำนักหลี่นิสัยต่างกับบุตรชายของเขามาก ทางที่ดีแม่นางน้อยห่าง ๆ เขาไว้จะดีที่สุด" ผู้าุโเกาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างเอ็นดู
"ข้าน้อยจะระวัง ขอบคุณท่านผู้าุโที่ย้ำเตือนข้าน้อย" หลี่เพ่ยเพ่ยเอ่ยอย่างเคารพนับถือ ก่อนจะเดินไปยังห้องเล็กที่อยู่ข้าง ๆ เรือนใหญ่ รีบเก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อย ก่อนจะนั่งสมาธิฝึกรวบรวมลมปราณรอศิษย์พี่หญิงเรียกใช้
ในเวลานี้ดวงดาวเปล่งประกายแพรวพราวพร่างพรายเรียงรายระยิบระยับอยู่เต็มนภากาศ ดวงเดือนเพ็ญเต็มดวงฉายแสงสุกสกาวท่ามกลางความมืดสลัวของนภาในยามราตรี
หลี่เพ่ยเพ่ยรวบรวมพลังลมปราณให้เป็สาย และพยายามแผ่กระจายโคจรหมุนเวียนให้อยู่ภายในร่าง ควบคุมไม่ให้ลมปราณกระจายออกไปนอกร่างกาย ความพยายามที่หลี่เพ่ยเพ่ยทำอย่างเต็มที่ ทำให้นางบรรลุถึงปณิธานที่ตั้งไว้ได้ ขอเพียงแต่นางตั้งใจบากบั่นอดทนไม่รามือ ลมปราณกระจายไปทั่วทุกมุมของร่างกายของหลี่เพ่ยเพ่ย ให้ความรู้สึกเหมือนร่างเบาหวิวกระปรี้กระเปร่า เหงื่อขับออกจากร่างกายทำให้ร่างกายของหลี่เพ่ยเพ่ยเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
สําเร็จแล้วหลี่เพ่ยเพ่ย ก้าวข้ามสู่การรวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่งภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ศิษย์พี่หญิงจ้าวที่นั่งฝึกฝนอยู่บนก้อนศิลาหยกก้อนใหญ่ท่ามกลางสวนสมุนไพร ก็ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ และมองมายังห้องพักของหลี่เพ่ยเพ่ย จากนั้นก็ยกยิ้มที่มุมปากแล้วหลับตาลงอีกครั้งเพื่อฝึกฝนต่อ ศิษย์น้องหลี่เพ่ยเพ่ยช่างมีพร์ยิ่งนัก อนาคตต้องเป็ยอดเซียนอย่างแน่นอน ศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือคิดภายในใจ
เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า อากาศปลอดโปร่งไร้เมฆครึ้ม หลี่เพ่ยเพ่ยก็ลืมตาขึ้นจากสมาธิพลางผลักประตูห้องพักของตนออกมาที่สวนสมุนไพร แล้วสูดกลิ่นหอมสมุนไพรพร้อมกลิ่นมวลดอกไม้เข้าปอด มองเห็นศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือกำลังนั่งสมาธิฝึกตนอยู่กลางสวนที่ก้อนศิลาหยกก้อนใหญ่ หลี่เพ่ยเพ่ยจึงไปตักน้ำเพื่อชำระร่างกายของตนให้สดชื่น แล้วเดินเข้าไปในครัว ก่อนลงมือทำโจ๊กสมุนไพรซึ่งมีอยู่ในครัว
"ศิษย์พี่หญิงจ้าว ศิษย์น้องทำโจ๊กโก่วฉีจื่อช่วยบำรุงลมปราณตับและไต.... และนี่ป้ายหยกของศิษย์พี่หญิง" หลี่เพ่ยเพ่ยยกชามมาวางให้ที่โต๊ะข้าง ๆ ก้อนศิลาหยกที่ศิษย์พี่หญิงจ้าวกำลังนั่งสมาธิอยู่ และหยิบป้ายหยกส่งคืนถึงมือศิษย์พี่จ้าวลู่ซือ
"วางไว้ เ้าไปศึกษาตำราสมุนไพรเซียนเถอะ" ศิษย์พี่หญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า พร้อมยื่นมือออกมารับป้ายหยกสีน้ำเงินพร้อมเก็บเข้าถุงผ้า
หลี่เพ่ยเพ่ยคารวะศิษย์พี่หญิงจ้าวลูซืออย่างเคารพนอบน้อม พร้อมเดินไปที่สวนสมุนไพรในส่วนที่ท่านผู้าุโเกามีหน้าที่ดูแล เพื่อขอคำชี้แนะจากท่านผู้าุโ สําหรับที่ฝึกฝนการปรุงยาในสํานัก สถานที่แห่งนี้มีเพียงศิษย์พี่หญิงจ้าวลู่ซือ ที่เป็ผู้คัดเลือกศิษย์ที่มีพร์ด้านการปรุงโอสถ เมื่อได้รับอนุญาตให้อยู่ในสวนสมุนไพรที่เต็มไปด้วยต้นสมุนไพร และดอกไม้ที่ใช้ปรุงยามีจำนวนมากนับหมื่น ๆ ต้น หลี่เพ่ยเพ่ยจึงจำเป็ต้องเรียนรู้การปลูกต้นสมุนไพร และฝึกฝนการปรุงโอสถชนิดต่าง ๆ
ที่นี่นับได้ว่าเป็สถานที่เงียบสงบ และหลี่เพ่ยเพ่ยก็รู้สึกเหมือนกับอยู่ที่ที่เป็ของตัวเอง ที่นี่เปรียบเสมือนบ้านของนาง อาจจะไม่ได้สุขสบาย กินหรูอยู่ดี มีบ่าวรับใช้ แต่นางก็มีความสุขมาก ไม่เหมือนตอนที่อยู่ในคฤหาสน์จางที่มีแต่คนติฉินนินทา และหาโอกาสกลั่นแกล้งนาง นางหายจากคฤหาสน์ตระกูลจางมาได้เดือนหนึ่งแล้ว ท่านแม่คงสบายดี และคนในคฤหาสน์คงจะยินดี และจัดงานเลี้ยงฉลองที่ลูกกำพร้าพ่ออย่างข้าได้หายตัวไป และทำให้ท่านแม่เป็ม่ายั้แ่ยังสาว หลี่เพ่ยเพ่ยคิดแล้วก็เวทนาตนเองยิ่งนัก