เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 92 ประชาชนต่างตระหนกอกสั่น

            มีสองครั้งที่ผู้อาวุโสเหว่ยไม่เห็นใครเลยตอนที่จะตรวจชีพจรเพื่อปรับตำรับยาดังนั้นเขาก็เลยกระโดดและด่าออกมา ติงเหว่ยไม่รู้จะทำอย่างไร นางจึงทำได้เพียงปลอบใจอาจารย์ที่ยิ่งดื้อรั้นเหมือนเด็กมากขึ้นทุกวัน

            ผู้อาวุโสเหว่ยเองก็ทำใจโมโหลูกศิษย์ไม่ลงแต่เมื่อเขาไม่มีอะไรทำก็เลยสั่งงานให้นางมากขึ้นให้นางท่องจำตำรับยาที่ใช้ในการรักษา แล้วเขาจะตรวจสอบทุกวัน

            ติงเหว่ยกังวลเรื่องครอบครัวตนเองไปด้วยแล้วก็ดูแลอันเกอเอ๋อร์ไปด้วยทั้งยังต้องตั้งใจเรียนตำราแพทย์เพื่อแยกแยะสมุนไพรประเภทต่างๆ นางก็เลยผอมลงไปมาก

            ในวันนี้นางจำได้ว่าอันเกอเอ๋อร์อายุครบหนึ่งขวบแล้วนี่เป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการหย่านมเด็ก และก็จำเป็นต้องกินธัญพืชห้าชนิด [1]เพื่อจะได้เติบโตอย่างแข็งแรงและสุขภาพดี

            หลังจากคิดไปคิดมานางจึงตัดสินใจลองทำโจ๊กดูก่อน

            นางหยิบข้าวสารจำนวนหนึ่งออกมาและแช่น้ำเป็นเวลานานไว้ก่อนแล้วตอนนี้นางไปตรวจสอบดูเห็นว่าเมล็ดข้าวนิ่มไปตั้งนานแล้วดังนั้นนางก็เลยพาเสี่ยวชิงไปห้องครัวใหญ่ที่เรือนนอกเพื่อไปใช้เครื่องโม่หินบดเมล็ดข้าวให้เป็นผงเพราะว่าที่เรือนในไม่มีเครื่องโม่หิน

            ในมือของเสี่ยวชิงถือถุงผ้าใบเล็กหนึ่งใบภายในมีเมล็ดงาและถั่วลิสงอยู่ในนั้น

            ระหว่างทางติงเหว่ยสังเกตเห็นว่าเสี่ยวชิงดูหดหู่ไปเล็กน้อยไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มักจะมีรอยยิ้มอยู่เสมอ ทำให้นางรู้สึกแปลกใจ

            ทว่านางก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมาอย่างไรสาวน้อยคนนี้ก็อายุมากขึ้นหนึ่งปีแล้ว อย่างไรก็ต้องมีความกังวลของตนเองบ้าง

            ทว่าหลังจากที่มาถึงเรือนนอกนางก็พบว่าสถานที่ที่เคยคึกคักอยู่เสมอไม่ว่าเวลาไหนยามนี้กลับเงียบสงัดมากป้าหลี่และคนครัวอีกสองคนกำลังซุบซิบพึมพำเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ในห้องครัว

            ติงเหว่ยเองก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งขึ้นนางตะโกนเรียกดังๆออกมาสองประโยคท่านป้าหลี่ถึงจะได้ยินและหันมาเห็นว่านางกำลังยืนอยู่ในลานก็เลยรีบวิ่งกุลีกุจอออกมาและลากแขนเสื้อของนางเข้าไปในห้องครัวอย่างรีบร้อน

            ฮูหยินสองนางนั้นที่ทำงานใช้แรงงานต่างก็ก้มหน้าและแสร้งทำเป็นว่ากำลังยุ่งอยู่กับการทำงานทว่าดวงตาของพวกนางกลับมองมาทางนี้เป็นครั้งคราวเห็นได้ชัดว่าพวกนางมีเรื่องอะไรในใจ

            ติงเหว่ยรู้สึกขบขันเล็กน้อยนางป้องข้าวในมือของนางและถามไปด้วยว่า “ป้าหลี่หาข้ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

            ป้าหลี่เหลือบมองชามกระเบื้องเคลือบเล็กๆในมือของนาง แล้วก็มาเดินมากระซิบข้างหูอย่างลึกลับว่า “แม่นางติงเจ้าว่านายน้อยที่ป่วยหนักอยู่ในเรือนในจะเป็นท่านแม่ทัพกงจื้อผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคนนั้นหรือ?”

            แม้แต่ฮูหยินที่อยู่ในป่าเขาชนบทอย่างป้าหลี่ก็ยังเคยได้ยินชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของแม่ทัพใหญ่ผู้พิชิตแดนตะวันตกในตอนนั้น

            ติงเหว่ยตระหนักได้ขึ้นมาทันทีว่าเพราะเหตุใดทุกคนถึงมีท่าทีแปลกไปที่แท้ก็รู้ตัวตนของกงจื้อหมิงแล้วนี่เอง

            นางคิดไปคิดมาอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องหลบซ่อนดังนั้นนางก็เลยพยักหน้าด้วยรอยยิ้มว่า “ใช่แล้วความจริงแล้วนายน้อยอวิ๋นเป็นท่านแม่ทัพใหญ่กงจื้อ!เมื่อก่อนเขาถูกคนลอบทำร้ายโดยการวางยาพิษ ยามนี้ถึงได้เดินเหินไม่สะดวกร่างกายอ่อนแอ ทว่าวันนี้ฟื้นตัวกลับมาเกือบเหมือนเดิมแล้ว!”

            ฮูหยินทั้งสองคนได้ยินต่างก็ตื่นเต้นอดไม่ได้ที่จะยืดหูขึ้นเหมือนกระต่าย เสี่ยวชิงเองก็เดินเข้ามาใกล้มากขึ้นดวงตาสีดำขลับของนางจ้องมองติงเหว่ยโดยไม่กะพริบตา

            ป้าหลี่ประหลาดใจเป็นอย่างมากนางพูดออกมาด้วยความโกรธว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ถูกคนลอบวางยาพิษอย่างนั้นหรือ?ไอ๊หยา เขาเป็นคนดีขนาดนั้นตอนนั้นเหล่ากองโจรชาวเถียเหล่ยพวกนั้นฆ่าคนมากมายนับไม่ถ้วน ทำให้สตรีและเด็กจำนวนไม่น้อยต้องกลับไปอยู่ที่ทุ่งหญ้าหากไม่ใช่เพราะว่าท่านแม่ทัพใหญ่นำทหารปราบพวกเถียเหล่ยเกรงว่าพวกเราทุกคนตอนนี้ก็คงไม่เหลือแล้ว จริงๆ แล้วใครทำร้ายท่านแม่ทัพกันแน่ แล้วจับได้หรือยัง?คนคนนั้นควรจะถูกมีดสับเป็นชิ้นๆ และตกนรกหมกไหม้!”

            ถึงแม้ฮูหยินชาวนาจะมีความรู้น้อยทว่านางก็ยังเข้าใจถึงหลักการตอบแทนบุญคุณเมื่อได้ยินว่าผู้มีพระคุณถูกทำร้ายก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟันและสาปแช่งไม่หยุด

            ฮูหยินอีกสองคนและเสี่ยวชิงก็พยักหน้าพร้อมกันท่าทางของพวกนางเหมือนกันอย่างน่าตกใจ

            แม้ว่านางจะเดาว่าประชาชนรักและเคารพกงจื้อหมิงไว้ก่อนแล้วทว่าเมื่อเห็นด้วยตาตนเองว่าคนข้างกายของนางต่างก็มีท่าทีเช่นนี้ติงเหว่ยก็สัมผัสได้ถึงความหวานชื่นที่เอ่อล้นขึ้นมาเต็มหัวใจ ไม่มีหญิงคนใดที่ไม่ชอบเห็นผู้ชายที่ตนเองหลงรักเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

            ทว่าถ้อยคำบางอย่างก็สามารถพูดได้และบางอย่างก็ไม่สามารถพูดได้อย่างหมดเปลือก นางส่ายศีรษะและตอบอย่างคลุมเครือว่า“คนที่วางยาพิษแม่ทัพกงจื้อถูกค้นพบตั้งนานแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถทำอะไรเขาได้แต่ยังไงสวรรค์ก็คุ้มครอง มิเช่นนั้นยามนี้ที่ฮ่องเต้จอมเผด็จการมัวแต่เอาอกเอาใจคนไม่ดีและทำร้ายขุนนางและประชาชนหากแม่ทัพกงจื้อไม่เผชิญหน้ากับความยากลำบากและลุกขึ้นสู้ขึ้นมาพวกเราประชาชนคนธรรมดาตัวเล็กๆ ไหนเลยจะมีชีวิตที่ดีเฉกเช่นทุกวันนี้ได้!”

            ถ้อยคำเหล่านี้ของนางต่างก็มีหลักฐานยืนยัน

            …..

            เมื่อไม่กี่วันก่อนมีการเก็บเกี่ยวข้าวสารใหม่ในทุ่งนา ประชาชนต่างก็กำลังดีใจแต่แล้วก็มีข้อความจากหน่วยงานทางการในเมืองว่าต้องการให้ทุกหมู่บ้านเพิ่มอัตราภาษีพืชผลในทันทีไม่เพียงเท่านี้ ทุกบ้านยังต้องส่งข้าวสารเพิ่มขึ้นสามร้อยจิน

            หลังจากที่มีข่าวออกมาทุกคนต่างก็พากันคิดไม่ตกว่าเป็นคำสั่งจากทางการหรือว่าขุนนางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวกันแน่ตั้งแต่อำเภอเมืองจนถึงหมู่บ้านต่างก็เละเทะและวุ่นวายกันไปหมดเนื่องจากเหล่าทหารไร้คุณธรรมกลับพากันปล้นอย่างเปิดเผย

            มีคนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ตะโกนร่ำไห้และโขกหัวลงกับพื้นดินเพื่อต่อต้านกับพวกเหล่าทหารของทางการแต่สุดท้ายพวกเขาทำได้เพียงจ้องมองทหารของทางการแย่งเอาพืชผลที่ครอบครัวของตนเองลำบากทำมากว่าหนึ่งปีกลับเข้าไปในที่ว่าการอำเภอโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย

            ในขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวังกงจื้อหมิงก็ลุกขึ้นมาและประกาศข่าวว่าเขายังมีชีวิตอยู่เขานำกองกำลังจากหน่วยเก่าบุกเข้ายึดครองที่ว่าการอำเภอเป็นที่แรกและจับขุนนางผู้นั้นเข้าคุก แล้วนำพืชผลทั้งหลายที่ไปแย่งมาจากประชาชนคืนให้แก่พวกเขาไปหลังจากนั้นก็ควบคุมราคาสินค้าในอำเภอเมืองทำโทษเหล่าพ่อค้าพืชผลรายใหญ่ที่ปรับราคาขึ้นไปจนสูงและยังเกณฑ์ผู้อพยพและขอทานเข้าร่วมกองทัพ ส่วนผู้หญิงและเด็กที่ไม่สามารถเข้าร่วมกองทัพได้ก็รับดูแลไว้ที่สถานดูแลสุขภาพชั่วคราวให้สตรี ฮูหยิน หรือแม่เฒ่าที่อายุมากหน่อยคอยช่วยดูแลเด็กๆ

            มาตรการต่างๆที่มีประโยชน์ต่อประชาชนเหล่านี้ทำให้เขาชนะใจประชาชนได้อย่างสมบูรณ์และมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่เลือกจะยืนหยัดภายใต้ธงแห่งความยุติธรรมในการกวาดล้างคนเลวข้างกายฮ่องเต้

            กงจื้อหมิงแต่งตั้งชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อสวี่ชาง ขึ้นมาเป็นผู้ปกครองอำเภอชั่วคราว สวี่ชางเป็นคนมากความสามารถตั้งแต่เด็กทั้งยังสง่างามและอ่อนโยนตอนนั้นเขาก็เป็นหนึ่งในผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งของกงจื้อหมิงและเขาก็มีความสามารถมาก

            แต่หลังจากที่กงจื้อหมิง“เสียชีวิต” กองทัพที่พิชิตดินแดนตะวันตกอันยิ่งใหญ่ก็ถูกฮ่องเต้ปราบปรามและไม่เรียกใช้งานอีกต่อไป สวี่ชางเป็นคนมากความสามารถที่มีชื่อเสียงหากไม่มีใครนำไปใช้งานไหนเลยจะมีชีวิตที่ดีได้เขาจึงทำได้เพียงกลับไปอยู่ในชนบทและเปิดร้านอาหารเพื่อหาเลี้ยงชีพตนเอง

            ในช่วงแรกที่กงจื้อหมิงตามหาเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาคนเก่าๆเขาที่ได้รู้ข่าวก็ทิ้งทุกอย่างและรีบมาอย่างรวดเร็วโดยทันที

            กงจื้อหมิงเองก็ดีใจเป็นอย่างมากเดิมทีสกุลกงจื้อก็เป็นสกุลของอู่โฮ่วอยู่แล้วข้างกายของเขาเต็มไปด้วยผู้บัญชาการทหารคนที่เชี่ยวชาญด้านการปกครองก็มีน้อยมากจริงๆ การมาของสวี่ชางช่วยแก้ปัญหาด่วนนี้ไปในทันทีเขารับอำเภอชิงผิงที่วุ่นวายไปจัดการต่อ

            ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอำเภอชิงผิงก็กลายเป็นอำเภอเมืองที่ปลอดภัยเป็นแห่งแรกของกองทัพอี้จวินจากนั้นก็มุ่งปฏิบัติการไปทางใต้เรื่อยๆ

            สวี่ชางเองก็มีพรสวรรค์จริงๆเขาไม่ได้ทำให้กงจื้อหมิงผิดหวังเลยแม้แต่น้อยภายในไม่กี่วันเขาก็ถือโอกาสจัดการพวกกลุ่มอันธพาลในคืนเดียวและยังควบคุมราคาพืชผลที่ขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นในอำเภอเมืองก็กลับคืนสู่สภาพสงบเรียบร้อยตามเดิม

            ……

            และตอนนี้ที่ติงเหว่ยพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมาก็ทำให้ป้าหลี่ เสี่ยวชิงและคนอื่นๆ เกิดความรู้สึกร่วมกันขึ้นมา

            มีหลายๆคนพยักหน้าพร้อมๆ กัน ป้าหลี่ก็พูดชมออกมาว่า “ภายในเวลาไม่กี่วันราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ที่พวกเราอยู่เปลี่ยนไปมากราวกับเปลี่ยนไปเป็นอีกที่หนึ่งยังไงอย่างนั้นวันนี้ตอนที่ข้าออกไปข้างนอกก็ไม่เห็นผู้อพยพที่บนถนนเลย”

            “ข้าได้ยินมาว่าผู้อพยพพวกนั้นล้วนถูกเกณฑ์เข้ากองทัพไปหมดแล้ว!”เสี่ยวชิงหัวเราะคิกคักและพูดข่าวที่ตนเองได้ยินมา ใบหน้าของนางขึ้นสีแดงเลือดฝาดและแอบมองติงเหว่ยเป็นครั้งคราว

            ป้าหลี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดนางก็ถามสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ของนางออกมา “แม่นางติงเจ้าเองก็อยู่ในเรือนใน ทั้งยังสนิทสนมกับผู้อาวุโสอวิ๋นและแม่ทัพกงจื้อด้วยข้าเลยอยากถามสักหน่อยว่า ท่านแม่ทัพกลับคืนสู่สถานะเดิมแล้ว และยังเป็นคนที่ทำการใหญ่ด้วยเช่นนั้นจวนแห่งนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะว่างออกไป เช่นนั้นพวกเราที่ถูกรับเข้ามาใหม่จะทำยังไงกัน?ผู้อาวุโสอวิ๋นมีแผนการอะไรหรือไม่?”

            เสี่ยวชิงและฮูหยินทั้งสองคนนั้นต่างก็มองมาอย่างตื่นตระหนกเช่นกันเห็นได้ชัดว่าพวกนางก็กังวลกับชีวิตในวันหน้าเช่นกัน

            ในที่สุดติงเหว่ยก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งที่แท้คนเหล่านี้ก็เกรงว่าหากกงจื้อหมิงย้ายออกไปแล้ว พวกเขาก็จะถูกไล่ออกและชีวิตของพวกเขาก็ไม่เหลืออะไรให้คาดหวังอีกต่อไป

            ต้องรู้ว่าตอนแรกที่พวกเขาถูกซื้อเข้ามาในสกุลอวิ๋นก็เป็นเพราะว่าพวกเขาไร้ที่พึ่งหากว่าเป็นช่วงเวลาที่ข้างนอกสงบสุขก็ยังจะดีสักหน่อยแต่ว่าตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะสงครามหากว่าออกไปก็เหมือนกับยามเช้าที่มิอาจรับรองได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในยามค่ำคืน [2]ราวกับกำลังรนหาที่ตายชัดๆ!

            หลังจากที่ติงเหว่ยคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วก็รีบปลอบใจพวกนางอย่างรวดเร็วว่า“ไม่เป็นไร พวกเจ้าอย่าได้กังวลไปเลย ต่อให้แม่ทัพกงจื้อจะย้ายออกไปแล้วแต่ที่นี่ก็ยังคงถูกเก็บไว้และไม่มีทางที่จะขับไล่พวกเจ้าออกไปด้วย!ขอเพียงยังมีสถานที่ให้หลบภัย และมีอาหารให้กินอิ่มท้องด้วยฝีมือการทำอาหารของป้าหลี่และเสี่ยวชิงทั้งสองคนยังต้องกลัวว่าจะไม่รอดชีวิตอีกอย่างนั้นหรือ?”

            ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้ป้าหลี่ยิ้มออกมานางปาดมือไปที่หางตา ใบหน้าแดงเล็กน้อย “ให้แม่นางติงเห็นเรื่องน่าอายเข้าแล้วข้าเองก็กังวลเหมือนกัน พวกเราอ่อนแอและไม่มีอำนาจ ไม่มีญาติอยู่ข้างกายก็เลยคิดว่ามีนายท่านดีๆ คอยดูแล แล้วยังพอหาเงินได้สักหน่อย มิเช่นนั้นอยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้ก็เหมือนกับเป็นเป้าเคลื่อนที่ให้คนอื่นมาแย่งชิงไป!”

            ในขณะที่พูดอยู่นางก็มองไปที่เสี่ยวชิง

            เป็นอย่างที่คาดไว้ใบหน้าของเสี่ยวชิงก็มืดครึ้มลงในทันใด มือเล็กๆ ของนางกำเข้าไว้ด้วยกันท่าทางดูน่าสงสาร

            ติงเหว่ยมองอย่างขบขันและนางก็ถือโอกาสพูดออกมาว่า “ป้าหลี่พูดเช่นนี้ มิสู้รีบแต่งเสี่ยวชิงเข้าบ้านนางจะได้ไม่ต้องทำให้คนอื่นเป็นห่วง เสี่ยวชิงเจ้าเองก็รีบมีหลานชายคนโตไวๆ!”

            “ไอ๊หยาพี่ติง พี่พูดอะไรน่ะ ข้าไม่ยุ่งกับพี่แล้ว!”ใบหน้าของเสี่ยงชิงแดงเถือกขึ้นมาทันทีนางกระทืบเท้าด้วยความเขินอายและหมุนตัวเดินกลับไปหลบอยู่ในห้อง

            ต่อให้ปกติป้าหลี่จะปฏิบัติตัวอย่างรักใคร่และสนิทสนมและแสดงออกหลายครั้งว่าอยากจับคู่ให้นางกับเสี่ยวฝูจื่อทั้งต่อหน้าและลับหลังทว่าใบหน้าของสาวน้อยกลับบอบบางราวกับกระดาษที่โปร่งใสไหนเลยจะสามารถต้านทานการหยอกล้อเช่นนี้ได้

            ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมาแววตาของป้าหลี่พลันสว่างวาบขึ้น ในใจก็ครุ่นคิดว่าจะรีบจัดการเรื่องงานแต่งงานของลูกชายให้เร็วขึ้นดีหรือไม่

            ติงเหว่ยเองก็ไม่รบกวนการวางแผนของป้าหลี่นางหมุนตัวหันไปหาฮูหยินทั้งสองคนนั้นแล้วพูดว่า“พวกเจ้าทำงานของพวกเจ้าอย่างสบายใจเถิดท่านแม่ทัพกับท่านลุงอวิ๋นไม่มีทางที่จะไล่พวกเจ้าออกไปหรอกตราบใดที่พวกเจ้าตั้งใจทำงานของตนเองให้ดีและมีความจงรักภักดีต่อนายท่าน!”

            ทั้งสองคนรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็วและตอนนี้ป้าหลี่ก็มีสติกลับมา นางจึงพูดสำทับออกมาด้วยว่า “วางใจเถอะท่านแม่ทัพของพวกเราเป็นคนดี เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่การที่เราติดตามนายท่านเช่นนี้ไม่มีทางที่จะผิดพลาดอย่างแน่นอน”

            ในขณะที่พูดอยู่นางก็พับแขนเสื้อขึ้นเพื่อไปหั่นมันฝรั่งแล้วตะโกนออกมาว่า“มีคนมากมายกำลังรอกินข้าวอยู่ พวกเราต้องเร่งมือหน่อยแล้ว”

            ฮูหยินทั้งสองคนก็ยุ่งเช่นกันคนหนึ่งกำลังนวดแป้งและนึ่งซาลาเปา อีกคนกำลังก่อไฟเพื่อจะทำโจ๊ก

            อาหารสำหรับคนรับใช้ในสกุลอวิ๋นนั้นเป็นของคุณภาพดีมาโดยตลอดแต่ทุกวันนี้ข้าวยากหมากแพง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะลดมาตรฐานลงมาสักเล็กน้อยปกติแล้วในตอนเช้าจะมีหมั่นโถว ข้าวต้มและเครื่องเคียงซึ่งข้าวต้มนั้นก็เติมหมูเห็ดเป็ดไก่ลงไปหลายชนิด รสชาติความอร่อยคงไม่ต้องพูดถึงอย่างน้อยก็กินแล้วมีพละกำลัง เดิมทีจะเว้นสักสองสามวันมากินข้าวบ้างสักมื้อแต่ช่วงนี้ก็เปลี่ยนจากข้าวสารเป็นข้าวที่ทำจากข้าวโพดแทน ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ทุกคนก็ยังรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก

            อย่างไรในภาวะที่สงครามกำลังใกล้เข้ามาเช่นนี้ไม่รู้ว่ามีคนมากมายเท่าไรที่ต้องเสียชีวิตอยู่ข้างถนนแต่พวกเขามีที่พักพิงจากลมและฝน ทั้งยังมีข้าวและกับร้อนๆ กินนี่ก็ถือว่าสวรรค์คุ้มครองแล้ว และต้องขอบคุณนายท่านที่เมตตา

            -----------------------------------------

            [1] ธัญพืชห้าชนิด 五谷杂粮หมายถึงข้าวเปลือก ข้าวสาลี ถั่ว ข้าวโพด มันฝรั่ง

            [2]ยามเช้ามิอาจรับรองได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในยามค่ำคืน 朝不保夕หมายถึงไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577