ตอนที่ 3 บัตรสีดำนำโชค
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ทั้งนทีและฉัตรจักรต่างก็พยายามหมั่นฝึกซ้อมการว่ายน้ำมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งสองเป็นักกีฬาว่ายน้ำที่เป็ดาวเด่นของทีมทุกครั้งหลังจากเลิกเรียนแล้วพวกเขาจะต้องมาซ้อมว่ายน้ำที่สระใน่เย็น จากสถิติซ้อมจับเวลาทั้งคู่ทำเวลาได้ดีขึ้นกว่าเก่าซึ่งทำให้อาจารย์ชัยยานั้นยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
ถึงแม้การตรวจร่างกายจะผ่านไปได้หนึ่งอาทิตย์แต่นักกีฬาทุกคนกลับยังรู้สึกไม่สบายใจบางทีคนเราก็ไม่อยากรู้ว่ามีอะไรที่ผิดปกติในร่างกาย หรือบางคนก็คิดเสียว่าไม่รู้เลยจะดีกว่าสำหรับนทีแล้วเขาไม่เคยใช้สารเสพติด ไม่เคยใช้สารกระตุ้น และไม่มีประวัติการเป็โรคติดต่อแต่ถึงอย่างไรก็ตามในใจลึกๆ ของเขาก็ยังอดที่จะหวาดกลัวไม่ได้ ใน่หัวค่ำหลังจากเสร็จสิ้นการซ้อมว่ายน้ำแล้วอาจารย์ชัยยาเรียกนักกีฬาทุกคนให้มาประชุมกันอยู่ที่ข้างริมสระว่ายน้ำ
“เอาล่ะทุกคนวันนี้อาจารย์มีเื่จะบอกเกี่ยวกับผลการตรวจร่างกายที่ผ่านมา”อาจารย์ชัยยากล่าวด้วยน้ำเสียงอย่างเป็ทางการนักกีฬาทุกคนในทีมต่างก็รู้สึกหวาดวิตกกับผลตรวจร่างกายที่จะได้รับต่างคนต่างเงียบไม่กล้าพูดอะไร อาจารย์ชัยยามองหน้านักกีฬาทุกคน เขาสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ก่อนจะบอกว่า “ผลการตรวจร่างกายทุกคนมีสุขภาพดี ผ่านพร้อมลงแข่งได้ทุกคน”
นทีรู้สึกโล่งใจเป็อย่างมากหลังจากที่ได้รับรู้ผลการตรวจร่างกายมีเสียงพูดคุยกันพึมพำอย่างโล่งอกโล่งใจในหมู่นักกีฬาหลังจากที่พวกเขารู้ตัวว่าได้ผ่านการตรวจสุขภาพในครั้งนี้
“อ้อแล้วมีอีกอย่างหนึ่ง” อาจารย์ชัยยาพูด“ท่านประธานวรกิจฝากกำลังใจมาให้นักกีฬาทุกคน่นี้ท่านจะเดินทางไปต่างประเทศสักพักหนึ่ง และคงไม่ได้เข้ามาเยี่ยมทีมว่ายน้ำของเราแต่ท่านยังมีน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ มามอบให้แทน ใครก็ตามที่คว้าเหรียญทองมาได้ท่านประธานวรกิจยินดีมอบให้เหรียญละหนึ่งแสนบาท"
เกิดเสียงคุยกันฮือฮาในหมู่นักกีฬาเหรียญทองเหรียญละหนึ่งแสนบาทเงินอัดฉีดจำนวนนี้ ดูเหมือนจะใช้ได้ผลดียิ่งกว่าสารกระตุ้นประเภทอื่น
“เหรียญทองปีนี้รับรองไม่พลาดแน่” ฉัตรจักรพูดเสียงดัง
“ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องแข่งกันแล้วล่ะ”นทีว่า
“ดี เพราะฉันคงไม่ออมมือให้นายแน่นอน”ฉัตรจักรพูดอย่างมั่นใจ
“เอาล่ะ ทุกคนใจเย็น ๆ ก่อน”อาจารย์ชัยยาพูดแทรกขึ้น เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเหล่านักกีฬาได้รู้เื่เงินอัดฉีด“อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแล้วอาจารย์อยากให้ทุกคนตั้งใจฝึกซ้อมให้ดีสม่ำเสมอ พยายามทำสถิติของตัวเองให้ดีขึ้นและที่สำคัญห้ามเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ยาเสพติด กับสารกระตุ้นโดยเด็ดขาดเข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ”นักกีฬาทุกคนตอบเสียงดังฟังชัด
“ดี” อาจารย์ชัยยาพยักหน้า “ถ้างั้นวันนี้ทุกคนกลับบ้านได้”
ในค่ำคืนนั้นหลังจากที่ฉัตรจักรฝึกซ้อมว่ายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาเดินทางกลับมาที่ห้องพักซึ่งเช่าอยู่ในอพาร์ทเมนท์ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยชายหนุ่มรู้สึกถึงร่างกายที่หนักอึ้งและเหนื่อยล้าซึ่งเกิดจากการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องสิ่งที่เขา้ามากที่สุดในตอนนี้คือที่นอนนุ่มๆเพื่อจะได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ ฉัตรจักรเดินมาถึงที่ชั้นล่างอพาร์ทเมนท์ซึ่งเป็ห้องโถงกว้างขนาดใหญ่มีโทรทัศน์และชุดโซฟารับแขกจัดวางเอาไว้โดยที่มุมด้านข้างเป็ห้องหน้าต่างกระจก และมีคุณป้าที่ดูแลสถานที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั้น
“น้องฉัตรจักรคะรับจดหมายด้วยค่ะ”เสียงทักดังขึ้น ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเดินผ่านหน้าห้องกระจกเพื่อตรงไปยังบันได
“ครับ” ฉัตรจักรว่า แล้วเดินดุ่มๆไปหาคุณป้าที่ดูแลห้องพัก เธอรวบผมที่ย้อมสีดำสนิทไว้ตึงเปรี๊ยะ และแต่งหน้าได้จัดจ้านไม่แพ้กับตัวอิจฉาที่แสดงอยู่ในละครทีวีหลังข่าวเธอยื่นซองจดหมายสามฉบับมาให้ชายหนุ่ม เขารับจดหมายทั้งสามฉบับมาใส่กระเป๋า“ขอบคุณมากนะครับ คุณป้า”
“แหมจะมาเรียกป้งเรียกป้าอะไรเรียกพี่ก็ได้”คุณป้าพูดเสียงหวาน “ถ้าว่างๆ ก็ลงมาดูทีวีกับพี่ก็ได้นะ”
ฉัตรจักรยิ้มแหย ๆ และส่ายหน้าทันที“ไม่เป็ไรครับ ตอนนี้ผมง่วงแล้วขอตัวไปนอนก่อนนะครับ”
เมื่อกลับถึงห้องพักฉัตรจักรทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มสีขาวเขากดรีโมทเปิดโทรทัศน์ไว้เพื่อให้มีเสียงดังจากละครทีวีอยู่เป็เพื่อนชายหนุ่มรู้สึกง่วงนอนและอยากล้มตัวนอนอย่างเต็มที่ แต่ในขณะที่กำลังสะลึมสะลือ เขาก็ฝืนความง่วงเปิดกระเป๋าหยิบเอาจดหมายทั้งสามฉบับออกมาอย่างน้อยก่อนนอนก็ขอดูก่อนละกันว่าวันนี้มีจดหมายอะไรส่งมาบ้าง
“บิลค่าโทรศัพท์มือถือ”ฉัตรจักรพูดพึมพำกับตัวเอง พลางหยิบซองจดหมายฉบับต่อไปมาดู “ใบโฆษณาสินค้า”
“แล้วนี่มันจดหมายอะไร ?” ชายหนุ่มเกาหัวตัวเองแกรกๆ
จดหมายฉบับที่สามซึ่งถืออยู่ในมือของเขาเป็ซองสีขาวล้วนปิดผนึกอย่างดีไม่มีที่อยู่ของผู้ส่ง ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของอะไรบางอย่างที่อยู่ภายในซองเขาค่อยๆ แกะแถบกาวของซองออกแล้วเปิดอย่างระมัดระวังก่อนจะพบว่ามีเอกสารฉบับหนึ่งถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยในซองนั้นฉัตรจักรคลี่เอกสารแผ่นนั้นออกแต่แล้วก็ต้องรู้สึกแปลกใจ เมื่อพบว่ามีบัตรแข็งสีดำใบหนึ่งหล่นลงมาอยู่บนผ้าปูที่นอนสีขาวเขามองบัตรสีดำใบนั้นชั่วขณะหนึ่งด้วยความสงสัยก่อนจะหันกลับไปอ่านข้อความบนเอกสารที่ถืออยู่ในมือ
ขอแสดงความยินดีกับคุณฉัตรจักร ศรานุกูล
คุณคือผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลพิเศษเราขอมอบบัตรนี้ให้กับคุณ
เพียงแค่คุณไปที่ตู้เอทีเอ็มและกรอกรหัสผ่าน180716
คุณก็จะสามารถใช้จ่ายเงินสดที่มีอยู่ในบัตรใบนี้ได้ทันที
ขอให้คุณมีความสุขกับของขวัญสุดพิเศษที่ได้รับในครั้งนี้
ดูเหมือนความง่วงที่เคยข่มตาให้หลับจะหายสนิทเป็ปลิดทิ้งในทันที ชายหนุ่มรู้สึกสงสัย นี่มันเป็เื่ตลกอะไรกันทำไมอยู่ดีๆ เขาถึงกลายเป็ผู้โชคดีขึ้นมาได้หรือว่าบางทีห้างสรรพสินค้าที่เคยไปซื้อของจะมอบรางวัลพิเศษสมนาคุณลูกค้าแบบใหม่อย่างนั้นเหรอ? เขาหยิบบัตรสีดำที่อยู่บนเตียงขึ้นมาพิจารณา มันเป็บัตรแข็งสีดำมันวาวเหมือนกับบัตรเครดิตทั่วไปตรงด้านหน้าบัตรเป็ชื่อนูนตัวอักษรภาษาอังกฤษของเขา มีหมายเลขบัตรจำนวน 13 หลักตรง่ด้านล่างมีตัวเลขบอกวันที่เริ่มใช้บัตร ฉัตรจักรมองดูคร่าวๆ แล้วพลิกบัตรไปด้านหลังและพบว่ามีแถบแม่เหล็กเหมือนกับบัตรเอทีเอ็มทั่วไป
“นี่มันรายการล้อกันเล่นรึเปล่า?” ฉัตรจักรถามตัวเอง พลางพลิกบัตรสีดำในมือไปมา“อย่างนี้มันต้องลองดูกันซักหน่อย”
ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นจากโซฟาพับเอกสารพร้อมกับบัตรสีดำใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง พลางคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากบัตรที่เขาได้รับมานี้ไม่ใช่มุขตลกฝืดๆ หลอกขายของจากทางห้าง อย่างน้อยเขาก็คงมีเงินสดไว้ใช้บ้างสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือการพิสูจน์ความจริงทั้งหมดว่ารางวัลที่เขาได้รับเป็เื่จริงฉัตรจักรก้าวออกจากห้องแล้วล็อคประตู โดยทิ้งความง่วงและความเหนื่อยล้าไว้เื้ั
แสงสว่างจากหลอดไฟที่ติดไว้หน้าตู้เอทีเอ็มส่องสว่างมาแต่ไกลฉัตรจักรเดินมาถึงหน้าร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกลจากอพาร์ทเมนท์ตู้เอทีเอ็มอยู่เยื้องออกมาทางด้านข้างจากหน้าร้านเพียงเล็กน้อยเขาก้มดูนาฬิกาข้อมือตอนนี้เป็เวลา 22.30 น. เขามองผ่านกระจกเข้าไปในร้านค้า มีลูกค้าสี่ห้าคนยืนต่อแถวเพื่อรอจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ข้างหน้าชายหนุ่มเดินตรงไปที่ตู้เอทีเอ็มที่หน้าจอเป็รูปหญิงสาวใส่ชุดเครื่องแบบธนาคารยกมือไหว้ยินดีต้อนรับ เขาล้วงกระเป๋าหยิบบัตรสีดำขึ้นมา ก่อนที่จะสอดบัตรใบนั้นเข้าไปในตู้เอทีเอ็ม
ที่หน้าจอตู้เอทีเอ็มกระพริบอยู่สองสามครั้งภาพหญิงสาวในชุดธนาคารเริ่มพร่าเลือน เหมือนกับมีระบบบางอย่างแปรปรวนข้างในแต่แล้วหน้าจอก็กระพริบอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะมีข้อความขึ้นมาว่า
กรุณาใส่รหัสผ่าน..........
ฉัตรจักรหยิบเอากระดาษเอกสารออกมาจากกระเป๋าคลี่ออก สายตาจดจ้องไปที่เลขรหัสบนกระดาษ แล้วจึงกดตัวเลขบนแป้นอย่างระมัดระวัง180716
พรึ่บ!!! หน้าจอตู้เอทีเอ็มดับมืดลงทันที
ชายหนุ่มยืนมองด้วยความมึนงงแต่แล้วในวินาทีต่อมาหน้าจอก็เริ่มกระพริบส่องสว่างขึ้นมาพร้อมกับข้อความที่ปรากฏขึ้น
คุณมียอดเงินในบัญชี10,000,000 บาท
ฉัตรจักรตาลุกวาวไม่เชื่อในข้อความที่ปรากฏอยู่ข้างหน้าสิบล้านบาท!!! นี่เขากำลังฝันไปรึเปล่า ?
ไม่กี่วินาทีต่อมาหน้าจอก็เริ่มกระพริบถี่ๆ สองสามครั้งก่อนจะมีข้อความปรากฏขึ้นมา
หากคุณ้าถอนเงินในบัญชี คุณยินดีทำสัญญาและปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกอย่างหรือไม่หาก้าให้กดปุ่มตกลง
“สัญญาอะไรวะ ?” ฉัตรจักรถามงงๆ “ช่างหัวมันเถอะขอแค่ให้มันได้เงินจริงๆ ก็พอ”
ฉัตรจักรยิ้มที่มุมปากแล้วใช้นิ้วชี้กดปุ่มตกลงอย่างไม่ลังเล แต่แล้วในเสี้ยววินาทีนั้น เมื่อปลายนิ้วัักับแป้นเหล็กเขารู้สึกได้ถึงกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านออกมาจากเครื่องเอทีเอ็มแล้วไหลพล่านไปทั่วทั้งร่างกายร่างกายของเขาเหมือนกับเป็อัมพาตชะงักหยุดนิ่งราวกับถูกแช่เอาไว้ในก้อนน้ำแข็งประสาทััทั้งหมดไม่สามารถรับรู้กับสิ่งใด ทุกสิ่งทุกอย่างดับหายไปพร้อมกับความมืดมิดที่เข้าครอบงำจนหมดสิ้นชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองลอยเคว้งคว้างอยู่ในห้วงอวกาศอันมืดมิด ไร้น้ำหนักเวิ้งว้าง ว่างเปล่า ทันใดนั้น ในท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ขอบเขตดวงตาคู่ใหญ่มหึมาก็ปรากฏขึ้น ดวงตาคู่นั้นเป็สีเหลืองอำพันเรืองแสงแวววาวกำลังจ้องมาที่เขา
สัญญาเกิดขึ้นแล้ว...เสียงแหบต่ำดังสะท้อนมาจากที่ไกลแสนไกล ดวงตาคู่สีอำพันเริ่มหายเลือนไปในความมืด ชั่วอึดใจต่อมา ฉัตรจักรก็สะดุ้งและลืมตาขึ้นมาตอนนี้เขายืนอยู่ที่หน้าตู้เอทีเอ็มเหมือนเดิมเมื่อสักครู่นี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองหายไปจากโลกนี้ชั่วขณะแต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาเป็ปกติ ร่างกายของเขาขยับเคลื่อนไหวได้ตู้เอทีเอ็มไม่ได้มีกระแสไฟฟ้ารั่วออกมาแต่อย่างใด ชายหนุ่มเกาหัวแกรกๆด้วยความงุนงง ก่อนจะสังเกตเห็นที่หน้าจอแสดงข้อความว่า
กรุณากรอกจำนวนเงินที่คุณ้าถอน…..
10,000ฉัตรจักรกรอกตัวเลขจำนวนเงินหนึ่งหมื่นบาทลงไปแล้วกดปุ่มตกลงเสียงเครื่องจักรภายในกำลังทำงานส่งธนบัตรมาที่ช่องรับเงิน
ที่หน้าจอแสดงข้อความกรุณาหยิบธนบัตรที่ช่องรับเงิน อึดใจต่อมา ฝาด้านล่างของเครื่องเอทีเอ็มก็เปิดให้เห็นธนบัตรแบงค์พันจำนวนสิบใบอยู่ในนั้นฉัตรจักรหยิบธนบัตรทั้งหมดขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทาตอนนี้เขารู้แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่มุขตลกของรายการล้อกันเล่นแต่ชายหนุ่มรู้ว่าเขาคือผู้โชคดีที่ได้รับบัตรเงินสดมูลค่าสิบล้านบาทอยู่ในมือ
“เป็เศรษฐีแล้วเว้ยคราวนี้!” ฉัตรจักรร้องบอกตัวเองเบาๆพร้อมกับหยิบบัตรสีดำแห่งความโชคดีออกมาจากเครื่อง เขารีบเอาเงินและบัตรสีดำใบนั้นยัดใส่กระเป๋ากางเกงโดยไม่ที่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้ที่หน้าจอตู้เอทีเอ็มเริ่มกระพริบถี่ ๆ สองสามครั้งก่อนจะมีเงาสีดำรูปหน้าคนปรากฏขึ้นบนจอ ดวงตาสีแดงเถือกคู่หนึ่งโผล่นูนออกมาจากเงาดำเหลือบมองไปที่ฉัตรจักร พร้อมกับแสยะยิ้มด้วยความพึงพอใจ
ค่ำคืนนั้นฉัตรจักรล้มตัวลงนอนลงบนเตียงด้วยความสุขใจความเหนื่อยล้าจากการซ้อมว่ายน้ำดูเหมือนจะหายเป็ปลิดทิ้งเขาหยิบบัตรสีดำขึ้นมาพลิกดูไปมาบนเตียง มันสะท้อนกับแสงไฟข้างถนนที่เล็ดลอดเข้ามาจากนอกหน้าต่างเขาถามตัวเองใครกันนะที่ส่งบัตรใบนี้มาให้...บัตรแห่งความร่ำรวย...บัตรแห่งความโชคดี...บัตรแห่งเศรษฐีชายหนุ่มจูบราตรีสวัสดิ์กับบัตรสีดำเบาๆ พร้อมกับหลับตาลงอย่างมีความสุข
ใน่เย็นของวันถัดมาดวงอาทิตย์อัสดงส่องแสงสีเหลืองอมแดงกระจายไปทั่วท้องฟ้า สระว่ายน้ำในยามเย็นดูสงบนิ่งปราศจากระลอกคลื่น ฉัตรจักรกำลังนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ข้างสระว่ายน้ำหลังจากเลิกเรียนเมื่อ่บ่ายที่ผ่านมา เขาได้แวะไปที่ห้างสรรพสินค้าและซื้อสินค้าหลายอย่างที่เขาเคยอยากได้มานานตอนนี้ชายหนุ่มกำลังนั่งชื่นชมสินค้าที่เพิ่งซื้อออกมาสดๆ ร้อนๆ นทีเดินออกมาจากประตูทางด้านหลังสระว่ายน้ำมองขึ้นไปบนอัฒจันทร์ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเขาเห็นร่างเงาดำทะมึนยืนค้ำหัวฉัตรจักรอยู่ แต่พอนทีเดินเข้าไปใกล้เงาดำนั้นก็อันตรธานหายไป
“ตาฝาดไปรึเปล่าวะ?” นทีถามตัวเองด้วยความสงสัย พลางเดินตรงเข้าไปหาเพื่อน“ฉัตรจักรว่าไง นั่งดูอะไรอยู่เหรอ ?”
“โทรศัพท์ใหม่”ฉัตรจักรว่า พลางส่งโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดให้นทีดู
“โอ้โห! โคตรแพงเลยนะนี่” นทีบอก ในขณะที่รับโทรศัพท์มาพิจารณาดูด้วยความระมัดระวัง
“ยังมีอีกนะนายดูนี่สิ”ฉัตรจักรเปิดกระเป๋าเป้สีดำออก หยิบกล้องถ่ายรูป โน๊ตบุ๊ค นาฬิกา ไอแพด ออกมาวางอวดให้เพื่อนดู
“เฮ้ย! ทั้งหมดนี่มันคงเป็แสนเลยนะ นายเอาเงินจากไหนมาซื้อเนี่ย ?” นทีถามอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ฉัตรจักรไม่ว่าอะไรได้แต่ยิ้มที่มุมปากเขาหยิบเอาบัตรสีดำออกมาจากกระเป๋าส่งให้นทีดูนทีรับบัตรนั้นมาถือแล้วพลิกดูไปมาอย่างงุนงง
“ฉันคือผู้โชคดีที่ได้รับบัตรนี้”ฉัตรจักรบอก พลางมองไปที่บัตรสีดำซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์อยู่ในมือของนที“มันเป็บัตรแห่งโชคลาภ และก็เปลี่ยนให้ฉันได้เป็เศรษฐีภายในพริบตา”
“มันหมายความว่ายังไง?” นทีถามด้วยความสงสัย
ฉัตรจักรเล่าเื่ราวแห่งความโชคดีที่เขาได้รับจดหมายเมื่อคืนนทีรับฟังด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นปนกับความประหลาดใจชายหนุ่มไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่หลักฐานคือบัตรสีดำที่อยู่ในมือของเขาและสินค้าราคาแพงหลายอย่างที่ฉัตรจักรซื้อมาทำให้ไม่อาจปฏิเสธได้
“เอ้า! ทั้งสองคนรีบลงมาซ้อมได้แล้ว” อาจารย์ชัยยาะโมาจากด้านล่างอัฒจันทร์ขณะที่นักกีฬาคนอื่นๆ เริ่มเดินทยอยออกมาจากประตู
“ครับอาจารย์” นทีตอบ ในขณะที่ฉัตรจักรเก็บข้าวของลงใส่กระเป๋า“มันเป็เื่ที่เหลือเชื่อมากเลย นายโชคดียังกับถูกล๊อตเตอรี่แน่ะ”
“ฮ่าๆๆ ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ แต่ของอย่างนี้สงสัยมันคงเป็ดวงใครดวงมันมากกว่า”ฉัตรจักรว่าพร้อมกับเกาหัว เขารู้สึกเหมือนกับมีอะไรบางอย่างติดออกมาในซอกเล็บ เมื่อก้มลงดูจึงพบว่าเป็เส้นผมหงอกร่วงติดเล็บออกมา“อะไรวะ ยังไม่ทันแก่เลย มีผมหงอกแล้วเหรอนี่” เขาบ่นพึมพำกับตัวเองพลางหยิบผมหงอกเส้นนั้นขึ้นมาดูใกล้ๆ
“เฮ้ย! นี่นายมีผมหงอกแล้วเหรอ” นทีแซวเมื่อเห็นเพื่อนกำลังยืนพิจารณาเส้นผมสีขาวอยู่ในมือ “อย่างนี้ล่ะมั้งคนเรามันต้องแก่ถึงจะรวย”
“เขาเรียกรัศมีอาเสี่ยต่างหาก”ฉัตรจักรย้อน พลางโยนเส้นผมในมือทิ้งไป “รีบลงไปเถอะ ได้เวลาซ้อมแล้ว”
ทั้งสองคนเดินลงไปสมทบกับบรรดานักกีฬาว่ายน้ำคนอื่นๆที่รออยู่ข้างล่าง
ในค่ำคืนยามราตรีท้องฟ้าดูมืดมิดปราศจากแสงดาว ฉัตรจักรนอนอยู่บนเตียง ด้วยความเหนื่อยล้าหลังจากที่ฝึกซ้อมว่ายน้ำมาตลอด่เย็น เขาหยิบบัตรสีดำขึ้นมาดูด้วยความชื่นชมพลางคิดว่าพรุ่งนี้จะซื้ออะไรดี ? เสื้อผ้าแบรนด์เนมหรือรองเท้าใหม่สักคู่เป็ยังไง ? ชายหนุ่มอ้าปากหาว หลับตาลงมือยังกำบัตรสีดำเอาไว้ แล้วเขาก็หลับสนิทในที่สุด
แสงสว่างจากหลอดไฟส่องลงมาตามทางเดิน ฉัตรจักรรู้สึกตาพร่ามัวเพราะแสงไฟบนเพดานกำลังส่องแยงตาชายหนุ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองกำลังนอนร่างเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงเหล็กเย็นเยียบพร้อมกับถูกเข็นไปข้างหน้า เขาพยายามลุกขึ้นแต่ไม่สามารถทำได้ เพราะมีแถบสายคาดสีขาวพันธนาการร่างของเขาไว้บนเตียงเหล็กใครคนหนึ่งกำลังเข็นเตียงให้วิ่งไปในทางเดินที่เหมือนอุโมงค์ยาวเงียบเชียบปราศจากผู้คนฉัตรจักรเคลื่อนไหวได้เพียง่คอเท่านั้น เขาพยายามมองซ้ายขวาแต่ไม่พบกับใครมีแต่กำแพงสีขาวว่างเปล่าและหลอดไฟที่ติดเป็ระยะบนเพดาน ชายหนุ่มพยายามอ้าปากร้องแต่กลับไม่มีเสียงดังเล็ดลอดออกมา
เตียงถูกเข็นมาหยุดที่หน้าประตูบานหนึ่งบานประตูสีดำขนาดใหญ่ค่อยๆ เปิดออก ไอความเย็นลอยออกมาจากในห้องปะทะที่ปลายเท้าของฉัตรจักรทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัวแม้จะพยายามใช้สายตาเพ่งมองไปในความมืดเบื้องหน้าว่ามีอะไรรอคอยอยู่ในห้องแต่เขาก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เตียงถูกเคลื่อนเข้ามาในที่มืดจนมองไม่เห็นแสงสว่างจากด้านหน้าประตูสักพักหนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงบานประตูปิดลง
แสงไฟกระพริบถี่ๆก่อนที่ความสว่างจะเริ่มส่องกระจายไปทั่ว ชายหนุ่มเริ่มมองเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นเขาพยายามมองไปรอบๆ เท่าที่จะทำได้ ก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในห้องที่ปูด้วยกระเบื้องสีขาวสะอาดที่ด้านซ้ายของเตียงเป็เครื่องมืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในทางการแพทย์ เหมือนกับที่เขาเคยเห็นในหนังเขาหันไปมองที่ด้านขวามือซึ่งมีโต๊ะปูผ้าสีเขียวคลุมเอาไว้ บนนั้นมีมีดผ่าตัดเข็มฉีดยา กรรไกร และอุปกรณ์เหล็กมีคมรูปร่างแปลกๆ วางอยู่บนโต๊ะ เขาไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เตรียมมาเพื่ออะไรแต่ในตอนนี้ฉัตรจักรรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวเมื่อเห็นปลายมีดแหลมคมสะท้อนกับแสงไฟและในวินาทีนั้น เขาก็รู้แล้วว่านี่คือห้องผ่าตัด !!!
“ทุกอย่างเตรียมพร้อมเรียร้อยแล้ว”เสียงทุ้มของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง อึดใจต่อมา ชายคนนั้นก็เดินมายืนอยู่ที่ข้างเตียงด้านขวามือของฉัตรจักร
เงาสีดำเลือนรางค่อยๆปรากฏขึ้นรอบๆ ห้องและเริ่มก่อตัวเป็รูปร่าง มีส่วนหัวและแขนขาปรากฏออกมารูปร่างลักษณะเริ่มเหมือนคนและมีความหนาชัดเจนยิ่งขึ้นแต่กลับดูไร้น้ำหนักพลิ้วไหวเหมือนกลุ่มควันวินาทีต่อมา ร่างเงาเ่าั้ก็อยู่ในชุดนักบวชผ้าคลุมสีดำ พวกเขาซ่อนใบหน้าเอาไว้ในความมืดมิดใต้ผ้าคลุมนั้นนักบวชผ้าคลุมดำทั้งหมดมีอยู่สิบตน พวกเขายืนกระจายเป็วงกลมล้อมรอบเตียงผ่าตัด
ฉัตรจักรรู้สึกงุนงงและตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ? นักบวชที่ดูน่ากลัวพวกนี้เป็ใคร ?แต่ก่อนที่เขาจะได้รับคำตอบ บรรดานักบวชผ้าคลุมดำก็เริ่มสวดบ่นพึมพำเป็ภาษาที่ฉัตรจักรไม่เคยได้ยินมาก่อน ชายหนุ่มพยายามดิ้นรนและร้องะโขอความช่วยเหลือแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดดังออกมาจากลำคอผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างเตียงเดินไปที่โต๊ะเครื่องมือด้านซ้ายฉัตรจักรเพิ่งสังเกตเห็นว่าชายคนนี้ใส่ชุดสีเขียวและสวมหน้ากากคาดจมูกเหมือนชุดฟอร์มของหมอในห้องผ่าตัด
“แกจะทำอะไรปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้นะ !”ฉัตรจักรพยายามร้องะโ แต่สิ่งที่ผ่านออกมาจากปากของเขาคือความเงียบ
ในขณะที่เสียงสวดมนต์เริ่มดังสะท้อนไปทั่วห้อง ชายลึกลับคนนั้นก็เริ่มสวมถุงมือยางก่อนที่จะหยิบอุปกรณ์อะไรบางอย่างขึ้นมามันมีลักษณะเหมือนกับตะขอเล็กๆ เขาเดินมาที่ข้างเตียง ก้มหน้ามองที่ดวงตาทั้งสองข้างของฉัตรจักรอย่างใกล้ๆ ความกลัวแล่นไปทั่วทุกอณูขุมขนของชายหนุ่ม เมื่อเขามองเห็นส่วนใบหน้าที่โผล่พ้นออกมาจากหน้ากากคาดจมูกของชายคนนี้มันเป็ใบหน้าที่มีิัสีดำเหี่ยวย่นขรุขระ ดวงตาโปนแดงเถือกเต็มไปด้วยเส้นเืฝอยคู่นั้นกำลังพิจารณาดวงตาอันเบิกโพลงด้วยความกลัวของฉัตรจักรอย่างใกล้ชิด เขาได้กลิ่นลมหายใจอันเน่าเหม็นซึมออกมาจากใต้หน้ากากชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับอะไร แต่ดูเหมือนว่าชายลึกลับคนนี้เป็นายแพทย์...และตอนนี้นายแพทย์สยองขวัญคนนี้กำลังพินิจพิเคราะห์ดวงตาทั้งสองข้างของเขาอยู่
นายแพทย์ลึกลับใช้มือที่สวมถุงมือยางเปิดเปลือกตา้าของฉัตรจักรขึ้นแล้วเอาตะขอเหล็กไปเกี่ยวกับเปลือกตาด้านในเอาไว้ทั้งมุมซ้ายขวาจากนั้นเขาก็ดึงเปลือกตาด้านล่างลงใช้ตะขอเหล็กเกี่ยวเอาไว้แบบเดียวกันด้วยความรวดเร็วและชำนาญ
“โอ๊ย !!! นี่แกทำบ้าอะไรกันวะ” ฉัตรจักรร้องะโออกมาด้วยความเ็ปแต่กลับไม่มีเสียงดังออกมา ดูเหมือนคุณหมอสยองขวัญจะไม่สนใจว่าคนไข้มีความรู้สึกเ็ปหรือไม่เพราะเขากลับทำแบบเดียวกันกับดวงตาอีกข้างหนึ่งของคนไข้ เปลือกตาทั้งสองข้างของชายหนุ่มถูกถ่างออกด้วยเครื่องมือที่เป็ตะขอเหล็กฉัตรจักรนอนดวงตาเบิกโพลง ร่างกายแข็งทื่อถูกมัดอยู่บนเตียงเหล็ก ความกลัววิ่งพล่านไปทั่วทั้งร่างกายของชายหนุ่มเมื่อเห็นนายแพทย์หยิบมีดผ่าตัดขึ้นมา แสงไฟสะท้อนคมมีดส่องประกายวิบวับเหล่านักบวชผ้าคลุมดำเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ห้อมล้อมเตียงเหล็กเสียงสวดมนต์อันเย็นเยียบน่าขนลุกดังกังวานสะท้อนไปทั่วห้องกระเบื้องสีขาว
“เอาล่ะวันนี้เราจะเริ่มจากดวงตาทั้งสองข้างก่อน” นายแพทย์พูดเสียงเย็น ก้มหน้าลงไปใกล้ๆดวงตาที่เบิกโพลงของชายหนุ่ม แล้วจรดปลายมีดผ่าตัดอันแหลมคมลงไปที่ลูกตา !
“ว้าก!!!!” ฉัตรจักรร้องลั่น ในขณะที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมๆ กันก่อนจะพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนที่นอนในห้องพัก “นี่มันฝันบ้าอะไรกันวะเนี่ย ?”เขาถามตัวเองอย่างงุนงง ลุกขึ้นมานั่ง ใช้มือทั้งสองข้างลูบไปมาที่ดวงตาทั้งสองเพื่อสำรวจดูว่ามีลูกตาข้างใดข้างหนึ่งหล่นหายไปหรือไม่นับว่าโชคดีที่ดวงตาทั้งสองข้างยังอยู่ครบถึงแม้ชายหนุ่มจะรู้สึกเจ็บที่เบ้าตาก็ตามฉัตรจักรเลื่อนมือทั้งสองข้างออกจากเบ้าตาลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เห็นคือบัตรสีดำหล่นอยู่ตรงข้างหมอนชายหนุ่มเหลือบไปมองนาฬิกาข้างเตียง ตอนนี้เป็เวลา 03.20 นาที
จริงสินะ...เมื่อสักครู่นี้มันเป็เพียงฝันร้ายฉัตรจักรบอกตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอนเดินตรงไปห้องน้ำเขามองสำรวจใบหน้าตัวเองบนกระจก มีบางอย่างที่ผิดปกติไปเงาสะท้อนในกระจกของเขาดูไม่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนชายหนุ่มลองมองดูลายกระเบื้องติดผนังที่อยู่ไกลออกไปแต่ก็เห็นเป็ภาพมัว ๆ ฉัตรจักรเปิดก๊อกน้ำวักน้ำเย็นขึ้นมาล้างหน้าเพื่อความสดชื่น แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมามองกระจกเขาก็เห็นนายแพทย์สยองขวัญคนนั้นยืนถือมีดผ่าตัดอยู่ข้างหลัง !
“เฮ้ย !!!” ฉัตรจักรร้องสะดุ้งด้วยความใก่อนจะพบว่าสิ่งที่เห็นเป็เพียงภาพหลอน เขากำลังยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองอยู่ในกระจกชายหนุ่มรีบล้างหน้าเพื่อสลัดความคิดอันฟุ้งซ่านจากฝันร้ายให้หมดไปแล้วกลับไปที่เตียงอีกครั้ง ฉัตรจักรหลับตาลงเพียงไม่กี่นาทีเขาก็หลับลึกจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า ณ ตอนนี้มีร่างเงาดำกำลังลอยขนานไปกับร่างของตัวเองที่นอนหลับสนิทอยู่เงาดำทะมึนนั้นลอยห่างจากร่างชายหนุ่มเพียงไม่กี่ฟุตดวงตาสีแดงปูดโปนของมันจ้องมองมาที่ใบหน้าของฉัตรจักรด้วยความพึงพอใจ
“หึหึ หึ” มันหัวเราะอยู่ในความมืด