ตอนที่ 15
ณ จวนผู้ว่า...
สถานที่แห่งนี้ถือเป็หน่วยราชการที่ใหญ่ที่สุด ของเขตชุมชมหมู่บ้านตะวันอัสดง...ทั้ง 7 หมู่บ้านจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ที่ถูกใช้ควบคุมโดย ผู้ว่าจินหง โดยมีมือปราบเกือบร้อยคนอยู่ใต้อาณัติมือปราบแต่ละคนก็ล้วนเป็ผู้ใช้ลมปราณ ความแข็งแกร่งคละเคล้ากันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่ง…ซึ่งหัวหน้ามือปราบ ผู้ที่โต้เถียงกับ กังเฉิง และจับกุม ซุน มานั้นเป็ถึงยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเขียว นามว่า มือปราบเฉิน...
“ท่านผู้ว่า... มีคนเข้ามาขอพบท่านเป็การส่วนตัว...” มือปราบเฉินกล่าวขึ้นรายงาน
ผู้ว่าจินหง เป็ชายอ้วนท้วม ใบหน้ามองดูขี้โรค... แขวนป้ายหยกข้างเอวแสดงชนชั้นในสังคมสถานะของตระกูลเทียบเคียงกับ ตระกูลของ กังเฉิง หากแต่ภายในเขตชุมชนนี้ ผู้ว่าจินอิทธิพลมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด...
“ใคร?!” จินหง เค้นเสียงขึ้น ขณะที่มีหญิงสาวสองนาง คอยบีบนวดตน
“ท่านผู้ว่าพบเจอเองจะดีกว่า... เนื่องด้วยผู้มาเยือนแสดง ป้ายเหล็กข้าจึงไม่อาจทัดทานประสงค์ได้...” มือปราบเฉิน กล่าวขึ้นตามตรง
สีหน้าของ จินหง จึงเริ่มแปรเปลี่ยน ป้ายเหล็กจัดว่ามีสถานะสูงกว่า ป้ายหยก ดังนั้นผู้มาเยือนอาจเป็ผู้ทรงอิทธิพลจากเขตอื่น...ผู้ว่าจินหง พื้นฐานเป็คนขลาดเขลา เหตุที่ได้เป็ ผู้ว่า ล้วนเกิดจากอิทธิพลในเขตละแวกนี้ของตระกูลนับั้แ่อดีตดังนั้นเมื่อเจอผู้ทรงอิทธิพลจากเขตอื่น จึงไม่กล้าเสียมารยาท ส่งสัญญาณขับไล่คนออกจากตำหนักรับแขกเหลือไว้เพียง มือปราบเฉิน ทำหน้าที่อารักขาเท่านั้น...
เกาถิง หัวหน้ากลุ่มชายชุดดำ เวลานี้ไม่ได้สวมชุดดำอีกแล้วสวมอาภรณ์หรูหราสีน้ำเงินประดับลวดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาทั้งสง่า และน่าเกรงขาม... บุรุษผู้นี้สืบเท้าเข้ามาในเรือนรับแขก พร้อมกับผู้ติดตามสองคน...
ใบหน้าของ เกาถิง ประดับไว้ด้วยรอยยิ้มแสนร้ายกาจ ไม่ได้มีท่าทีกริ่งเกรงผู้ว่าจิน แม้เพียงนิด... ป้ายเหล็ก ตระกูลเกาถึงจะไม่เป็ที่รู้จักนักในเขตรกร้าง เพราะเป็ตระกูลดังจากมณฑลอื่นแต่ก็ไม่มีใครกล้าดูแคลน... สองผู้ติดตามของ เกาถิง ก็ล้วนแล้วแต่มีฝีมือไม่ด้อยไปกว่ามือปราบเฉิน...
“มิทราบท่านคือ?!” ผู้ว่าจินน้ำเสียงหวาดหวั่น
“ข้าเป็ใครไม่สำคัญ... หากแต่ข้ามีเื่ไหว้วานให้เ้าช่วยเหลือเกี่ยวกับคดีของเ้าคนเถื่อนนามว่า ซุน ที่พวกเ้าเพิ่งจับกุมมา...” เกาถิง มุ่งเข้าประเด็นทันทีน้ำเสียงไร้มารยาท
จินหง ขมวดคิ้วเล็กน้อย อย่างไรตนก็มีศักดิ์ศรีผู้ว่าค้ำคอ...
“การตัดสิน ควรเป็ไปตามพยานหลักฐาน... หากข้าช่วยเหลือท่าน ย่อมเป็การผิดวินัยราชการอันร้ายแรง...”
ฟุบ!
คมมีดกระบี่ยาว ถูกยกขึ้นวางข้างลำคอที่อวบอ้วนของ จินหง!! ไม่มีผู้ใดมองเห็นในตอนที่ เกาถิง ชักกระบี่เสียด้วยซ้ำ บ่งบอกถึงพลังฝีมือที่ไม่ธรรมดา...มือปราบเฉิน แม้จะเห็นนายของตนตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเคลื่อนไหวชัดเจนมากว่าตัวของ มือปราบเฉิน ถูกซื้อตัวไปั้แ่แรกแล้ว ทั้งการเข้าจับกุม ซุนหรือแม้แต่การพา เกาถิง เข้าพบผู้ว่า ทั้งหมดล้วนได้รับผลตอบแทนงดงาม...
ผู้ว่าจินหง สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว...
“จะ...เ้ากล้าหรือ!! อย่างไรข้าก็นับเป็ขุนนางของทางการ!!”
“หุบปาก!! ทั่วทั้ง มณฑลเฮย ต่างรู้กันดีว่า ผู้ว่าจินหง ไร้ความสามารถเพียงใดอาศัยบารมีตระกูลเก่าแก่เพื่อรับตำแหน่ง ทั้งยังแอบยักยอกภาษีที่เมืองหลวงส่งมาพัฒนาชุมชนแห่งนี้...ข้าราชการชนบทรกร้างที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างเ้า สำหรับตัวข้าไม่นับว่ามีค่าอันใดหากยังพูดจาไม่ลื่นหูระวังศีรษะเ้าจะเกลือกกลิ้งลงจากบ่า...” เกาถิง เค้นเสียงเยือกเย็นแผ่ล้นจิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง
ตัวผู้ว่าจินหง สั่นสะท้านเหงื่ออาบร่าง...
“ทะ...ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ให้อภัยข้าน้อยด้วย ให้อภัยข้าน้อยด้วย...”
เกาถิง เห็นท่าทีลนลานของอีกฝ่ายก็นับว่าเข้าทางตน แสยะยิ้มชั่วร้ายก่อนจะยอมลดกระบี่...ก่อนเปิดแหวนมิติที่พกมา วางถุงผ้าที่บรรจุเหรียญทองหนักหลายชั่ง วางลงตรงหน้าผู้ว่าจินหงจากเสียงที่กระทบโต๊ะ ก็บอกได้ว่ามีจำนวนไม่น้อย...
“สิ่งที่ข้าจะให้เ้าทำเป็เพียงงานเล็ก ๆ แค่จัดการกับเด็กหนุ่มคนเถื่อนคนเดียวมันจะนับเป็เื่ใหญ่อันใดสำหรับเ้า... ห้าพันเหรียญทองในถุงนี้ถือเป็เหนื่อยแต่หากเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ข้าจะกลับมาสังหารพวกเ้าให้หมดทั้งตระกูล!!”
ชายร่างท้วมพยักหน้าตอบรับ ศีรษะสั่นระรัว...
.................................................
“คืนนี้ เหล่าซือ จะเคี่ยวกรำเ้าทั้งคืนเพื่อให้พื้นฐานลมปราณเ้ามั่นคง...”
“เราจะเริ่มฝึกฝนกันคืนนี้สินะ เหล่าซือ ท่านรับปากกับข้าแล้วนะ!!”
“อืม...”
เกร้ง! เกร้ง!
เสียงเคาะระฆังบอกเวลาสองยาม (เที่ยงคืน) ดังขึ้น... ปลุกเด็กหนุ่มในตื่นจากฝันเมื่อครู่ ภาพของ เหล่าซือเลือนหายไปอย่างสมบูรณ์ หลงเหลือไว้เพียงหมดน้ำตาที่อาบแก้มกับร่างที่นอนอยู่บนกองฟางอับชื้นภายในห้องขังของ จวนผู้ว่า...
“ข้าเพียงฝันไปหรือนี่...”
เด็กหนุ่มจมอยู่ในภวังค์ความเศร้าสลด แม้จะรู้ว่า เหล่าซือยังไม่ตาย แต่ก็คงอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาอยู่เป็แน่ในตอนนี้ ยิ่งกระตุ้นความเจ็บแค้นภายในใจให้กับซุน...
หลังพิจารณากกรงขังที่สร้างจากไม้ขนาดเท่าท่อนแขนที่ขัดไขว้กันไปมาก็พอจะเดาได้ว่าทาง มือปราบ ประเมิณความสามารถของ ซุนไว้ต้อยต่ำมิต่างชาวบ้านสามัญ... ส่วนหนึ่งคงเป็เพราะพื้นฐานชั้นลมปราณต่ำสุดซึ่งไม่มีพลังมากพอที่จะทำลายกรงขังได้แน่นอน อีกทั้งยังมีทหารยามเฝ้าระวังอยู่ด้วยโอกาสที่เด็กหนุ่มผู้หนึ่งจะหนีรอดไปได้ย่อมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
หากแต่ในความเป็จริงแล้ว... ซุน สามารถใช้การทรงร่างผสานลมปราณ ทำลายกรงไม้นี้ได้ไม่ยากนักหรือหากไม่้าให้เกิดความวุ่นวาย ก็เพียงแค่ใช้อาคมสะเดาะกลอน หรือไม่ก็ไหว้วานเฒ่าชีเปลือย สร้างมิติร่นระยะ ทั้งหมดล้วนเป็หนทางหลบหนีให้กับ ซุนได้ทั้งสิ้น...
แต่กลับเป็ตัวของ ซุน เองเท่านั้น ที่ยังตัดสินใจไม่หลบหนีไป!!
“ด้วยท่าทีที่กลุ่มมือปราบแสดงออกมา และเหตุการณ์ที่เสมือนจงใจจัดฉากขึ้นเพื่อป้ายความผิดให้กับข้า... สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่ายังมีคนบงการอยู่เื้ั!! หากคาดเดาไม่ผิด ผู้บงการ คงมีส่วนเกี่ยวกับการหายตัวของ เหล่าซือ ดังนั้นข้าจะไม่หนีจนกว่าจะได้เบาะแส!!”
ซุน ตัดสินใจที่จะหาเบาะแส ออกตามหา เหล่าซือ ด้วยตนเองไม่อาจหวังกับคนของทางการได้อีกแล้ว... ความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มแรงกล้ามาก ต่อให้เอาชีวิตเป็เดิมพันก็ไม่คิดที่จะย่อท้อ...
“นี่... เฒ่าชีเปลือย หากข้าต้องเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังจะเข้ามาจริงๆ เ้าจะช่วยเหลือข้าหรือไม่?!”
เฒ่าชีเปลือย ซึ่งกำลังลอยวนอยู่ในอากาศด้วยท่วงท่านอนหันมองมายังเด็กหนุ่มเล็กน้อย...
“ถามโง่ ๆ หากข้าไม่คิดจะช่วยเหลือเ้าข้าจะลำบากพาเ้ามาถึงสุริยะแห่งนี้เพื่ออะไร?! ผ่านมาสองปีแล้วพลังิญญาที่ข้าเสียไปตอนช่วยเหลือเ้ายังกลับมาไม่ถึง 1 ใน 10 ส่วนด้วยซ้ำหากปล่อยเ้าตาย ข้ามิเสียแรงเปล่างั้นหรือ?!
หากแต่ขอบเขตการช่วยเหลือที่ข้าทำได้นั้น ก็ใช่ว่าจะไร้ขีดจำกัด...ตัวข้าเป็เพียงร่างจิติญญา ไม่สามารถสร้างรูปแบบพลังลมปราณเป็ของตนเองถึงจะช่วยเ้าสนับสนุนด้วยทักษะต่าง ๆ แต่ข้าไม่อาจโจมตีกายหยาบของผู้มีลมปราณอันแข็งแกร่งได้โดยตรง...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบรับ...
“แปลว่าท่านมีพลังที่จะปกป้องข้า หรือพาข้าหลบหนีได้...แต่ไม่มีพลังที่จะกำจัดศัตรูให้กับข้าโดยตรงงั้นสินะ...”
“ถูกต้อง... หาก้าให้ข้าช่วยสังหารศัตรู เ้าจะต้องสร้างร่างเทียมให้ข้าสิงสู่ทั้งยังต้องเป็ร่างที่พลังมากพอเสียด้วย... จริงอยู่ที่ข้าสามารถสิงสู่ร่างตัวเ้าได้เช่นกันแต่ตัวเ้าก็มีพื้นฐานลมปราณแสนต่ำต้อย ถึงข้าจะมีพลังเทียบเท่าท้องมหาสมุทรหากแต่เส้นทางปล่อยพลังออกไปเป็เพียงลำธารสายเล็ก ๆ มันก็ย่อมไม่มีประโยชน์เมื่อพบเจอศัตรูที่เป็ลำธารสายใหญ่...” เฒ่าชีเปลือย อธิบายให้ ซุน จินตนาการได้มากขึ้น
เมื่อเด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไปเล็กน้อย... หากสิ่งที่เฒ่าชีเปลือย กล่าวมามิใช่เพียงคำพูดอวดโอ้ตน มันย่อมต้องแปลได้อย่างเดียว คือเฒ่าชีเปลือย มีพลังที่แอบซ่อนเอาไว้อย่างมหาศาลจนไม่จำเป็ต้องเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา กลับเป็ตัวของ ซุนเองเสียมากกว่าที่ยังอ่อนแอ จนไม่อาจแสดงพลังของ เฒ่าชีเปลือย ออกมาได้...
สิ่งหนึ่งที่ ซุน ไม่เคยเอ่ยถาม และเรียกจนติดปากมาโดยตลอดว่าเฒ่าชีเปลือย จากภาพลักษณ์อันไม่น่ามองที่พบเห็น... แต่หลังจากอยู่ร่วมกันมาสักระยะเด็กหนุ่ม ก็เริ่มแจ่มชัดในความแข็งแกร่งอันไร้ที่มา ของดวงิญญาชายชราประหลาดผู้นี้...
“นี่... ข้าขอถามหน่อยเถอะว่า เ้ามีนามว่าอะไร?! ที่มาของเ้าเป็เช่นใด?!และเ้า้าอะไรจากข้ากันแน่ ถึงช่วยเหลือและติดตามข้ามาจนถึงตอนนี้...”น้ำเสียงของ ซุน เต็มไปด้วยความจริงจัง
เฒ่าชีเปลือยได้ยินเช่นนั้น ก็ผลันแผดเสียงหัวเราะออกมาทันที...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เ้าเด็กน้อย ในที่สุดเ้าก็ยอมเอ่ยถาม และสนใจในความ้าของข้าจนได้...แต่เสียใจด้วยที่มันยังไม่ถึงเวลาที่เ้าควรจะรู้ ตัวเ้ามีสายตาที่มองเห็นได้เพียงแค่เงารากเล็กๆ บนพื้น แต่เ้ากลับอยากทราบโครงสร้างกิ่งก้านสาขาทั้งหมดของต้นไม้ใหญ่แล้วงั้นหรือ?!
มันยังเร็วเกินไป!!การที่รู้มากเกินกว่าที่สายตาเ้ามองเห็นได้ รังแต่จะทำให้เ้าสูญสิ้นความพยายามและเส้นทางก้าวเดินที่ยังอีกไกลแสนไกลเวลานี้เ้าแค่ให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็เพียงพอแล้ว...
เอาเถอะ... เห็นแก่ที่เ้าเอ่ยถาม เช่นนั้นข้าก็จะขอบอกเ้าเื่หนึ่ง...เดิมทีสภาพของข้ามิได้อัปลักษณ์เฉกเช่นนี้ และเคยเป็หนึ่งในผู้ที่องอาจที่สุด มีอำนาจปกครองทุกสรรพสิ่งเกินกว่าที่เ้าจะจินตนาการแต่เพราะข้าถูกหักหลังจากผู้ที่ไว้ใจ จึงสูญสิ้นทั้งอำนาจ ทั้งพลัง ทั้งรูปโฉมทั้งชีวิต จนมีสภาพเป็เช่นนี้...
นามเดิมของข้าก็คือ... อาเมนดูเอล แห่งสุริยะราศีมีน...”
ซุน เบิกตากว้างขึ้นทันที แม้จะไม่เข้าใจนัก แต่ััได้ถึงความยิ่งใหญ่บางอย่าง...
“อาเมนดูเอล... งั้นหรือ?!”
เฒ่าชีเปลือย เผยรอยยิ้มพลางสวมกอดอก...
“หึหึ... หากเ้าจะเรียกขานข้าในนามนั้น ข้าจะถือว่าเ้าให้เกียรติต่อข้า...”
ซุน ใบหน้าเรียบเฉย พลางโบกมือปฏิเสธทันที...
“ไม่มีทาง... นอกจากมันจะเรียกยากแล้ว มันยังดูไม่เข้ากับใบหน้าของเ้าสักนิด...ข้าขอเรียก เฒ่าชีเปลือย เช่นเดิมนั่นแหละดีแล้ว...”
“หน่อย!! เ้าเด็กหยาบช้า!!” เฒ่าชีเปลือย ตวาดเสียงข้างหูเด็กหนุ่ม
..........................................